ตอนที่ 35 กระบี่สายใย
เนี่ยฟงเก็บกระบี่ของนางเข้าฝักแล้วใส่ไปในแหวนมิติ หวั่นเกรงว่านางจะกลับไปหาชายหนุ่มผู้โชคร้ายอีกครั้ง ก่อนจะใช้ประตูหลังหอบุปผาแดงเป็นทางออก โดยมีอาปี้เถ้าแก่เนี้ยของร้านเป็นผู้ช่วยเหลือ เขาต้องการให้ซุนลี่มองว่าเขานั้นเป็นบุรุษเสเพล ชอบออกท่องเที่ยวในยามราตรี เพื่อให้นางได้ไปบ่งบอกพ่อของนาง เผื่อบางทีซุนหวังเหว่ยอาจจะเลิกไล่ล่าเขาอีกต่อไป เนี่ยฟงออกจากหอบุปผาแดงไปนานถึงหนึ่งก้านธูป (15 นาที) ทันใดนั้นสายฝนเริ่มสาดเทลงมาเป็นสายดุจดั่งฟ้ารั่ว ผู้คนต่างพากันวิ่งกลับเข้าบ้านเรือนของตน ในขณะที่กำลังเดินกางร่มกลับบ้านอยู่นั้น ภายในใจของเขากลับรู้สึกวุ่นวายและสับสน ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่หอบุปผาแดงอีกครั้ง โดยที่ตัวของเขาเองนั้นก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อยามเดินมาจวนเจียนจะถึงหอบุปผาแดง ดวงตาของเนี่ยฟงก็สั่นไหว เมื่อได้เห็นซุนลี่กำลังยืนนิ่งตากฝนจนเปียกปอนไปทั่วทั้งเรือนร่าง นางยังคงยืนอยู่หน้าหอบุปผาแดง ราวกับรอใครบางคนทันใดนั้น! ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ดุจดั่งดูละครหลังข่าว ปรากฏร่างชายฉกรรจ์สี่คนเดินเปียกปอนมาท่ามกลางสายฝน ด้วยสายตาของเนี่ยฟงเขาสามารถบ่งบอกได้ทันที ว่าพวกมันมีพลังลมปราณก่อกำเนิดขั้นต้น กลิ่นสุราที่รุนแรงลอยล่องออกมาจากตัวของพวกมันไม่ขาดสาย แม้ฝนจะตกแรงเพียงใดก็ยังได้กลิ่นฉุนของสุราจนขึ้นจมูก ดวงตาของพวกมันทั้งสี่สั่นไหวพร้อมแลบลิ้นเลียฝีปาก จ้องมองซุนลี่ด้วยสายตาอันหื่นกระหาย ยิ่งเสื้อผ้าที่เปียกแนบไปกับเนื้ออวดรูปโฉมที่ชัดเจน ทำให้พวกมันต้องกลืนน้ำลายหลายต่อหลายครั้ง ชายทั้งสี่เดินโอบล้อมซุนลี่ทั้งหน้าและหลัง ด้วยความเมามายแน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่รู้ว่านางคือใคร แม้พลังลมปราณของนางจะมีมากกว่าพวกมันถึงครึ่งก้าว แต่ด้วยการประมือกับพวกมันทั้งสี่โดยพร้อมเพรียงกัน อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ทันใดนั้นชายผู้หนึ่งก็เอ่ยขึ้นมาทันที “จุ๊ๆ ๆ !! แม่สาวน้อย~!! เสื้อผ้าของเจ้าเปียกหมดแล้ว ให้ข้าช่วยเปลี่ยนให้เจ้าหรือไม่” ซุนลี่จ้องมองพวกมันด้วยหางตา พร้อมกับเตรียมตัวจะเดินจากไป ทันใดนั้น! ชายอีกผู้หนึ่งก็คว้าจับข้อมือของนางทันที “จะรีบไปไหนจ๊ะ~ น้องสาว~!! ฝนตกหนักเยี่ยงนี้ ไปหาที่หลบฝนกับพวกพี่ดีกว่า ฮ่าฮ่าฮ่า!!!” ซุนลี่สะบัดข้อมือด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับถีบชายผู้นั้นเกลือกกลิ้งไปกับพื้น หากนางมีกระบี่ในมือ หัวของมันย่อมหลุดออกจากบ่าแน่นอน เมื่อชายทั้งสามเห็นเพื่อนของตนถูกถีบกลิ้งไปกับพื้น พวกมันทั้งสามก็พุ่งทะยาน เข้าหาซุนลี่ด้วยความรวดเร็ว “ฤทธิ์มากนักนะ!! แม่สาวน้อย! เดี๋ยวพี่จะจัดให้สาสม!!! ฮ่าฮ่าฮ่า” เมื่อทั้งสี่คนลงมือโดยพร้อมเพรียงกัน ซุนลี่จึงรับมือได้อย่างยากลำบาก ในขณะนั้นเองที่ชายผู้หนึ่งก็กำดินโคลนที่อยู่บนพื้นสาดใส่ใบหน้าของนาง ทำให้นางไม่สามารถมองเห็นได้ถนัด แล้วนางก็ถูกพวกมันจับตัวไว้ทันที “ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!! พวกเจ้าไม่รู้หรือไงว่าข้าเป็นลูกของผู้ใด” ซุนลี่กล่าวออกมา พร้อมกับดิ้นรนให้หลุดจากเงื้อมมือของชายทั้งสี่“ฮี่ฮี่ฮี่! จะเป็นลูกใครข้าไม่รู้ แต่อีกไม่นานเจ้าก็ต้องเป็นเมียของพวกข้า” พวกมันทั้งสี่จับซุนลี่ไว้แน่น ดวงตาจ้องมองรูปร่างที่เปียกปอนของนาง อย่างหื่นกระหายพร้อมกับแลบลิ้นเลียที่ขอบปาก ภายในใจของพวกมันต่างคิดว่านางต้องเสร็จพวกมันแน่นอน ทันใดนั้นเอง! ก็ปรากฏเสียงของชายผู้หนึ่ง ที่ดังมาพร้อมกับสายฝน “กับสตรีตัวเล็กๆ พวกเจ้ายังใช้แผนการที่สกปรกเยี่ยงนี้ ช่างต่ำช้าจริงๆ!!” เนี่ยฟงพุ่งทะยานราวกับสายลมที่พัดผ่าน พร้อมกับโยนร่มขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนจะปรากฏร่างต่อหน้าของชายทั้งสี่ ก่อนจะม้วนตัวอย่างรวดเร็ว ฟันศอกไปที่ชายผู้หนึ่งด้วยความรุนแรง “หิรัญม้วนแผ่นดิน!!” ชายผู้โชคร้ายปลิวกะเด็ดดุจว่าวที่ขาดสาย จมูกของมันป่นปี้แทบหายเข้าไปในใบหน้า ลงไปนอนนิ่งสลบเมือกอยู่กับพื้น เมื่อเพื่อนของตนลงไปนอนกองอยู่กับพื้น ชายที่เหลืออีกสามคนก็พุ่งทะยานเข้าโจมตีเนี่ยฟงทันที “ชอบแส่เรื่องชาวบ้านรึ!! ตายซะเถอะ!!!” ชายผู้หนึ่งปลดปล่อยพลังลมปราณแผ่กระจายออกทั้งเรือนร่าง พร้อมกับปลดปล่อยหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณ เนี่ยฟงพลิกตัวหลบไปด้านนอกด้วยความรวดเร็ว ใช้มือข้างหนึ่งคว้าจับที่ข้อแขน แล้วใช้มืออีกข้างกระแทกลงไปที่หัวไหล่ทันที “สลับฟันปลา!!” “กร๊อบบ!!!” เสียงกระดูกหักดังสนั่น แขนของชายผู้นั้นบิดเบี้ยวจนเสียรูป ก่อนจะทรุดนั่งไปกับพื้นพร้อมกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “อ๊ากกกก!!!” พวกที่เหลืออีกสองคนจ้องมองตาค้าง เตรียมตัวจะวิ่งหนีโดยไม่สนใจเพื่อนทั้งสองที่นอนเจ็บอยู่กับพื้น ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็พุ่งเข้าหาชายอีกผู้หนึ่งทันที ก่อนจะเหยียบที่โคนขาของมัน พร้อมกับกระแทกเข่าเข้าที่ปลายคางอย่างรุนแรง “พระรามเดินดง!!” ชายผู้โชคร้ายตัวลอยโด่งขึ้นสู่ฟากฟ้า หมุนเคร้งคว้านลอยอยู่กลางอากาศหลายตลบ ก่อนจะลงมาสลบเมือกกองอยู่ที่พื้น เนี่ยฟงไม่รอช้าพุ่งเข้าหาอีกคนที่กำลังตกตะลึงตาค้าง ม้วนตัวด้วยความเร็วสูง ฟาดส้นเท้าเข้าที่กกหูของมันทันที “จระเข้ฟาดหาง!!” ชายผู้โชคร้ายคนสุดท้าย เกลือกกลิ้งลงไปนอนนิ่งอยู่กับพื้น เนี่ยฟงสามารถจัดการพวกมันทั้งหมดเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ก่อนจะชูมือรับร่มของเขาที่กำลังร่วงหล่นลงมา ซุนลี่เช็ดคราบโคลนที่เปรอะเลอะบนใบหน้า แต่ก็เห็นเพียงเงาที่เลือนรางของชายชุดเขียว ที่กำลังเดินเข้ามาหานางอย่างเชื่องช้า พร้อมกับหัวใจของนางที่กำลังสั่นไหว เมื่อยามที่เนี่ยฟงมายืนอยู่ตรงหน้า ทำให้พวกเขาทั้งสองอยู่ภายใต้ร่มอันเดียวกัน ก่อนที่เนี่ยฟงจะยื่นร่มให้ซุนลี่ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าของตน ค่อยๆ บรรจงเช็ดคราบโคลนที่ดวงตาของนาง ทำให้ซุนลี่เห็นใบหน้าของเนี่ยฟงอย่างชัดเจน“ทำไมเจ้าไม่ยอมกลับบ้าน ไยมายืนตากฝนเช่นนี้ และหากเมื่อครู่ข้าไม่ได้เดินผ่านมา...ป่านนี้เจ้าคงได้ตกเป็นภรรยาของพวกมันทั้งสี่ไปแล้ว” เนี่ยกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา หัวใจของซุนราวกับสั่นสะท้านราวกับแผ่นดินไหว หยาดน้ำตาใสๆ ค่อยๆ ไหลรินจากใบหน้า ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างติดๆ ขัดๆ “ข้า...ข้ารอเจ้าอยู่...ก็เจ้าเอากระบี่ของข้าไป...ไม่เช่นนั้น...ข้าคงไม่มีสภาพเฉกเช่นนี้ เจ้ามันคนใจร้าย!!” เป็นจริงดั่งที่นางกล่าว เนี่ยฟงรู้สึกผิดภายในใจลึกๆ หากนางมีกระบี่อยู่ในมือ พวกมันล้วนต้องตายในกระบี่เดียว “บ้านเจ้าเป็นถึงสำนักเทพกระบี่ ยังมีกระบี่มากมายที่รอให้เจ้าเลือกใช้ เหตุใดต้องรอมันจากข้า หรือว่ากระบี่เล่มนี้มีความหมายต่อเจ้า” เนี่ยฟงหยิบกระบี่ออกมาจากแหวนมิติ พร้อมกับจ้องดูมันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งฝักและด้ามของมันนั้นแกะสลักไว้อย่างสวยงาม ที่ฝักของมันนั้นเขียนไว้ว่า “กระบี่สายใย?” เมื่อยามที่ซุนลี่จะทันได้กล่าวสิ่งใด เนี่ยฟงก็ชักกระบี่ออกมาทันที พร้อมกับออกแรงโบกสะบัดเล็กน้อย ท่ามกลางความตกตะลึงของซุนลี่ “ถึงข้าจะไม่มีความรู้เรื่องกระบี่แต่อย่างใด แต่ด้วยสายตาของข้านับว่าเป็นกระบี่ที่ดี” เนี่ยฟงเก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนจะหยิบยื่นส่งคืนให้กลับซุนลี่ ที่กำลังจ้องมองเนี่ยฟงด้วยอาการตกตะลึงนิ่งค้าง ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็คว้าจับมือของนางมารับกระบี่ทันที ทำให้นางหลุดออกจากภวังค์ที่ตกตะลึง ก้มมองกระบี่ในมือด้วยจิตใจที่สั่นไหว ก่อนจะเงยหน้ามองดูแผ่นหลังของเนี่ยฟงที่กำลังจากไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ในขณะที่เนี่ยฟงเดินจากไปนั้นก็พูดบางอย่างออกมา “รีบกลับบ้านได้แล้ว ร่มนั่นข้ายกให้ จะว่าไป...เวลาเจ้าเปียกปอนก็ดูดีเช่นกัน” นางรีบใช้มือปิดทรวงอกที่ถูกเสื้อผ้าเปียกแนบชิดสนิทเนื้อ จนเห็นรูปร่างทรวงอกที่ชัดเจน ใบหน้าของนางร้อนผ่าวดุจดั่งเอาไฟมาจี้ที่ใบหน้า จนมีสีแดงระเรื่อปรากฏที่แก้มทั้งสองข้าง ก่อนจะจ้องมองกระบี่อีกครั้งด้วยดวงตาที่ส่องประกายสว่างไสว แล้วกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบา “กระบี่สายใย หากชายใดสามารถดึงกระบี่ออกจากฝักได้ ชายผู้นั้นย่อมคือคู่หมายของเจ้า” นี้คือคำที่กล่าวไว้เมื่อยามที่นางได้กระบี่สายใยมาอยู่ในมือ มีเพียงแต่นางที่เป็นเจ้าของ ที่สามารถดึงมันออกจากฝักได้ และไม่เคยมีชายใดดึงมันออกจากฝักได้มาก่อน แต่ยามนี้เนี่ยฟงกลับดึงมันออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยไม่สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงแม้แต่น้อยสายฝนยังคงโปรยปรายจนเกือบรุ่งอรุณเช้าวันใหม่ เมื่อยามที่แสงดวงตะวันเริ่มโผล่ที่ขอบฟ้า ปรากฏสายรุ้งที่ทอเป็นสาย พร้อมกับความชุ่มชื้นที่ปรากฏไปทั่วทั้งเมือง เนี่ยฟงก้าวเดินออกมาจากบ้านของตน พร้อมกับชุดหยกสวรรค์สีเขียวอำพัน ด้วยความพิเศษของมันจึงทำให้มันดูใหม่เสมอ ก่อนจะออกเดินทางไปยังสมาคมการค้าจันทราอย่างใจเย็น โดยระหว่างทางนั้นก็ได้ซื้อผ้าผืนใหญ่ติดมือไปด้วย เนี่ยฟงใช้เวลาในการเดินทางสองก้านธูป ก็มาถึงสมาคมการค้าจันทรา ผู้คนมากมายต่างเดินเข้าแถวยาวเหยียด โดยมีหูเกอนั้นมายืนคอยต้อนรับแขกผู้มีเกียรติด้วยตนเอง แต่ละผู้แต่ละคนต่างสวมใส่หมวกม่านปิดบังหน้าตา แม้แต่ร่างกายยังห่อหุ้มด้วยผืนผ้าผืนใหญ่เพื่อปิดบังเรือนร่าง แต่เพื่อความปลอดภัยจำเป็นต้องแจ้งชื่อกับหูเกอก่อน จะมีแต่เพียงพรรคหรือสำนักใหญ่เท่านั้น ที่กล้าเปิดเผยตัวตน เนี่ยฟงจัดแจงห่อหุ้มร่างกายด้วยผืนผ้า พร้อมทั้งสวมใส่หมวกม่านปิดบังหน้าตา ก้าวเดินไปยังด้านหน้าของสมาคมทันที โดยที่ไม่ได้ต่อแถวที่ยาวเหยียดแต่อย่างใด ทำให้เกิดเสียงหัวร่อดังขึ้นไม่ขาดสาย ภายในใจของผู้คนที่เข้าร่วมประมูลต่างคิดว่า เนี่ยฟงต้องถูกไล่กลับไปเข้าแถวเฉกเช่นคนอื่นเมื่อยามที่เนี่ยฟงเดินมาถึงประตูทางเข้า บรรดาผู้ฝึกยุทธ์ที่เป็นยามเฝ้าประตูชักกระบี่ออกมาทันที พร้อมกับขับไล่เนี่ยฟงให้ไปต่อแถว “เจ้าหนุ่มจงกลับไปเข้าแถวเดี๋ยวนี้! แม้แต่ประมุขพรรคเต่าทมิฬ ยังต้องเข้าแถวเพื่อร่วมประมูล แล้วเจ้าเป็นตัวอะไรถึงไม่ปฏิบัติตามกฎของเรา ไป!!” เป็นดั่งที่ทุกคนคาดคิด แม้แต่หูเกอเองยังจับจ้องด้วยความไม่พอใจ พลางคิดในใจไม่ว่าบุคคลนี้จะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องไปต่อแถวดังเช่นผู้อื่น ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็กล่าวออกมาทันที พร้อมกับหันหลังให้ ราวกับว่าจะจากไป “ข้าเพียงแต่นำเม็ดยาของอาจารย์มาส่งให้เท่านั้น ในเมื่อพวกท่านไม่ต้อนรับข้า...เช่นนั้นข้าลาก่อน!” เพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความ ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางใจของหูเกอ มันรีบทะยานมาขวางหน้าเนี่ยฟงด้วยความรวดเร็ว “ช้าก่อน!! เจ้าเป็นศิษย์ของท่านผู้นั้นใช่หรือไม่?” หูเกอพูดออกมาด้วยความรวดเร็ว มันไม่กล้าพอที่จะเอ่ยชื่อถังต้าเหลียนต่อหน้าฝูงชน ทันใดนั้นเนี่ยฟงก็หยิบแผ่นป้ายแกะสลักออกมา ที่เขาได้รับจากหูเกอเมื่อครั้งก่อน ทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้าของหูเกอทันที “โอ้~!! เป็นเจ้าจริงๆ ข้ารอเจ้ามาตั้งแต่เช้าแล้ว เชิญเข้าไปด้านในก่อน ข้าได้จัดที่นั่งที่ดีที่สุดไว้ให้กับเจ้าแล้ว” หูเกอกล่าวออกมาพร้อมกับเชื้อเชิญเนี่ยฟง ท่ามกลางผู้คนที่ตกตะลึงจ้องมองจนอ้าปากกว้าง แม้แต่เจ้าสำนักของพรรคเต่าทมิฬยังจ้องมองด้วยความตกตะลึง