ตอนที่ 44 คนที่น่ารังเกียจย่อมมีเรื่องน่าสงสาร
“สหายเหลียงอย่าคิดว่าตัวเองถูกเสมออยู่ฝ่ายเดียวเลย เธอคิดว่าตัวเองไม่ผิดแล้วสหายฉู่ล่ะเขาทำอะไรผิดตรงไหน? การช่วยคนแล้วต้องยกทั้งชีวิตให้เนี่ยใครจะอยากช่วยคนกัน?” หลังจากหานชีเยวี่ยพูดจบเธอก็หันไปเผยยิ้มสดใสให้สหายฉู่
“สหายฉู่ คุณว่ายน้ำเก่งถ้าคุณช่วยคนได้เยอะๆ แบบนี้คุณจะได้เมียหลายคนเลยไหม? ” คำพูดเหล่านี้ทิ่มแทงใจเหลียงอวี้เหมยทุกคำ! สุดท้าย เธอก็ปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา
“ฉันก็ไม่มีทางเลือกฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันไม่อยากถูกบีบคั้นจนตายที่ชุมชนถวนเจี๋ยแห่งนี้! ”คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ทุกคนในครอบครัวหานเข้าใจปัญหาทุกคนพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก
“สหายเหลียง คุณไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้เลยคิดจะลากคนอื่นตายไปด้วยงั้นหรือ?” ฉู่เจี้ยนกั๋วจ้องเขม็งมองเหลียงอวี้เหมยอย่างเอาเป็นเอาตาย
“สหายฉู่ ถือว่าทำบุญช่วยฉันเถอะฉันไม่อยากแต่งงานกับอันธพาลในชุมชน! เขามาตามตื้อฉันทุกวัน ฉันกลัว สหายฉู่แต่งงานกับฉันเถอะ ถ้าคุณแต่งงานกับฉัน เขาจะได้ไม่มายุ่งกับฉันอีก! ”สภาพจิตใจของเหลียงอวี้เหมยย่ำแย่มากเห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เธอกำลังพูดถึงสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเธออย่างรุนแรง
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเธอจะทำอะไรได้เมื่อเผชิญกับเรื่องแบบนี้? วันนั้นก็เพราะเรื่องนี้แหละ ที่ทำให้เธอจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพลัดจนตกน้ำตอนที่ตกน้ำลงไป ที่จริงเธอคิดว่าตายไปเสียจะได้แล้วเรื่องกันไปแต่กลับถูกฉู่เจี้ยนกั๋วช่วยเอาไว้
เธอจึงมองฉู่เจี้ยนกั๋วเป็นเหมือนฟางช่วยชีวิต[1]เธอต้องคว้าฟางช่วยชีวิตนี้ไว้ให้มั่น
“พวกคุณเห็นแต่ด้านเลวร้ายของฉันแต่ไม่เห็นถึงความทุกข์ของฉันเลย” เหลียงอวี้เหมยสติแตกเสียงดังจนคนแถวนั้นเริ่มได้ยินและเดินเข้ามาดู
“เธอทุกข์เธอก็ไม่ควรเอาความทุกข์ของเธอมายัดเยียดใส่ในชีวิตคนอื่น”หานชีเยวี่ยพูดอย่างจริงจัง “ยิ่งไปกว่านั้นความทุกข์ของเธอเกิดจากสหายฉู่เจี้ยนกั๋วหรือ? เธอควรไปหาคนที่ทำให้คุณทุกข์ใจต่างหาก!”
“คนที่ทำให้ฉันทุกข์?” เหลียงอวี้เหมยพึมพำ เธอคิดแต่จะหาคนมาช่วยแต่ไม่เคยคิดเลยว่าควรจะไปหาคนที่ทำให้เธอทุกข์ แล้วเอาความทุกข์นั้นคืนกลับไป
“สหายเหลียงอวี้เหมย ฉันพูดได้แค่นี้จะสู้หรือจะทน”
เหลียงอวี้เหมยพึมพำคำพูดของหานชีเยวี่ยแล้วเดินจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เหลียงอวี้เหมยไปแล้ว ฉู่เจี้ยนกั๋วก็โล่งใจแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวหาน เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
“นายจะทำยังไงต่อ? ” หานเซี่ยงหยางถาม
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง”
“พวกเธอไม่อยากรู้เหรอว่าที่จริงแล้วเธอเจอเรื่องอะไรมา?”หานชีเยวี่ยถาม
“เมื่อหลายวันก่อน ตอนเลิกงานฉันเห็นหลี่เอ้อร์เป่ามายืนขวางทางสหายเหลียง” ซย่าซิ่วเหอพูดขึ้นทันที“อาจเป็นเพราะเห็นคนเดินผ่านมา หลี่เอ้อร์เป่าเลยรีบเดินไป”
หลี่เอ้อร์เป่า?
คนๆ นี้ถือว่าเป็นตัวประหลาดในชุมชนถวนเจี๋ยเขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่วันๆ เอาแต่กินกับนอน งานการไม่ทำ ห้องหับไม่ดูแลชีวิตนี้ไม่ทำอะไรเลย จึงไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากแต่งงานกับเขาโดนคนแบบนี้ตามตื๊อก็ไม่แปลกที่เหลียงอวี้เหมยจะสติแตก
“กินข้าวกันเถอะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา” ย่าเฒ่าหานถอนหายใจ
แต่พอหยิบชามขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนก็กินไม่ลงเพราะเหตุที่เหลียงอวี้เหมยมาอาละวาด พอกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาทำงานแล้ว คนอื่นๆรีบพากันกลับไปทำงาน ที่บ้านจึงเหลือแค่หานชีเยวี่ยกับย่าเฒ่าหาน
วันนี้ทั้งวันย่าเฒ่าหานเป็นมัวแต่กังวลเรื่องสบู่ของหานชีเยวี่ยทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องเดินไปดูว่าสบู่เป็นยังไงบ้าง
หานชีเยวี่ยมองแล้วยิ้มขำ
“ย่าคะ มันยังไม่เสร็จเร็วขนาดนั้นหรอก”
“เสียน้ำมันหมูไปตั้งเยอะย่าก็ต้องตั้งตาดูผลหน่อยสิ” ย่าเฒ่าหานยังคงเสียดายน้ำมันหมูที่ใช้ไปจนใจเจ็บไปหมด
โชคดีที่ตอนเย็นน้ำสบู่แข็งตัวจนเข้าที่แล้ว ถึงจะไม่เหมือนกับที่ขายในสหกรณ์ แต่ก็ดูใช้ได้อยู่ย่าเฒ่าหานหยิบขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ
“อาเยวี่ย นี่มันใช้ซักผ้าได้จริงๆ เหรอ?”
ซย่าซิ่วเหอเบ้ปากแล้วพูดว่า“ฉันไม่กล้าใช้ซักผ้านะ ถ้าซักแล้วยิ่งสกปรกขึ้นล่ะจะทำยังไง?”
สำหรับตัวลูกสาวแล้วซย่าซิ่วเหอรู้สึกจนใจกับลูกสาวคนนี้ เธอคิดว่าทุกคนในบ้านตามใจลูกสาวมากเกินไปแต่ในใจเธอก็ดีใจที่ทุกคนรักลูกสาวของเธอ
“แม่คะ นี่แค่ให้แม่ดูเฉยๆตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งไว้อีกสักพักรอให้สบู่แข็งตัวสนิทก่อนถึงจะใช้ซักผ้าได้ค่ะ”
ซย่าซิ่วเหอยิ้มเหมือนรู้ทัน
หานชีเยวี่ยหยิบก้อนสบู่ขึ้นมา“สบู่ก้อนนี้พรุ่งนี้เย็นค่อยตัดเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งไว้อีกครึ่งเดือนถึงจะใช้ซักผ้าได้ดีที่สุด”
ย่าเฒ่าหานได้ยินหานชีเยวี่ยพูดอย่างมั่นใจเธอก็เริ่มเชื่อขึ้นมาหน่อยแล้ว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเกิดความรู้สึกภูมิใจขึ้นมาดูสิดูสิ หลานสาวของเธอเก่งแค่ไหน แม้แต่สบู่ก็ยังทำเองได้
ตอนนั้นพ่อหานก็ถามขึ้นมาว่า “ขีเยวี่ย จู่ๆลูกทำสบู่แบบนี้ หรือลูกมีแผนจะให้คนในชุมชนทำโรงงานสบู่ล่ะ?”
ต้องยอมรับว่าสมองของพ่อหานประมวลผลได้รวดเร็วมาก
“พ่อคะ พ่อทายถูกแล้วค่ะถ้าหนูทำสบู่สำเร็จ ชุมชนของเราอาจสามารถทำสบู่เป็นธุรกิจรองได้”
หยางชุนจือพูดว่า “งานฝีมือที่ดีขนาดนี้ถ้าส่งต่อให้ชุมชนไป เราไม่ขาดทุนแย่เหรอ?”
“ป้าตอนนี้ครอบครัวของเราแทบจะไม่มีฐานเสียงภายในชุมชนเลยค่ะถ้าเราใช้เรื่องนี้ทำให้พวกเรามีสิทธิ์มีเสียงในชุมชนขึ้นมาในระยะยาวก็ยังถือว่าคุ้มค่ะ”
หยางชุนจือคิดดูแล้วก็ตระหนักได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงแม้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อลูกๆ ของครอบครัวโตขึ้นคนในชุมชนก็ไม่กล้าเข้ามารังแกพวกเขาซึ่งหน้าอีกแต่ตอนที่เกิดเรื่องอะไรขึ้นในชุมชนจริงๆ ครอบครัวหานก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลย
ฉู่เจี้ยนกั๋วบังเอิญได้ยินบทสนทนานี้พอนึกถึงปัญหาที่เขาสร้างให้ครอบครัวหานในวันนี้ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจตอนกลางคืนหลังจากกลับไปแล้ว เขาจุดตะเกียงน้ำมันแล้วเขียนวิธีทำสบู่ที่เขารู้ลงไปทั้งหมดโดยตั้งใจจะช่วยหานชีเยวี่ยเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่ฉู่เจี้ยนกั๋วมากินข้าวเช้าเขาได้มอบกระดาษหลายแผ่นที่เขาเขียนไว้ให้หานชีเยวี่ย
“นี่คือวิธีทำสบู่ที่ฉันรู้ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ทำสบู่ได้อย่างเดียว ถ้าปรับสูตรก็สามารถผลิตสบู่หอมได้ด้วย”
“ฉันขอรับไว้นะ ขอบคุณสหายฉู่”หานชีเยวี่ยไม่เกรงใจ รับเอกสารข้อมูลของฉู่เจี้ยนกั๋วด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องเมื่อวานทำให้เธอเดือดร้อนฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ ”
“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกแต่ฉันเห็นสภาพจิตใจของสหายเหลียงอวี้เหมยไม่ค่อยดี ถ้าสะดวกแล้วล่ะก็คุณช่วยบอกคนในบ้านพักของกลุ่มยุวชนให้ช่วยดูแลเธอหน่อย”
หานชีเยวี่ยไม่ใช่คนใจร้ายพอรู้เรื่องของเหลียงอวี้เหมยแล้ว เธอก็ยังรู้สึกว่าควรจะดูแลเธอกว่านี้หน่อยเผื่อเหลียงอวี้เหมยทำอะไรในขณะที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้จะได้ไม่สายเกินแก้
“ฉันรู้แล้ว วันนี้ฉันจะไปบอกพวกเขา”ถึงแม้จะแยกกันอยู่แล้ว แต่เวลาทำงานฉู่เจี้ยนกั๋วก็ยังทำงานกลุ่มเดียวกับเหล่ายุวชนอยู่การเตือนพวกเขาก็เป็นเรื่องง่าย
ในฐานะยุวชนเหมือนกันเขาเกลียดเหลียงอวี้เหมย แต่ก็เห็นใจในสิ่งที่เธอต้องเจอ
เหลียงอวี้เหมยลงมาอยู่ชนบทมาเจ็ดแปดปีแล้วแต่ครอบครัวไม่เคยส่งอะไรมาให้เลย จดหมายที่ส่งมาก็เพื่อขออาหารกับเงินช่างน่าสงสารเสียจริงๆ!
เชิงอรรถ
[1] 救命稻草 ฟางช่วยชีวิตเป็นสำนวนสุภาษิตจีนแปลว่าความหวังสุดท้าย, ที่พึ่งสุดท้าย