ย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 คนที่น่ารังเกียจย่อมมีเรื่องน่าสงสาร

            ตอนที่ 44 คนที่น่ารังเกียจย่อมมีเรื่องน่าสงสาร

            “สหายเหลียงอย่าคิดว่าตัวเองถูกเสมออยู่ฝ่ายเดียวเลย เธอคิดว่าตัวเองไม่ผิดแล้วสหายฉู่ล่ะเขาทำอะไรผิดตรงไหน? การช่วยคนแล้วต้องยกทั้งชีวิตให้เนี่ยใครจะอยากช่วยคนกัน?” หลังจากหานชีเยวี่ยพูดจบเธอก็หันไปเผยยิ้มสดใสให้สหายฉู่

            “สหายฉู่ คุณว่ายน้ำเก่งถ้าคุณช่วยคนได้เยอะๆ แบบนี้คุณจะได้เมียหลายคนเลยไหม? ” คำพูดเหล่านี้ทิ่มแทงใจเหลียงอวี้เหมยทุกคำ! สุดท้าย เธอก็ปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา

            “ฉันก็ไม่มีทางเลือกฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ฉันไม่อยากถูกบีบคั้นจนตายที่ชุมชนถวนเจี๋ยแห่งนี้! ”คำพูดเพียงประโยคเดียว ทำให้ทุกคนในครอบครัวหานเข้าใจปัญหาทุกคนพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก

            “สหายเหลียง คุณไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้เลยคิดจะลากคนอื่นตายไปด้วยงั้นหรือ?” ฉู่เจี้ยนกั๋วจ้องเขม็งมองเหลียงอวี้เหมยอย่างเอาเป็นเอาตาย

            “สหายฉู่ ถือว่าทำบุญช่วยฉันเถอะฉันไม่อยากแต่งงานกับอันธพาลในชุมชน! เขามาตามตื้อฉันทุกวัน ฉันกลัว สหายฉู่แต่งงานกับฉันเถอะ ถ้าคุณแต่งงานกับฉัน เขาจะได้ไม่มายุ่งกับฉันอีก! ”สภาพจิตใจของเหลียงอวี้เหมยย่ำแย่มากเห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เธอกำลังพูดถึงสร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเธออย่างรุนแรง

            ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งเธอจะทำอะไรได้เมื่อเผชิญกับเรื่องแบบนี้? วันนั้นก็เพราะเรื่องนี้แหละ ที่ทำให้เธอจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพลัดจนตกน้ำตอนที่ตกน้ำลงไป ที่จริงเธอคิดว่าตายไปเสียจะได้แล้วเรื่องกันไปแต่กลับถูกฉู่เจี้ยนกั๋วช่วยเอาไว้

            เธอจึงมองฉู่เจี้ยนกั๋วเป็นเหมือนฟางช่วยชีวิต[1]เธอต้องคว้าฟางช่วยชีวิตนี้ไว้ให้มั่น

            “พวกคุณเห็นแต่ด้านเลวร้ายของฉันแต่ไม่เห็นถึงความทุกข์ของฉันเลย” เหลียงอวี้เหมยสติแตกเสียงดังจนคนแถวนั้นเริ่มได้ยินและเดินเข้ามาดู

            “เธอทุกข์เธอก็ไม่ควรเอาความทุกข์ของเธอมายัดเยียดใส่ในชีวิตคนอื่น”หานชีเยวี่ยพูดอย่างจริงจัง “ยิ่งไปกว่านั้นความทุกข์ของเธอเกิดจากสหายฉู่เจี้ยนกั๋วหรือ? เธอควรไปหาคนที่ทำให้คุณทุกข์ใจต่างหาก!”

            “คนที่ทำให้ฉันทุกข์?” เหลียงอวี้เหมยพึมพำ เธอคิดแต่จะหาคนมาช่วยแต่ไม่เคยคิดเลยว่าควรจะไปหาคนที่ทำให้เธอทุกข์ แล้วเอาความทุกข์นั้นคืนกลับไป

            “สหายเหลียงอวี้เหมย ฉันพูดได้แค่นี้จะสู้หรือจะทน”

            เหลียงอวี้เหมยพึมพำคำพูดของหานชีเยวี่ยแล้วเดินจากไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก

            เหลียงอวี้เหมยไปแล้ว ฉู่เจี้ยนกั๋วก็โล่งใจแต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวหาน เขาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ

            “นายจะทำยังไงต่อ? ” หานเซี่ยงหยางถาม

            “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องทำยังไง”

            “พวกเธอไม่อยากรู้เหรอว่าที่จริงแล้วเธอเจอเรื่องอะไรมา?”หานชีเยวี่ยถาม

            “เมื่อหลายวันก่อน ตอนเลิกงานฉันเห็นหลี่เอ้อร์เป่ามายืนขวางทางสหายเหลียง” ซย่าซิ่วเหอพูดขึ้นทันที“อาจเป็นเพราะเห็นคนเดินผ่านมา หลี่เอ้อร์เป่าเลยรีบเดินไป”

            หลี่เอ้อร์เป่า?

            คนๆ นี้ถือว่าเป็นตัวประหลาดในชุมชนถวนเจี๋ยเขาอายุยี่สิบกว่าแล้ว แต่วันๆ เอาแต่กินกับนอน งานการไม่ทำ ห้องหับไม่ดูแลชีวิตนี้ไม่ทำอะไรเลย จึงไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากแต่งงานกับเขาโดนคนแบบนี้ตามตื๊อก็ไม่แปลกที่เหลียงอวี้เหมยจะสติแตก

            “กินข้าวกันเถอะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเรา” ย่าเฒ่าหานถอนหายใจ

            แต่พอหยิบชามขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนก็กินไม่ลงเพราะเหตุที่เหลียงอวี้เหมยมาอาละวาด พอกินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาทำงานแล้ว คนอื่นๆรีบพากันกลับไปทำงาน ที่บ้านจึงเหลือแค่หานชีเยวี่ยกับย่าเฒ่าหาน

            วันนี้ทั้งวันย่าเฒ่าหานเป็นมัวแต่กังวลเรื่องสบู่ของหานชีเยวี่ยทุกครึ่งชั่วโมงจะต้องเดินไปดูว่าสบู่เป็นยังไงบ้าง

            หานชีเยวี่ยมองแล้วยิ้มขำ

            “ย่าคะ มันยังไม่เสร็จเร็วขนาดนั้นหรอก”

            “เสียน้ำมันหมูไปตั้งเยอะย่าก็ต้องตั้งตาดูผลหน่อยสิ” ย่าเฒ่าหานยังคงเสียดายน้ำมันหมูที่ใช้ไปจนใจเจ็บไปหมด

            โชคดีที่ตอนเย็นน้ำสบู่แข็งตัวจนเข้าที่แล้ว ถึงจะไม่เหมือนกับที่ขายในสหกรณ์ แต่ก็ดูใช้ได้อยู่ย่าเฒ่าหานหยิบขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจ

            “อาเยวี่ย นี่มันใช้ซักผ้าได้จริงๆ เหรอ?”

            ซย่าซิ่วเหอเบ้ปากแล้วพูดว่า“ฉันไม่กล้าใช้ซักผ้านะ ถ้าซักแล้วยิ่งสกปรกขึ้นล่ะจะทำยังไง?”

            สำหรับตัวลูกสาวแล้วซย่าซิ่วเหอรู้สึกจนใจกับลูกสาวคนนี้ เธอคิดว่าทุกคนในบ้านตามใจลูกสาวมากเกินไปแต่ในใจเธอก็ดีใจที่ทุกคนรักลูกสาวของเธอ

            “แม่คะ นี่แค่ให้แม่ดูเฉยๆตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ต้องทิ้งไว้อีกสักพักรอให้สบู่แข็งตัวสนิทก่อนถึงจะใช้ซักผ้าได้ค่ะ”

            ซย่าซิ่วเหอยิ้มเหมือนรู้ทัน

            หานชีเยวี่ยหยิบก้อนสบู่ขึ้นมา“สบู่ก้อนนี้พรุ่งนี้เย็นค่อยตัดเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งไว้อีกครึ่งเดือนถึงจะใช้ซักผ้าได้ดีที่สุด”

            ย่าเฒ่าหานได้ยินหานชีเยวี่ยพูดอย่างมั่นใจเธอก็เริ่มเชื่อขึ้นมาหน่อยแล้ว ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเกิดความรู้สึกภูมิใจขึ้นมาดูสิดูสิ หลานสาวของเธอเก่งแค่ไหน แม้แต่สบู่ก็ยังทำเองได้

            ตอนนั้นพ่อหานก็ถามขึ้นมาว่า “ขีเยวี่ย จู่ๆลูกทำสบู่แบบนี้ หรือลูกมีแผนจะให้คนในชุมชนทำโรงงานสบู่ล่ะ?”

            ต้องยอมรับว่าสมองของพ่อหานประมวลผลได้รวดเร็วมาก

            “พ่อคะ พ่อทายถูกแล้วค่ะถ้าหนูทำสบู่สำเร็จ ชุมชนของเราอาจสามารถทำสบู่เป็นธุรกิจรองได้”

            หยางชุนจือพูดว่า “งานฝีมือที่ดีขนาดนี้ถ้าส่งต่อให้ชุมชนไป เราไม่ขาดทุนแย่เหรอ?”

            “ป้าตอนนี้ครอบครัวของเราแทบจะไม่มีฐานเสียงภายในชุมชนเลยค่ะถ้าเราใช้เรื่องนี้ทำให้พวกเรามีสิทธิ์มีเสียงในชุมชนขึ้นมาในระยะยาวก็ยังถือว่าคุ้มค่ะ”

            หยางชุนจือคิดดูแล้วก็ตระหนักได้ว่าเป็นอย่างนั้นจริงแม้ว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมื่อลูกๆ ของครอบครัวโตขึ้นคนในชุมชนก็ไม่กล้าเข้ามารังแกพวกเขาซึ่งหน้าอีกแต่ตอนที่เกิดเรื่องอะไรขึ้นในชุมชนจริงๆ ครอบครัวหานก็ไม่มีสิทธิ์มีเสียงเลย

            ฉู่เจี้ยนกั๋วบังเอิญได้ยินบทสนทนานี้พอนึกถึงปัญหาที่เขาสร้างให้ครอบครัวหานในวันนี้ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจตอนกลางคืนหลังจากกลับไปแล้ว เขาจุดตะเกียงน้ำมันแล้วเขียนวิธีทำสบู่ที่เขารู้ลงไปทั้งหมดโดยตั้งใจจะช่วยหานชีเยวี่ยเช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่ฉู่เจี้ยนกั๋วมากินข้าวเช้าเขาได้มอบกระดาษหลายแผ่นที่เขาเขียนไว้ให้หานชีเยวี่ย

            “นี่คือวิธีทำสบู่ที่ฉันรู้ จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ทำสบู่ได้อย่างเดียว ถ้าปรับสูตรก็สามารถผลิตสบู่หอมได้ด้วย”

            “ฉันขอรับไว้นะ ขอบคุณสหายฉู่”หานชีเยวี่ยไม่เกรงใจ รับเอกสารข้อมูลของฉู่เจี้ยนกั๋วด้วยรอยยิ้ม

            “เรื่องเมื่อวานทำให้เธอเดือดร้อนฉันรู้สึกละอายใจจริงๆ ”

            “ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกแต่ฉันเห็นสภาพจิตใจของสหายเหลียงอวี้เหมยไม่ค่อยดี ถ้าสะดวกแล้วล่ะก็คุณช่วยบอกคนในบ้านพักของกลุ่มยุวชนให้ช่วยดูแลเธอหน่อย”

            หานชีเยวี่ยไม่ใช่คนใจร้ายพอรู้เรื่องของเหลียงอวี้เหมยแล้ว เธอก็ยังรู้สึกว่าควรจะดูแลเธอกว่านี้หน่อยเผื่อเหลียงอวี้เหมยทำอะไรในขณะที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้จะได้ไม่สายเกินแก้

            “ฉันรู้แล้ว วันนี้ฉันจะไปบอกพวกเขา”ถึงแม้จะแยกกันอยู่แล้ว แต่เวลาทำงานฉู่เจี้ยนกั๋วก็ยังทำงานกลุ่มเดียวกับเหล่ายุวชนอยู่การเตือนพวกเขาก็เป็นเรื่องง่าย

            ในฐานะยุวชนเหมือนกันเขาเกลียดเหลียงอวี้เหมย แต่ก็เห็นใจในสิ่งที่เธอต้องเจอ

            เหลียงอวี้เหมยลงมาอยู่ชนบทมาเจ็ดแปดปีแล้วแต่ครอบครัวไม่เคยส่งอะไรมาให้เลย จดหมายที่ส่งมาก็เพื่อขออาหารกับเงินช่างน่าสงสารเสียจริงๆ!

            เชิงอรรถ

            [1] 救命稻草 ฟางช่วยชีวิตเป็นสำนวนสุภาษิตจีนแปลว่าความหวังสุดท้าย, ที่พึ่งสุดท้าย

             

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาสู่ยุค 70: สร้างชีวิตใหม่ด้วยมิติซูเปอร์มาร์เก็ต 【จบ】 ที่คุณอ่าน