พอหมี่หลันเยว่เอาเงินเก็บทั้งหมดของตัวเองใส่กล่องเล็กๆมาวางตรงหน้าพ่อแม่ ทั้งสองเปิดกล่องเหล็กที่เคยใส่ขนมปังกรอบในนั้นไม่มีขนมปังกรอบแล้ว แต่เป็เงินสิบหยวนที่เรียงซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบและเงินปลีกย่อยอีกจำนวนหนึ่ง เหรียญถูกม้วนด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ม้วนละยี่สิบเหรียญ โดยมีป้ายบอกขนาดของเหรียญติดไว้ด้านนอก
เมื่อหวังหย่วนฉิงเห็นเงินในกล่องก็รู้สึกจุกในอกเล็กน้อยนี่เป็เงินที่ลูกชายและลูกสาวต้องตากแดดตากลมหามาได้ตลอดหนึ่งเดือนเต็มเธอจำได้ว่าในหนึ่งเดือนนั้น มีวันที่ฝนตกสองวันด้วย พอนึกถึงความยากลำบากที่ลูกๆต้องเจอ เธอก็รู้สึกไม่สบายใจมาก
“ตอนที่ฝนตกสองวันนั้นพวกหนูหลบฝนกันยังไง แล้วหนังสือการ์ตูนเปียกฝนบ้างไหม”
ในความทรงจำ ฝนตกหนักทั้งสองครั้งเด็กทั้งสองคนก็ยังเล็กขนาดนี้แล้วพวกเขาจะเอาตัวรอดจากฝนที่ตกกระหน่ำลงมาได้ยังไง
“อ๋อ พอฟ้าครึ้มๆพี่ชายกับหนูก็เตรียมตัวกลับบ้านแล้ว แต่เด็กๆ บางคนยังอ่านหนังสือไม่จบพวกเขาไม่อยากให้พวกเรากลับพวกเราก็ไม่กล้าจะเก็บหนังสือคืนทั้งที่พวกเขาอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวก็เลยต่างคนต่างช่วยเหลือกัน พวกเขาช่วยพี่ชายกับหนูเอาแผงหนังสือไปหลบฝน…”
“ก็คือข้างหน้าห้างสรรพสินค้าที่มีชานใหญ่ๆตรงประตูทางเข้าน่ะค่ะ ชานตรงนั้นใหญ่มาก มีคนไปหลบฝนกันเยอะแยะพอดีทุกคนกลับบ้านไม่ได้ ก็เลยมาเช่าหนังสือของพวกเราอ่านกัน แม่คะ สองวันที่ฝนตกพี่ชายกับหนูหาเงินได้เยอะกว่าวันปกติอีกนะคะ”
หมี่หลันหยางพยักหน้าเห็นด้วยกับน้องสาว
“ใช่แล้ว ฝนตกหนัก คนไปหลบฝนกันเบื่อๆก็เลยมาเช่าหนังสือการ์ตูนอ่านกันวันหนึ่งผมจำได้ว่าเช่าได้ตั้งสี่หยวนแปดสิบกว่าเฟิน ใช่ไหม น้องสาว?”
“ใช่ค่ะ ผู้ใหญ่อ่านหนังสือเร็วนี่คะแป๊บเดียวก็จบเล่ม ถึงหนังสือในมือพวกเราจะไม่เยอะ แต่ก็สลับกันอ่านเร็วค่ะวันนั้นเลยได้เงินเยอะจริงๆ”
หมี่หลันเยว่นึกถึงภาพวันที่ตัวเองมัวแต่เก็บเงินจนแทบจะวุ่นวายไม่ไหวสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวัง
เมื่อได้ยินลูกชายและลูกสาวพูดหวังหย่วนฉิงก็เริ่มหวั่นไหวเล็กน้อย นี่มันขุมทรัพย์ของจริงเลยนะ ปีที่แล้วทั้งปีเธอแทบจะเก็บเงินไม่ได้เท่านี้เลย แต่เงินที่อยู่ในกล่องตรงหน้ากลับเป็รายได้แค่เดือนเดียวของลูกชายและลูกสาวเท่านั้น ถ้าจะไม่ทำต่อมันก็น่าเสียดายเกินไปจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็แค่การใช้เวลาว่างไม่ได้กระทบอะไรกับที่บ้าน ในเมื่อสามีก็เริ่มสนใจแล้วเื่นี้ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเด็กสองคนก็น่าจะไม่มีอันตรายอะไร หรือไม่ก็อาจจะให้เด็กๆ ได้พักบ้างพอคิดทบทวนดูอีกครั้ง หวังหย่วนฉิงก็ตัดสินใจได้เด็ดขาดยิ่งขึ้น
“หรือไม่ พวกเราจะทำต่อไปอีกสักเดือน?”
หวังหย่วนฉิงหันไปมองหมี่จิ้งเฉิงเมื่อได้ยินแม่พูด หมี่หลันเยว่ก็ดีใจแทบจะะโตัวลอย รอฟังคำตอบของพ่อแทบไม่ไหว
“เย้ แม่คะ แม่สุดยอดไปเลย”
หมี่หลันเยว่วิ่งเข้าไปกอดแม่กอดเอวแม่อย่างตื่นเต้น นี่ถือว่าไฟเขียวแล้วสินะพอนึกถึงว่ายังเหลือเวลาหาเงินอีกตั้งหนึ่งเดือนเธอก็คิดว่าจะต้องหาซื้อหนังสือใหม่ๆ มาเพิ่มอีกสักหน่อย
“ในเมื่อตอนนี้มีพ่อของพวกลูกไปเป็เพื่อนแล้วทุกวันก็ให้ไปแค่คนเดียวกับพ่อนะ ไม่จำเป็ต้องไปกันทั้งสองคน”
หมี่หลันหยางและหมี่หลันเยว่มองหน้ากันทั้งสองคนต่างก็ยกมือขึ้นพร้อมกัน พวกเขาต่างก็อยากไปกันทั้งนั้น
เมื่อเห็นว่าลูกทั้งสองคนยังอยากออกไปตั้งแผงอยู่หวังหย่วนฉิงก็พึมพำกับตัวเองในใจ แล้วตัดสินใจลงไป
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันให้หลันเยว่ไปกับพ่อก็แล้วกัน ตอนนี้หลันหยางก็ไปโรงเรียนแล้วการบ้านก็ต้องทำทุกวัน แผงหนังสือเล็กๆ แค่นี้ ไม่จำเป็ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้นหลันหยาง ลูกอยู่บ้านนะ ให้แค่น้องสาวกับพ่อไปกันสองคนก็พอ”
หมี่หลันหยางไม่ยอมที่จะถูกริบอำนาจในการตั้งแผงไปง่ายๆแผงหนังสือเล็กๆ นี้ถึงแม้จะเป็ความคิดของน้องสาวแต่เขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย แถมเขายังได้ผูกมิตรกับเพื่อนๆอีกมากมายที่แผงหนังสือแห่งนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนร่วมโรงเรียนด้วยเขาไม่อยากที่จะถูกแม่ทิ้งไว้ที่บ้านแบบนี้
“แม่ครับ ผมยังอยากไปที่แผงหนังสือครับหนึ่งเดือนที่อยู่ที่แผงหนังสือ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะเลยครับกล้าหาญขึ้นเยอะ กล้าพูดมากกว่าเมื่อก่อน ที่สำคัญที่สุดคือผมได้ผูกมิตรกับเพื่อนๆเยอะแยะเลย เพื่อนๆ ในโรงเรียนของพวกเราหลายคนก็ไปที่แผงหนังสือของพวกเราด้วยนะครับ”
“แม่ครับ ถ้าผมไม่ได้ไปที่แผงหนังสือพวกเขาอาจจะไปกันน้อยลงก็ได้ นั่นก็เป็การสูญเสียอย่างหนึ่งใช่ไหมครับแล้วการได้เป็เพื่อนกับพวกเขามันก็จำเป็มากนะครับใครจะรู้ว่าต่อไปในโรงเรียนผมอาจจะเจอกับความเื่ลำบากอะไรก็ได้ บางทีตอนนั้นผมอาจจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขาก็ได้”
“ยังมี...ยังมีอีกนะครับ แม่ดูการบ้านของผมสิครับ”
หมี่หลันหยางหยิบสมุดการบ้านของตัวเองออกมาเปิดมันออกแล้วยื่นไปตรงหน้าแม่ ทุกเล่มเขียนอย่างประณีตบรรจงได้คะแนนเต็มร้อยสีแดงสดทุกหน้า
“ดูการบ้านของผมสิครับทุกวันผมทำการบ้านเสร็จอย่างดี ไม่ได้ละเลยการเรียนเพราะการออกไปตั้งแผงนะครับแม่ครับ เพราะงั้น แม่จะไม่ให้ผมออกไปตั้งแผงเพราะเหตุผลที่ผมไปโรงเรียนไม่ได้นะครับ ผมไม่ได้ทำให้การเรียนเสียเลย”
หมี่หลันหยางยืนกรานเขาอยากที่จะทำให้เื่การตั้งแผงหนังสือนี้มีจุดเริ่มต้นและจุดจบไม่อยากที่จะล้มเลิกกลางคัน
เมื่อเห็นลูกชายยืนอกผายไหล่ผึ่งเถียงเธอด้วยเหตุผล แถมยังยกหลักฐานที่ทำให้เธอไม่สามารถโต้แย้งได้ออกมาอีกเธอเลยไม่มีเหตุผลอะไรที่จะขัดขวาง ในเมื่อไม่ทำให้การเรียนของลูกเสียแถมยังได้ผูกมิตรอีก แบบนี้ก็น่าจะเป็ทักษะการฝึกงานนอกห้องเรียนอย่างหนึ่งด้วยหวังหย่วนฉิงเลยพยักหน้าในที่สุด
ในเมื่อทั้งครอบครัวตกลงกันแล้ววันรุ่งขึ้นแผงหนังสือเล็กๆ ก็ถูกตั้งขึ้นที่เดิมตามปกติเมื่อเห็นลูกสาวจัดเรียงหนังสือการ์ตูนอย่างคล่องแคล่ว เป็ระเบียบเรียบร้อยวางซ้อนกันทีละเล่มๆ ไม่ได้วางกองสุมกันแบบแผงหนังสืออื่นๆหมี่จิ้งเฉิงก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
“ทำไมลูกถึงจัดแบบนี้ล่ะ หลันเยว่พ่อเคยเห็นคนอื่นตั้งแผง เขาวางทิ้งๆ ขว้างๆ รวมกันเป็กองๆ ทั้งนั้นเลย”
หมี่หลันเยว่ตอบพ่อพลางจัดหนังสือไปด้วย
“พ่อคะ ถ้าทำแบบนั้นคนอื่นจะเลือกหนังสือยากค่ะ”
“พวกเขาจะต้องพลิกดูหนังสือทั้งหมดเสียเวลาพวกเขาเปล่าๆ แถมยังอาจจะทำให้หนังสือเสียหายได้ด้วยหนูจัดหนังสือให้เป็ระเบียบเรียบร้อยแบบนี้คนที่มาเช่าหนังสือก็จะเห็นหนังสือที่พวกเขาอยากดูได้ในทันที แถมเด็กๆที่มาประจำบางคน ทุกวันเขาก็แค่ดูไล่ลงมาจากตำแหน่งที่เขาเช่าหนังสือไปเมื่อวานก็พอแล้วไม่ต้องเสียเวลาเลือกหนังสือให้วุ่นวาย ประหยัดเวลาไปได้เยอะเลยค่ะ”
เมื่อหมี่จิ้งเฉิงได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปอยู่อีกฝั่งของแผงหนังสือ ก็จริงอย่างที่ลูกสาวพูดการดูหนังสือแบบนี้ เห็นได้ชัดเจนและเข้าใจง่ายมาก แถมเมื่อกี้ได้ยินลูกสาวพูดว่าบางคนสามารถดูไล่ลงมาจากตำแหน่งที่ตัวเองเคยดูเมื่อวานได้โดยตรง นั่นก็หมายความว่า…
“หลันเยว่หนูจัดหนังสือการ์ตูนแต่ละวันในตำแหน่งเดิมตลอดเลยเหรอ?”
จะต้องชำนาญขนาดไหนถึงจะทำให้หนังสือแต่ละเล่มไม่เปลี่ยนตำแหน่งได้
“แน่นอนสิคะแผงหนังสือของพวกเราถึงได้มีเด็กๆ มาซ้ำเยอะไงคะพวกเขามาที่นี่ก็ไม่ต้องเสียแรงเลือกหนังสือ จะได้มีเวลาดูหนังสือเยอะขึ้นไงคะ”
หมี่จิ้งเฉิงถอนหายใจ ลูกสาวเก่งเกินไปแล้วตัวเขาที่เป็พ่อกลับรู้สึกทำอะไรไม่ถูกไปเลย โชคดีที่เขาก็เตรียมตัวมาบ้างไม่อย่างนั้นคงจะดูไม่ได้เื่เกินไปแล้ว
“หลันเยว่ พ่อก็เอาหนังสือการ์ตูนมาด้วยนะลูกดูว่าจะเอาไปวางตรงไหนดี?”
เมื่อเห็นว่าหมี่หลันเยว่จัดหนังสือได้อย่างเรียบร้อยหมี่จิ้งเฉิงก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปแทรกแซง ในเมื่อเด็กๆบอกว่าแผงหนังสือนี้เป็ของพวกเขาเอง เขาก็ขอเป็แค่ตัวประกอบก็แล้วกันแค่คอยดูแลความปลอดภัยของพวกเขา ไม่เข้าไปยุ่งกับธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขา แล้วคอยดูว่าลูกทั้งสองคนของเขามีความสามารถมากแค่ไหนกันแน่
“อะไรนะคะพ่อบอกว่าพ่อเอาหนังสือการ์ตูนชุดใหม่มาให้พวกเราด้วยเหรอคะ?”
พอได้ยินว่าพ่อมีหนังสืออยู่ในมือหมี่หลันเยว่ก็ะโเข้าไปกอดพ่อทันที
“ไหนคะ ไหนคะ รีบเอามาให้หนูดูหน่อยค่ะ”
ที่แท้หนังสือสำคัญกว่าตัวเขาอีกตัวเองตามมาตั้งนานแล้ว ยังไม่เคยเห็นลูกสาวแสดงความสนิทสนมขนาดนี้พอพูดว่ามีหนังสือใหม่เข้ามา ตัวก็พุ่งเข้าใส่เลย ถึงแม้ในใจจะรู้สึกจี๊ดๆเล็กน้อย แต่ก็ยังคงหยิบหนังสือออกมาส่งให้ลูกสาวแต่โดยดี
“นี่ไง ลูกนี่ใจร้อนจริงๆ เลย”
เมื่อเห็นพ่อหยิบหนังสือการ์ตูนออกมาจากกระเป๋าเป้ของตัวเองเป็ปึกใหญ่ดูท่าทางน่าจะมีสักยี่สิบสามสิบเล่ม หมี่หลันเยว่ก็ตื่นเต้นมาก
หนังสือการ์ตูนที่แผงของเธอ เด็กๆที่มาเช่าหนังสือดูจนเกือบหมดแล้ว ถึงแม้ว่าวิธีสับเปลี่ยนหนังสือจะใช้ได้ผลบ้างแต่ก็ไม่ได้ผลมากเท่าไหร่ สับเปลี่ยนได้แค่สิบกว่าเล่มเท่านั้นตอนนี้มีหนังสือใหม่เพิ่มเข้ามาอีกยี่สิบสามสิบเล่ม แบบนี้แผงหนังสือเล็กๆของเธอจะต้องก้าวหน้าไปอีกขั้นแน่ๆ
“ขอบคุณค่ะพ่อ พ่อดีที่สุดเลยไม่ใช่แค่มาเป็เพื่อนพวกเรา แต่ยังเอาของดีๆ แบบนี้มาให้พวกเราด้วย”
หมี่หลันเยว่ะโเข้าไปหอมแก้มพ่อเต็มแรงแล้วอุ้มหนังสือการ์ตูนกลับไปที่แผงด้วยความร่าเริงหมี่จิ้งเฉิงลูบแก้มที่โดนลูกสาวหอม ก็เหม่อลอยไปเล็กน้อย
“พ่อคะ พ่อนั่งตรงนี้คอยช่วยพี่ชายดูเด็กๆที่กำลังอ่านหนังสือก็พอค่ะ ที่แผงหนังสือมีหนูอยู่แล้ว”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมหมี่จิ้งเฉิงก็พยักหน้า เปิดเก้าอี้พับที่เอามาด้วยแล้วนั่งลงทางด้านขวาของแผงหนังสือ แบบนี้จะได้ดูแลได้ทั้งสองฝั่งหมี่หลันหยางก็นั่งอยู่ทางด้านขวาที่ห่างออกไปเล็กน้อย แบบนี้จะสามารถควบคุมเด็กๆที่กำลังอ่านหนังสือ ให้อยู่ในขอบเขตของตัวเองได้เมื่อเห็นว่าแม้แต่ตำแหน่งที่นั่ง ลูกชายก็ยังคิดมาอย่างรอบคอบแล้วหมี่จิ้งเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความสามารถในการทำงานของลูกทั้งสองคนของตัวเอง
ในวันนั้นหมี่จิ้งเฉิงเฝ้าดูลูกสาวทำงานอย่างขะมักเขม้นอยู่หน้าแผงหนังสือคอยแนะนำหนังสือให้กับเด็กๆ ที่มาใหม่คอยส่งหนังสือและเก็บเงินอย่างคล่องแคล่วให้กับเด็กๆ ที่มาประจำอยู่แล้วโดยที่เขาไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลย ถ้าไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของลูกๆ หมี่จิ้งเฉิงก็คงจะรู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนเกินไปแล้ว
“พ่อคะ แม่คะ นี่คือเงินของวันนี้ค่ะพวกเรามานับกันเถอะค่ะ จากที่เคยทำมา น่าจะมีประมาณสี่หยวนกว่าๆนี่เป็สถิติสูงสุดของพวกเราแล้ว นอกจากวันที่ฝนตกนะคะ”
เมื่อกลับมาถึงบ้านหมี่หลันเยว่ก็เทเงินออกมา กองรวมกันบนพื้น ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงอยู่ริมเตียงนับรายได้ของวันนี้
“อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยสมองของหลันเยว่บ้านเรานี่ใช้ได้จริงๆ กะคร่าวๆ ได้ใกล้เคียงมากๆ เลยรวมแล้วได้สี่หยวนสามสิบหกเฟิน เป็เงินที่เยอะจริงๆ”
หวังหย่วนฉิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งรายได้แบบนี้ เธอไม่เคยคิดถึงมาก่อนเลยจริง ๆ
“แม่คะ เงินของวันนี้พ่อก็มีส่วนสำคัญมากนะคะ วันนี้พ่อเอาหนังสือมาเยอะมากทำให้การเช่าหนังสือเยอะขึ้น หนังสือใหม่ๆ เรียกคนได้เยอะมากค่ะ”
หมี่หลันเยว่ไม่ได้แย่งความดีความชอบของพ่อไป
“พ่อลูกไปเอาหนังสือการ์ตูนพวกนี้มาจากไหน”
หวังหย่วนฉิงถามด้วยความสงสัยเธออุตส่าห์เสียแรงไปหาซื้อหนังสือราคาถูกมาให้ลูกสาวตั้งมากมาย
“มาจากห้องสมุดของโรงเรียนพวกเราเขาจะคัดหนังสือที่หมดสภาพแล้วทิ้ง บังเอิญว่าหลันเยว่บ้านเราตั้งแผงหนังสือเล็กๆนี่ขึ้นมา ฉันก็เลยซื้อหนังสือพวกนี้มาในราคาถูกดีกว่าปล่อยให้มันถูกทำลายไปเปล่าๆ”