“กูชอบมึง...” คำพูดนี้หลุดออกจากปากผมไปอย่างที่ไม่ทันได้คิด ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็ยังไง ผมใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา ความเงียบงันที่ตามมาทำให้ผมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
“มึงพูดเชี่ยไรเนี่ย! เมาละไปนอน! พล่ามอะไรของมึง” สิ้นเสียงของมันผมตอบสวนกลับอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง คำพูดของมันทำให้ผมชะงักไป ไม่รู้ว่ามันเมาหรือผมหูฝาดไปเองกันแน่ แต่คำพูดของมันก้องอยู่ในหัวผมชัดเจน มันเนี่ยนะชอบผม? ชอบตอนไหน ชอบเมื่อไหร่ ชอบได้ไง? แล้วทำไมผมไม่เคยรู้มาก่อน
หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเมื่อพยายามเรียบเรียงคำตอบ แต่สมองกลับตื้อไปหมด มีแต่ความสับสนที่วนเวียนอยู่ในหัว หรือนี่จะเป็แค่คำพูดของคนเมาที่หลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว? แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น คำพูดที่ได้ยินก็ยังทำให้ใจผมวูบไหวอย่างประหลาด
“มึงรู้มั้ย...คนที่ส่งข้าว ส่งน้ำ ส่งขนมให้มึงั้แ่สมัยเรียน...คือกูเอง” ผมพูดออกไปช้าๆ ทุกคำที่ออกจากปากมันช่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาดที่ได้พูดมันออกมา
“กูเสียใจมากที่ตอนนั้นกูไม่กล้าบอกความรู้สึกกับมึง...แต่กูก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็ไปไม่ได้ ตอนนั้นมึงก็มีแฟนอยู่แล้ว จะมาชอบผู้ชายอย่างกูมันคงเป็ไปได้ยาก” ผมถอนหายใจลึกๆ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“กูขอโทษนะ ถ้าสิ่งที่กูพูดไปวันนี้อาจจะทำให้มึงรู้สึกแย่ คิดซะว่ากูไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นเลยก็ได้” คำขอโทษที่พูดออกไปมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลย มันกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งกดทับอยู่ในอก
ไม่รู้ว่าเป็เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะอะไรที่ทำให้ผมกล้าพูดออกมาแบบนี้ แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีกต่อไปแล้ว ทุกอย่างถูกเปิดเผยหมดแล้ว ทั้งเื่ครอบครัวที่ผมไม่เคยบอกใคร และความรู้สึกที่ผมเก็บซ่อนไว้ในใจมาตลอด ความกลัวที่เคยมีมันถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับความลับที่ผมไม่คิดว่าจะได้บอกมันในวันนี้
“ถ้ามึงจะเกลียดหรือรู้สึกไม่ดีกับกู กูไม่ว่าอะไรเลยนะ กูเข้าใจ” ผมพูดด้วยความรู้สึกจริงๆ ที่ผมมีต่อมัน ทุกคำที่พูดออกไปมันเหมือนกับผมพยายามปลอบใจตัวเองมากกว่ามันซะอีก แต่ในใจลึกๆ ผมก็รู้ว่าถ้ามันจะรู้สึกแย่กับผม ผมก็คงต้องยอมรับ
“แต่มึงช่วยกูเื่นั้นเหมือนเดิมได้มั้ย...กูไม่อยากให้สิ่งที่กูพูดไปวันนี้มาทำลายความสัมพันธ์ของเรา” ผมเว้นจังหวะเล็กน้อย หายใจลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนกูก็ยังเต็มใจช่วยมึง...ถ้ามึง้าเหมือนเดิม” แม้ใจผมจะสั่นด้วยความกลัวว่าสิ่งที่ผมพูดไปอาจทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป แต่ผมก็รู้ดีว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อมันไม่ควรไปทำให้มันรู้สึกอึดอัด ผมอยากให้มันรู้ว่าแม้จะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังอยากเป็เพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆ มันเหมือนเดิม
แต่ในขณะที่ผมพยายามจะทำให้มันไม่รู้สึกกังวลกับสิ่งที่ผมพูดไป ผมกลับรู้สึกว่าผมอาจจะโยนความกังวลทั้งหมดนั้นไปให้มันโดยที่ผมไม่ทันได้ฉุกคิดเลยด้วยซ้ำ ผมไม่อยากให้มันต้องมารู้สึกไม่ดีเพราะสิ่งที่ผมเปิดเผยออกไป แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็อย่างนั้น
“มึงไปนอนเหอะ ดึกมากแล้ว” ผมบอกมันหลังจากที่พล่ามอะไรยาวเหยียดให้มันฟังอยู่พักใหญ่ ผมเห็นมันนั่งเงียบไม่พูดอะไร สีหน้าเหมือนคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะตอบอะไรกลับมาดี ผมเลยรีบพูดต่อ “เดี๋ยวกูเก็บเอง ไม่ต้องห่วง”
ผมพยายามทำให้บรรยากาศที่อึดอัดเบาบางลงด้วยการยิ้มบางๆ แต่ลึกๆ แล้วผมก็รู้สึกถึงความไม่สบายใจที่แฝงอยู่ในใจของเรา ตอนนั้นผมก็คิดไม่ออกว่าจะทำยังไงให้มันรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้าง
เช้า…..
Part นัท
เช้านี้ที่ผมตื่นมา จะบอกว่าสดใสมั้ย? ก็คงไม่ใช่แน่ๆ เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอนเลย เหตุผลน่ะเหรอ? ก็เพราะประโยคที่มันบอกว่าชอบผมยังไงล่ะ ทำเอาผมนอนไม่หลับ ตาค้างใจเต้นไม่เป็ส่ำ คิดวนไปวนมาจนเกือบจะเช้า กว่าจะได้หลับตาลงจริงๆ ก็ปาเข้าไปใกล้รุ่งแล้ว
ผมนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง พยายามจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าที่มันพูดออกมานั่นมันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ หรือเป็เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เราดื่มกันไปเมื่อคืน ทุกอย่างยังคงสับสนในหัวผม มันเอาแต่พูดอย่างเดียว ไม่ปล่อยให้ผมได้แทรกหรือถามอะไรสักคำ
พอตื่นมาเช้านี้ กลับไม่เจอมันซะแล้ว ไอ้ตัวปัญหาหายไปโดยที่ทิ้งไว้แค่โน๊ตใบเล็กๆ กับอาหารมื้อเช้าที่มันคงจะเตรียมไว้ให้ผม ความวุ่นวายใจจากเมื่อคืนยังไม่ทันจางหาย มันก็หายไปเฉยๆ แบบนี้อีก ผมได้แต่หยิบโน๊ตขึ้นมาอ่าน หวังว่าจะมีคำตอบหรืออย่างน้อยก็อะไรสักอย่างที่ทำให้ผมรู้ว่ามันคิดยังไงกันแน่
“กูมีประชุมเช้า…มึงกินข้าวแล้วค่อยไปทำงานนะ” นี่คือข้อความที่มันเขียนทิ้งไว้บนโน๊ตสั้นๆ เหมือนเป็คำสั่งกลายๆ ให้ผมทำตาม ผมยืนอ่านอยู่พักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว เื่เมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ถ้าจะถามว่าผมรู้สึกยังไงกับสิ่งที่มันพูด เอาจริงๆ ผมก็ใไม่น้อย เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนที่ส่งข้าว ส่งน้ำ ส่งขนมให้ผมมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คือมัน ผมไม่เคยเอะใจเลยสักครั้งว่ามันจะรู้สึกดีกับผมแบบนั้น
ผมนั่งลงที่โต๊ะ มองดูอาหารเช้าที่มันเตรียมไว้ให้ ทั้งๆ ที่ยังรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันบอกว่าชอบผม แต่ผมชอบผู้หญิงมาตลอด ชีวิตนี้ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีผู้ชายมาสารภาพความในใจแบบนี้
ถ้าจะให้ผมตอบว่าผมชอบมันมั้ย ผมก็ไม่แน่ใจจริงๆ ความรู้สึกมันซับซ้อนเกินกว่าจะพูดออกมาได้ชัดเจน แต่ที่ผมรู้แน่ๆ คือ ่เวลาที่ผ่านมา ั้แ่เรารู้จักกัน ผมไม่เคยรู้สึกแย่หรือรังเกียจมันเลย ไม่แม้แต่นิดเดียว
KS Hospital…..
“ไงมึง...หนีมาทำงา......” ผมเจอมันที่โรงพยาบาล กำลังจะเอ่ยทักด้วยความตั้งใจจะถามมันสักหน่อยเื่เมื่อคืน แต่ยังไม่ทันที่คำพูดจะหลุดออกจากปากครบประโยค มันก็รีบเดินผ่านผมไปอย่างรวดเร็ว ท่าทางเหมือนเร่งรีบไปประชุมอย่างที่มันเขียนไว้ในโน๊ต
ผมยืนมองตามหลังมันไป แอบรู้สึกผิดหวังนิดๆ ที่ยังไม่ได้เคลียร์อะไรกันเลย ความสงสัยหลายอย่างที่ค้างคาใจยังคงไม่ได้รับคำตอบ
NAT: เย็นนี้แดกข้าวกันมั้ย…มี้ร้านเปิดใหม่กูอยากลอง ผมส่งข้อความหามันอยากชวนไปกินข้าว อีกใจก็อยากใช้โอกาสนี้ถามมันเื่เมื่อคืนให้เคลียร์ให้รู้แล้วรู้รอด
PHAK: โทษทีว่ะ วันนี้กูมีนัดประชุม่เย็น
NAT: เออๆ งั้นแดกคนเดียวก็ได้วะ ผมตอบกลับไปด้วยความรู้สึกเซ็งๆ เพราะแผนที่ตั้งใจไว้ล่มไปหมด
NAT: คีย์การ์ดคอนโดมึงยังไง ให้กูเอาไปคืนที่ไหน?
PHAK: มึงเก็บไว้เลย กูมีสำรอง
NAT: เออออ มึงไม่กลัวกูปล้นห้องมึงเหรอ
ไม่เห็นมันตอบกลับมาสักคำ ทำไมถึงคิดจะให้คีย์การ์ดคอนโดกับคนแปลกหน้าอย่างผมแบบนี้ก็ไม่รู้
5 วันผ่านไป.....
Part นัท
่นี้ผมรู้สึกเหมือนว่าไอ้ภาคมันพยายามหลบหน้าผมอยู่ตลอด ทักไปมันก็ไม่ค่อยตอบ ชวนไปกินข้าวก็ไม่ยอมไปเจอหน้ามันทีไรทำหน้ามึนเป็ส้นตีน เป็เชี้ยไรของมัน ั้แ่เหตุการณ์วันนั้น วันที่มันบอกชอบผม ผมก็ยังไม่มีโอกาสได้ถามมันจริงจังเลยสักครั้ง ดูสิมันเอาแต่หลบหน้า ไม่คุยกับผม เป็ไรของมัน
Part ภาค
ั้แ่วันนั้นผมก็ไม่กล้าสู้หน้ามันเลย ผมดูขี้ขลาดอีกแล้วสินะ ผมแทบไม่กล้ายอมรับเลยว่าผมรู้สึกกลัวว่ามันจะรังเกียจผม ่นี้ป๊ากับม๊ายังไม่พยายามจับคู่สาวๆ ให้ผม เราจึงไม่ต้องเจอกันสักพัก ผมควรทำยังไงต่อดีครับ?ใจผมมันเสาะตามที่มันว่าไว้จริงๆ วันนี้ผมต้องเข้าไปที่โรงพยาบาล กลัวเหลือเกินว่าจะเจอมันที่นั่น ความคิดมันก็วนเวียนอยู่ในหัวจนทำให้ผมรู้สึกประหม่าไปหมด คงได้แต่หวังว่าผมจะไม่เจอมัน
“เห้ย!!! มึง!” นั่นไงผมว่าแล้ว เสียงมันะโมาแต่ไกลเรียกชื่อผม เสียงมันคุ้นเคยจนทำให้ผมหยุดชะงัก แล้วรีบจ้ำเท้าเดินหนีมันอย่างรวดเร็ว
“หลบหน้ากูทำไม มีอะไรทำไมไม่พูดตรงๆ” มันะโตามหลังผมมา
“กูป่าว กูรีบ กูมีประชุม” มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ
“กูถามคุณต้องตาเค้าบอกวันนี้มึงมีแค่เซ็นต์เอกสารนิดหน่อย แล้วมึงโกหกเพื่ออะไร?” ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“ขอทางหน่อย กูรีบ” มันเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่ผมพูดเลย
“กูว่าเรามีเื่ต้องคุยกัน” ผมตัดสินใจดึงแขนมันและพามันไปยังชั้นดาดฟ้าของโรงพยาบาลเพื่อหามุมสงบๆ คุยกันให้เคลียร์
“ไปไหนวะ” มันถามด้วยความงงงวย ขัดจังหวะที่ผมพามันขึ้นไปบนดาดฟ้า พอถึงที่หมายผมก็หยุดและหันไปมองมันด้วยความมั่นใจว่าวันนี้เราจะต้องเคลียร์เื่นี้ให้ได้
“มึงหลบหน้ากูทำไม?” ผมเปิดประเด็นตรงๆ เลย
“กูบอกแล้วไงว่ากูไม่ได้หลบ มึงมีอะไรรีบพูดมาเหอะ ลากกูมาทำไม” มันตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ตกลง...ที่มึงพูดวันนั้น มันหมายความว่ายังไง?” ผมถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อม มันเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนจะตอบกลับมา
“กูบอกมึงแล้วว่าให้ลืมสิ่งที่กูพูดไป คิดซะว่าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
“มึงแม่ง...ขี้ขลาดจริงว่ะ ภาค” ผมรู้สึกหงุดหงิดกับสิ่งที่มันพูด สารภาพว่าชอบผมแล้วทำไมไม่กล้าคุยให้ชัดเจน?
“เอ้ออออ…เื่ของมึงกูขี้ขลาดตลอดแหละ กูไม่เคยกล้าเลย ไม่เคยเลยแม้แต่จะยอมรับความจริงว่ามึงไม่ได้ชอบกู” มันะโออกมาเสียงดัง เหมือนมีอะไรอัดอั้นในใจ
“กูไม่ได้อยากให้มึงรู้สึกแย่กับกู อย่างน้อยการที่กูได้อยู่ข้างๆ มึงกูก็โอเคแล้ว แต่กูทำลายมันไปแล้วว่ะ” มันพูดแล้วเดินออกไปจากผม โดยไม่ให้ผมได้พูดอะไรต่อ
“มึงถามกูยังว่ากูกำลังรู้สึกยังไง...มึงเอาแต่พูดแล้วก็คิดไปเองคนเดียว” ผมะโไล่หลังมันออกไป ถึงผมจะะโยังไง มันก็ยังคงเดินจากไปไม่ยอมหยุดหรือหันกลับมาฟังผมเลยสักนิด นี่มันชอบผมจริงป่าววะเนี่ย เอาแต่หนี
หลังเลิกงาน….
วันนี้ผมตั้งใจจะคุยกับไอ้ภาคให้เคลียร์ให้ได้ ผมเลยมาดักรอมันหลังเลิกงาน ขอบคุณคุณต้องตาที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของมันให้ผมรู้ตลอด ผมยืนแอบอยู่ข้างๆ รถของมัน แล้วพอเห็นมันเดินมาปลดล็อคประตู ผมก็รีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
“ไง มึง” ผมทักมันเสียงดังกว่าเสียงเครื่องยนต์ที่มันเพิ่งเปิด มันทำหน้าใมาก เหมือนเห็นผี มองไปที่ผมแล้วถามด้วยเสียงที่ฟังดูงงๆ
“เฮ้ย มึงมาได้ไงเนี่ย” มันถามด้วยความใเมื่อเห็นผมอยู่ในรถ
“กูมาดักรอมึงตั้งนานแล้ว ไอ้ห่า” ผมตอบกลับด้วยความหงุดหงิด ผมยืนรอมันเกือบชั่วโมงกว่าจะลงมา ร้อนก็ร้อน แล้วผมมานั่งทำไมกันเนี่ย
“รอกูทำไม?” มันถามด้วยน้ำเสียงงงๆ
“มึงจะหลบหน้ากูไปถึงเมื่อไหร่วะ ภาค?” ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด
“กู... กูไม่ได้หลบ” มันพยายามอธิบาย
“ไม่ได้หลบเชี้ยไร ั้แ่วันนั้นมึงเอาแต่เมินกู” ผมพูดออกไปด้วยความโมโห
มันนั่งเงียบอยู่สักพัก ไม่ตอบอะไรเลย
“กูยังไม่อยากรู้คำตอบ” นี่คือประโยคที่มันพูดออกมา หลังจากที่เงียบไปนาน
“มึงรู้หรอว่ากูจะตอบว่าไง?” ผมถามมันอีกครั้งด้วยความท้าทาย มันยังคงเงียบไปอีกครั้ง
“เอาจริงๆ ถามว่ากูชอบมึงมั้ยตอนนี้ กูไม่รู้ว่ะ” ผมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูอึดอัด
“กูยอมรับว่ากูไม่เคยคิดอะไรกับมึงหรือผู้ชายคนไหนมาก่อน แต่กูรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับมึง… รวมถึงัันั้น ั้แ่นั้นมันออกจากหัวกูไม่ได้เลยว่ะ กูไม่ได้รังเกียจมึง ไม่ได้รังเกียจที่มึงชอบกูหรือมึงจะชอบผู้ชาย เพียงแต่... กูยังไม่รู้ว่ากูคิดยังไงกับมึ...”
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคยาวๆ ที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ริมฝีปากอ่อนนุ่มของมันก็ทาบทับลงมาที่ริมฝีปากผมอย่างไม่ทันตั้งตัว จากการจูบเบาๆ กลายเป็ดุดันและรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าแปลกที่ริมฝีปากของผมตอบรับััของมันเป็อย่างดี บรรยากาศตอนนี้กลับปลุกอารมณ์ของผมทำให้ผมรู้สึกเริ่มตื่นตัว
มือของผมเริ่มลากผ่านต้นขาของมัน จังหวะนั่นเองมันดึงผมให้มานั่งทับมันที่ฝั่งคนขับ ท่านั่งของเราตอนนี้มันล่อแหลมและอึดอัดมาก แต่มันยังคงจูบผมแบบที่ไม่ให้ผมมีจังหวะหายใจเลย จมูกโด่งของมันและริมฝีปากลากผ่านริมฝีปากผมไล่ลงมาตามต้นคอ แล้วค่อยๆ ขยับมายังหน้าอกแกร่งของผมจังหวะนี้ผมรู้ว่าผมไม่อยากหยุดแล้วแหละครับ ความรู้สึกมันมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผมก็เต็มใจที่จะปล่อยตัวไปตามความรู้สึกนี้
“อื้อออ…” ผมเผลอครางออกมาเบาๆ ขณะมันขบเม้มตุ่มไตบนหน้าอกของผม ผมรู้สึกเหมือน่ล่างมีอะไรบ้างอย่างแข็งๆ กำลังปะทะกับก้นของผมอยู่
“กูขอโทษ…” อยู่ๆ มันก็พูดขึ้นทันที พร้อมกับหยุดทุกการกระทำ นาทีนี้มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนรถเบรกกลางสี่แยกไฟแดงจนนิ่งสนิท ตอนนี้บรรยากาศเหมือนถูกหยุดชั่วคราว ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ถูกดึงกลับไปสู่ความเป็จริง
“กูไม่ควรทำแบบนี้กับมึง” มันพูดขึ้นมาเสียงสั่นเล็กน้อย ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกกระชากกลับมาจากความรู้สึกที่เต็มไปด้วยอารมณ์
“แล้วมึงมาสำนึกหรือรู้สึกผิดอะไรตอนนี้ ไอ้ห่า!” ผมะโด่ามันออกไปอย่างหัวเสีย
“กูจีบมึงได้ปะ? นี่ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงของเราที่กูจะช่วยมึงหรือมึงจะช่วยกู แต่กูอยากจีบมึง อยากให้มึงรู้จักกูมากกว่านี้ กูขอโอกาสครั้งนี้จากมึงได้มั้ย? นะครับ” มันพูดด้วยสายตาอ้อนวอนส่งมาที่ผมเต็มไปด้วยความหวัง
“เื่ของมึง...กูก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ่” ผมตอบไปพลางอมยิ้มเล็กน้อย
“มึงพูดละนะ ห้ามเปลี่ยนใจ ห้ามคืนคำ” มันถามย้ำอีกครั้งด้วยความแน่ใจ
“เออออ แต่ตอนนี้ปล่อยกูก่อน มึงจะไม่ทำแล้วใช่ปะ?” ผมถามมันด้วยเสียงแข็ง
“มึงว่าไง? ให้กูต่อมั้ย? ดูเหมือนมึงกำลังเคลิ้มเลยนะ” มันพูดด้วยน้ำเสียงเล่นๆ
“ก็เออสิ แล้วมึงหยุดกลางอากาศมาพล่ามเนี่ย เสียอารมณ์กูสุดๆ กูพอละ ไม่ต่อล่ะ ไปแดกข้าวกูหิว” ผมบอกมันอย่างไม่สบอารมณ์
“ได้ครับ คุณนัทอยากทานอะไรเป็พิเศษมั้ยครับวันนี้?” มันถามด้วยหน้าระรื่น ต่างจากเมื่อ 30 นาทีที่แล้วมากๆ
“กูอยากกินปิ้งย่างว่ะ ไม่ได้กินนานละ มึงว่าไง?”
“ได้เลยครับ” มันตอบเสียงกวนๆ เราทั้งคู่หัวเราะและเริ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เมนูปิ้งย่างกลายเป็ตัวช่วยในการคลี่คลายบรรยากาศที่ตึงเครียด
“อิ่มมากเลยมึง วันหลังเลี้ยงกูอีกนะ กูชอบของฟรี” ผมบอกหลังจากที่ทานจนพอใจ
“กูบอกแล้วว่าเลี้ยงมึงได้ทั้งชาติ พรุ่งนี้มึงยื่นใบลาออกเลยมั้ย? เดี๋ยวให้คุณต้องตาจัดการให้” มันพูดด้วยน้ำเสียงขำๆ
“ตลกละ กูบอกว่าอิ่ม ไม่ได้บอกว่ากูอยากลาออก ถึงแม้กูจะอยากนอนอยู่ห้องเฉยๆ ก็เหอะ” ผมตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะ
“กูจีบมึงได้จริงใช่ปะ?” มันถามขึ้นมาอีกครั้งอย่างจริงจัง
“ก็ลองดู ถ้ามึงจีบติด บอกไว้ก่อนว่ากูไม่ได้ใจง่ายเหมือนมึง” ผมพูดติดตลก แต่ก็รู้สึกดีที่ได้คุยกับมัน
“พรุ่งนี้มาทำงานกี่โมง? เดี๋ยวกูแวะมารับ”
“ไม่ต้องมา... เสียเวลา อยู่กันคนละทางจะวนมารับเพื่อ กูไปเองได้” ผมตอบ
“กู...จะ...จีบ...มึง นี่คือสเต็ปแรกที่กูจะรุก เข้าใจ๊” มันพูดอย่างจริงจัง
“มึงทำให้ได้อย่างที่พูดดดดด” ผมยิ้มให้กับความตั้งใจของมัน ก่อนจะหัวเราะออกมาทั้งที่รู้สึกดีที่มันยังคงจริงจังกับสิ่งที่มันพูด
คอนโดนัท....
“ไม่อยากให้กูเดินขึ้นไปส่งข้างบนจริงหรอ? แต่กูปวดฉี่มากนะครับ ขอเข้าห้องน้ำได้ปะ” มันพูดอย่างยียวน
“กลับไปฉี่ที่บ้านมึงโน้น ไม่ต้องตามกูขึ้นมา กลับได้ละ ขับรถดีๆ” ผมตอบพลางหันข้างเพื่อเปิดประตูลงจากรถ
ฟ๊อดดดดดด “ฝันดีนะครับ” ยังไม่ทันที่ผมจะเปิดประตู มันดึงแขนผมจนตัวผมเอนเอียงไปหามัน
“สัสส มึงทำไรเนี่ย”
“บอกฝันดีไง” มันตอบยิ้มๆ
“โวะ” ผมพูดออกไปก่อนจะเปิดประตูรถจริงๆ แล้วก็ทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่ผมจะเดินขึ้นไปยังชั้นของคอนโด ทิ้งมันไว้ในรถพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังติดอยู่บนใบหน้า
"ถ้าคืนนี้ทนไม่ไหว โทรหากูได้ทั้งคืนเลยนะ!" มันะโไล่หลังด้วยน้ำเสียงที่เจือความหยอกเย้าเหมือนรู้ดีว่าผมกำลัง้าอะไรบางอย่าง แน่นอนสิครับ มันทำให้ผมค้างอารมณ์ไว้กลางคันขนาดนี้ จะให้ผมอยู่นิ่งๆ เป็พระอิฐพระปูนได้ยังไงกัน สุดท้ายแล้วผมก็ต้องกลับมาถึงห้องท่ามกลางความรู้สึกที่ทนไม่ไหว ลำบากผมต้องลงเอยด้วยการช่วยตัวเองเพื่อปลดปล่อยความอึดอัดนั้นออกมา
"อื้อออออ...แรงอีก! ภาค...กู...กูไม่ไหวแล้ว!" เสียงครางของผมดังขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ ความคิดถึงคนที่ทำให้ผมค้างเติ่งในสภาวะนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนกับภาพที่ไม่จางหายไปไหน แม้จะรู้ว่ามันเป็เพียงความคิดในหัวที่ผมสร้างขึ้นมาเอง แต่กลับทำให้ผมรู้สึกถึงความปรารถนาอย่างรุนแรงจนเกินจะยับยั้งตัวเองได้
แต่ความ้าของผมมันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้นเลยสิครับ มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างในใจที่คอยกระตุ้นให้ผมอยากได้มากกว่านี้ ยิ่งคิดถึงััที่มันเคยทำให้ผมใจเต้นแรงเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่พอ รู้หรือยังครับว่าผมรู้สึกดีกับััของมันมากแค่ไหน? ผมแทบจะทนไม่ไหวกับความ้าที่อัดแน่นอยู่ในอก ผมเลยตัดสินใจเดินออกมาหยิบโทรศัพท์ต่อสายหามันทันที โดยไม่สนว่าความคิดนี้จะบ้าแค่ไหน
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ครั้ง มันก็กดรับสาย ผมรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก แต่สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าเอ่ยออกไป "มึง...ทำอะไรอยู่" ผมถามมันด้วยเสียงที่แฝงความเคอะเขิน จนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ
มันหัวเราะเบาๆ เหมือนจะรู้ว่าผมอยู่ในสภาวะที่ไม่มีทางเลือกแล้ว "ไม่คิดว่ามึงจะโทรหากูนะเนี่ย" มันพูดเสียงนุ่มที่ทำให้ผมยิ่งเขิน "ให้กูช่วยจริงหรอ?"
ผมกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะทำให้มั่นคงกว่าเดิม "หุบปากสักที รู้แล้วก็ทำซะ" ผมพูดด้วยความอดทนที่เริ่มจะหมดลง
มันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความไม่แน่ใจ "แล้วให้กู...เริ่มจากตรงไหนดีวะ กูไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เอออ ผ่านมือถืออะ"
ความรู้สึกทั้งตื่นเต้น ทั้งเขินอายปะปนกันอยู่ในใจของผม แต่ความ้าก็ผลักดันให้ผมยิ้มเล็กๆ กับคำพูดของมัน "เริ่มตรงไหนก็ได้ มึงแค่...ทำให้กูรู้สึกดีหน่อยก็พอ"
TBC….กรี๊ดดดดด พี่นัทจะให้ภาคช่วยอะไรคุณพรี้!!!! ยังไม่พออีกหรอ เอาดีๆ ตอนนี้เค้าบอกความรู้สึกกันแล้ว ขออภัยเนื้อหาอาจยืดเยื้อบ้าง อย่าเพิ่งหายไปจากกันน้า ขอบคุณทุกคนจริงๆ ที่แวะมาอ่าน