‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ นับเป็วิชาการต่อสู้ที่โเี้อำมหิตอย่างยิ่ง เดิมทีเป็วิชาลับประจำตระกูลอวี๋ ไม่รู้ด้วยเหตุใดจึงมาปรากฏอยู่ใน ‘เคล็ดัา’ ได้
ทารกเพศชายทุกรุ่นของตระกูลอวี๋ล้วนถูกวางตัวเป็ผู้สืบทอดวิชานี้ ทันทีที่ทารกเหล่านี้ลืมตาดูโลกก็จะถูกทำลายโฉมหน้าจนเสียโฉม จากนั้นตระกูลอวี๋จะลอบส่งบ่าวไพร่นำทารกแต่ละคนไปทิ้งไว้ในย่านสลัมของคนยากไร้
ทารกเหล่านี้จะถูกบ่าวไพร่ทารุณกรรม ซ้ำร้ายด้วยใบหน้าที่อัปลักษณ์จึงมักถูกผู้คนรังเกียจเหยียดหยาม ต้องลิ้มรสความโหดร้ายของโลกมนุษย์ จิตใจบิดเบี้ยวกลายเป็ความเคียดแค้นชิงชังต่อโลกใบนี้ รอจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ ตระกูลอวี๋จึงจะรับตัวกลับไป ถ่ายทอดวิชากำลังภายในเฉพาะทาง พร้อมกับฝึกฝนวิชาหนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋อย่างเข้มข้น
การฝึกฝนนั้นเรียบง่าย... คือฝึกฆ่าคน เริ่มจากใช้ศพคนตายมาเป็เป้า ให้ผู้สืบทอดใช้กระบี่สั้นแทงจุดตายของศพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ศพแต่ละร่างต้องถูกแทงจนเละเทะเน่าเปื่อยจึงจะทิ้งไป รอจนกระทั่งแม้หลับตาก็ยังสามารถแทงเข้าจุดตายได้อย่างแม่นยำ จึงจะเริ่มส่งออกไปปฏิบัติภารกิจสังหารไม่หยุดหย่อน
หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋ หนึ่งการโจมตีสังหารศัตรู มีเพียงสองขั้นตอนเท่านั้น— ‘ซ่อนกระบี่, ออกกระบี่’
หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋ หากไม่ออกกระบี่ก็แล้วไป แต่หากออกกระบี่ต้องมีคนตาย!
เรียบง่าย... เรียบง่ายอย่างยิ่ง เรียบง่ายจนน่าใจหาย แต่กลับได้รับฉายาว่าเป็ ‘กระบี่อันดับหนึ่งแห่งการลอบสังหาร’
“ถูกทำลายโฉมหน้าั้แ่วัยทารก ต้องถูกทารุณกรรม ถูกเหยียดหยามตลอดเวลา ไร้ความรักความเมตตา ไร้คนเหลียวแล รอจนโตก็ต้องคลุกคลีอยู่กับซากศพทั้งวัน แทงศพจนเละเทะเน่าเปื่อย... การฝึกฝนเช่นนี้ ช่างวิปริตผิดมนุษย์และน่าสะอิดสะเอียนเกินไปแล้ว” สีหน้าของฉินอวี่ย่ำแย่ถึงขีดสุด
เพียงแค่จินตนาการถึงการทำลายโฉมทารกและใช้ศพมาฝึก สิ่งที่เรียกว่า ‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ นี้ก็ทำให้ฉินอวี่รู้สึกรังเกียจขยะแขยง การสร้างนักฆ่าด้วยวิธีการเช่นนี้ช่างวิปริตเกินจินตนาการ
“รังสีอำมหิต... ทายาทตระกูลอวี๋ล้วนมีกลิ่นอายลึกลับน่าสะพรึงกลัวที่สุด!”
บทสรุปเกี่ยวกับ ‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ ในตอนท้ายของ ‘เคล็ดัา’ ทำให้ฉินอวี่ชะงักไป ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ตระหนักถึงความน่ากลัวของวิชานี้อย่างถ่องแท้ และเข้าใจแล้วว่าเหตุใดมันจึงได้ชื่อว่าเป็กระบี่อันดับหนึ่งแห่งการลอบสังหาร
ใบหน้าฉินอวี่ฉายแววตื่นตระหนก “น่ากลัว... น่ากลัวจริงๆ คนที่คิดค้นวิธีฝึก ‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ทารกเ่าั้ถูกทำลายโฉมและถูกย่ำยีั้แ่เล็ก ไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ จิตใจบิดเบี้ยวโดยสมบูรณ์ โตขึ้นมาก็คลุกคลีอยู่กับศพทั้งวัน สุดท้ายก็ออกปฏิบัติภารกิจฆ่าคนไม่หยุดหย่อน ทารกเช่นนี้ในก้นบึ้งหัวใจย่อมมีความอาฆาตแค้นฝังรากลึก ยิ่งต้องอยู่กับศพทั้งวัน ความอาฆาตยิ่งทวีความสยดสยอง ยามลงมือฆ่าคน เพียงแค่คลื่นความอาฆาตที่ะเิออกในชั่วพริบตา ก็เพียงพอจะทำให้ศัตรูจิตใจปั่นป่วนเสียสมาธิได้แล้ว”
ฉินอวี่สูดหายใจลึกช้าๆ สองครั้ง พยายามสงบสติอารมณ์
เพราะมักจะอยู่เพียงลำพัง ฉินอวี่จึงคุ้นเคยกับการขบคิดวิเคราะห์เื่ราวต่างๆ ด้วยตนเอง
“สาเหตุที่ ‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ ได้ชื่อว่าเป็กระบี่อันดับหนึ่งแห่งการลอบสังหาร มีปัจจัยอยู่สองประการ ประการแรกคือการสร้างแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว ประการที่สองคือการออกกระบี่ที่เรียบง่ายที่สุด” ฉินอวี่สรุปในใจเงียบๆ “ความอาฆาตที่ฝังรากลึกซึ่งถูกเพาะบ่มมาั้แ่วัยทารก ยามเติบใหญ่ย่อมสยดสยองยิ่ง เวลาฆ่าคน คาดว่าจิตสังหารนั้นคงทำให้จิตใจศัตรูปั่นป่วน ถึงเวลานั้นค่อยออกกระบี่ด้วยความเร็วสูง หนึ่งกระบี่ปลิดชีพศัตรู”
หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋ สองขั้นตอน ‘ซ่อนกระบี่, ออกกระบี่’
นี่แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำ ‘ซ่อนกระบี่’ ต้องซ่อนเร้นจนผู้คนไม่อาจััถึงการมีอยู่ ‘ออกกระบี่’ คือการลงมือจนเป้าหมายไม่อาจตอบสนองทัน และต้องหนึ่งกระบี่ปลิดชีพ ไม่อนุญาตให้มีความผิดพลาดแม้แต่น้อย
“การสร้างแรงกดดันที่น่ากลัวนั้น ก็เพื่อให้การออกกระบี่มีความมั่นใจมากขึ้น แท้จริงแล้วต่อให้ไม่มีแรงกดดันนั้น หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋ก็ยังคงเป็วิชาลอบสังหารที่ร้ายกาจอยู่ดี!” ฉินอวี่ชื่นชมในใจ ‘ซ่อนกระบี่, ออกกระบี่’ นี้แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับเป็แก่นแท้ที่ไร้สิ่งเจือปน
แต่ฉินอวี่ก็เข้าใจจุดหนึ่ง หากไร้ซึ่งความอาฆาตอันน่าสะพรึงกลัวนั้น หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋อย่างมากก็เป็เพียงวิชากระบี่ลอบสังหารที่เก่งกาจวิชาหนึ่ง แต่คงไม่อาจเรียกขานว่าเป็กระบี่อันดับหนึ่งแห่งการลอบสังหารได้
“ข้าคงไม่อยากวิปริตถึงเพียงนั้น แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘ซ่อนกระบี่, ออกกระบี่’ ของวิชานี้กลับถูกใจข้ามาก” ฉินอวี่ลิงโลดใจ “ในยามปกติข้าจะซ่อนกระบี่ ใช้การต่อสู้ระยะประชิด รอจนจำเป็จริงๆ ค่อยชักกระบี่ออกสังหาร... ดีล่ะ อาวุธของข้าใช้เป็กระบี่สั้นก็แล้วกัน”
การใช้หมัดและเท้าในการต่อสู้ คือสิ่งที่ฉินอวี่โปรดปรานที่สุด
เหตุที่เลือกกระบี่สั้น ก็เพราะกระบี่สั้นเป็อาวุธสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด ในชั่วพริบตาที่ออกกระบี่ สามารถตัดสินเป็ตายได้ทันที สิ่งที่ฉินอวี่หลงใหลก็คือรูปแบบการต่อสู้ที่เร่าร้อนและทำให้เืลมในกายเดือดพล่านเช่นนี้
การต่อสู้ระยะประชิด หักกระดูกเลาะเส้นเอ็น ใช้หมัดเท้าโจมตีจุดตายของศัตรูโดยตรง
มือ... เป็ได้ทั้งหมัด กรงเล็บ ฝ่ามือ กระบี่
ขา... เป็ได้ทั้งแส้ กระบี่ กระบอง ขวาน
“การต่อสู้ระยะประชิดถึงจะเป็สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด” ฉินอวี่จ้องมองหุ่นไม้ที่จำลองตามโครงสร้างกระดูกมนุษย์ตรงหน้า ทันใดนั้นเขาก็ยื่นมือออกเป็กรงเล็บ บีบขยี้ข้อต่อหุ่นไม้จนแตกละเอียด พร้อมกันนั้นสองมือก็วูบไหวดุจภาพมายา เพียงชั่วพริบตา ข้อต่อทั้งหมดของหุ่นไม้ตัวหนึ่งก็ถูกบดขยี้จนแหลกเป็ผง
......
ณ บ่อน้ำพุร้อนเรือนตะวันตก
ฉินอวี่แหวกว่ายในน้ำราวกับัคะนอง พร้อมกันนั้นสองมือก็ปล่อยหมัดออกไปไม่หยุดหย่อน จนคนมองเห็นเงาหมัดใต้น้ำเป็ระลอก ความเร็วของฉินอวี่นั้นรวดเร็วยิ่งนัก
การฝึกฝนตลอดสามปีเต็ม ทำให้ฉินอวี่แทบจะควบคุมคุณสมบัติของน้ำได้ดั่งใจ ยามอยู่ในน้ำ เขาสามารถยืมแรงจากน้ำ น้ำไม่อาจเป็อุปสรรคขัดขวางเขาได้อีก ในน้ำ... ฉินอวี่เปรียบประดุจมัจฉาที่ลื่นไหลเป็ที่สุด
“เสี่ยวอวี่” เหลียนเหยียนเดินยิ้มเข้ามาในเรือนตะวันตก
ซู่!
ฉินอวี่พุ่งทะยานขึ้นจากน้ำทันที ร่างกายะโพ้นผิวน้ำ สองมือยันพื้น ตีลังกาม้วนตัวลงสู่พื้นอย่างงดงาม
“ปู่เหลียน” ฉินอวี่ยิ้มร่าพลางเดินเข้าไปหาเหลียนเหยียน ทันใดนั้น... สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านมาปะทะร่าง ร่างกายของฉินอวี่ตอบสนองวูบไหวไปโดยไม่รู้ตัว เพียงพริบตาเดียวเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเหลียนเหยียน ความเร็วระดับนั้นน่าใจนเหลียนเหยียนอดสะดุ้งไม่ได้
ทว่าดวงตาของฉินอวี่กลับะเิประกายเจิดจ้า ร่างกายแข็งค้างไม่ไหวติงราวกับถูกอัสนีบาตฟาดใส่
“เมื่อครู่... เมื่อครู่นี้...”
ฉินอวี่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่อย่างยิ่ง ยามอยู่ในน้ำ เขาพยายามหาวิธียืมแรงจากน้ำเพื่อเร่งความเร็ว แต่เมื่อครู่พอพ้นผิวน้ำและมีลมพัดมา ในใจฉินอวี่เพียงคิดถึงเหลียนเหยียน แต่ร่างกายกลับตอบสนองด้วยการพยายามยืม ‘แรงลม’ โดยสัญชาตญาณ คล้ายดั่งตอนยืมแรงน้ำ ทั้งที่ความจริงสิ่งที่ปะทะร่างคือสายลม
“แรงต้านของน้ำ แรงต้านของลม แรงต้านของอากาศ... ความจริงล้วนเป็แรงต้านเฉกเช่นกัน เพียงแต่แรงต้านของน้ำมีมากกว่า ข้าสามารถยืมแรงน้ำได้ ไฉนจะยืมแรงลมไม่ได้? เปลี่ยนแรงลมที่ปะทะยามเคลื่อนที่เร็วๆ ให้ไม่ใช่แรงต้านอีกต่อไป!”
ในใจฉินอวี่ยิ่งตื่นเต้น
“เสี่ยวอวี่ เ้า...” เหลียนเหยียนเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ตกตะลึง ทว่าฉินอวี่ไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ เขาเพียงโบกมือกล่าวว่า “ปู่เหลียน มีธุระอะไรไว้ค่อยคุย”
พูดจบเขาก็จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งการตระหนักรู้ของตนเอง ฉินอวี่หลับตาลงสนิท
ใช้ร่างกายััแรงต้านของลมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความเร็ว!
ความเร็วของคนเราแท้จริงแล้วรวดเร็วได้เพียงใด? ยามเดินตามปกติ แทบจะััไม่ได้ถึงแรงต้านของอากาศ แต่เมื่อเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงถึงขีดสุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ แรงต้านที่ได้รับก็ยิ่งมหาศาล เมื่อความเร็วถึงขีดจำกัด แรงต้านของอากาศจะรุนแรงจนน่าใ
“หากแรงต้านเหล่านี้ไม่ใช่แรงต้านอีกต่อไป หรือกระทั่งแปรเปลี่ยนเป็แรงส่ง... ความเร็วของข้าจะรวดเร็วได้ถึงเพียงไหน?” เมื่อขบคิดถึงปัญหานี้ ในใจฉินอวี่ก็เกิดเป้าหมายทันที ตลอด่เวลานี้เขาพยายามค้นหาวิชาตัวเบาที่เป็ของตนเองมาโดยตลอด วินาทีนี้ฉินอวี่พลันตระหนักรู้... นี่อาจจะเป็หนทางแห่งวิชาตัวเบาของเขา
หลับตาลง ก้าวเดินช้าๆ ััแรงต้านของลม เฉกเช่นเดียวกับตอนที่ััแรงต้านของน้ำในอดีต
เพียงแต่แรงต้านของอากาศและลมน้อยกว่าแรงต้านในน้ำอย่างเห็นได้ชัด การจะจับััและลื่นไหลไปตามกระแสลมจึงยากยิ่งกว่า แต่ฉินอวี่มีประสบการณ์จากการฝึกในน้ำ การทำความเข้าใจในตอนนี้จึงรวดเร็วขึ้นมาก พร้อมกันนั้น วิชาค่ายกลเร้นลับ ‘ฉีเหมินตุ้นเจี่ย’ ก็ถูกฉินอวี่นำมาผสานเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ
......
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
ต้านแรงดันน้ำใต้น้ำตก, วิ่งระยะไกลพร้อมแบกน้ำหนัก, ฝึกพลังนิ้ว, ฝึกปฏิกิริยาตอบสนองในค่ายกลถุงทราย, ฝึกความแข็งแกร่งร่างกายด้วยไม้พลอง... ฝึกทักษะการต่อสู้ระยะประชิดในตรอกหุ่นไม้, ใช้วิชา ‘หนึ่งกระบี่ตระกูลอวี๋’ กับหุ่นจำลอง, ทำความเข้าใจวิชาตัวเบาที่ยืมแรงลม...
ดูดซับกำลังภายใน เพิ่มความเหนียวแน่นและศักยภาพของกล้ามเนื้อ
ปริมาณอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กระดูกและกล้ามเนื้อเกิดการผลัดเปลี่ยนอย่างก้าวะโ ฉินอวี่ที่กำลังอยู่ใน่วัยกำลังเจริญเติบโต อาศัยการฝึกฝนขีดจำกัดที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ ทำให้ร่างกายของตนเข้าสู่จุดสมดุลและสมบูรณ์แบบอย่างต่อเนื่อง พลังฝีมือของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว
วิชาตัวเบาก็ค่อยๆ เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบ ยามฉินอวี่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แรงต้านของอากาศและลมที่ได้รับก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ
......
เมืองเถี่ยเฟิง ภายในจวนพำนักของเจิ้นตงอ๋อง
ฉินเต๋อกำลังจ้องมองแผนที่การทหารบนผนัง บนแผนที่มีเครื่องหมายสีต่างๆ สามเขตปกครองแดนบูรพาเป็สีดำ ส่วนพื้นที่อื่นของราชวงศ์ฉู่เป็สีแดง ฉินเต๋อมองดูแผนที่การทหารแผ่นนี้ แววตาฉายประกายจิตสังหารอันเข้มข้น ทุกวันเขาจะยืนนิ่งมองแผนที่นี้เกือบสองชั่วยาม
“ท่านอ๋อง อวิ๋นอู้ซานจวงส่งข่าวมาขอรับ” สวีหยวนในชุดดำเดินเข้ามา
เมื่อได้ยินคำว่า ‘อวิ๋นอู้ซานจวง’ ความสนใจของฉินเต๋อก็ละจากแผนที่กลับมาทันที หันหน้ามากล่าวเรียบๆ ว่า “ว่ามา ข่าวอะไร?”
สวีหยวนตอบกลับทันควัน “ท่านอ๋อง ในจดหมายแจ้งว่า ยอดฝีมือสำนักภายในสามคนที่ท่านอ๋องจัดให้คอยแอบอารักขาคุณชายเสี่ยวอวี่ ตัดสินใจจะขอกลับเข้าประจำการกองทัพแล้วขอรับ”
ฉินเต๋ออดสงสัยไม่ได้ สามคนนั้นฉินเต๋อรู้ฝีมือดี แม้จะเป็เพียงยอดฝีมือระดับขั้นบ่มเพาะ แต่เมื่อร่วมมือกันพลังโจมตีก็แข็งแกร่งมาก และพวกเขาก็จงรักภักดีต่อเขามาก ไม่กล้าขัดคำสั่งเขาสุ่มสี่สุ่มห้าแน่นอน
“ว่ามา สาเหตุคืออะไร?” ฉินเต๋อถามเสียงเย็น
สวีหยวนอ่านจดหมายในมืออีกรอบ สีหน้าดูแปลกประหลาดพิกล กล่าวว่า “ในจดหมายแจ้งว่า ยอดฝีมือสำนักภายในทั้งสามคนที่ท่านอ๋องส่งไปแอบคุ้มกันคุณชาย... แต่ว่า... แต่ว่า...” พูดถึงตรงนี้ สวีหยวนคล้ายจะพูดต่อไม่ถูก
“ตกลงสาเหตุคืออะไร รีบพูดมา!” ฉินเต๋อจ้องสวีหยวนอย่างคาดคั้น
สวีหยวนสีหน้ากระอักกระอ่วน ได้แต่กล่าวว่า “ท่านอ๋อง ในจดหมายแจ้งว่า ยอดฝีมือสำนักภายในทั้งสามคนที่ท่านอ๋องเลือก ตอนนี้พวกเขาตามความเร็วการเคลื่อนที่ของเสี่ยวอวี่ไม่ทันแล้วขอรับ ดังนั้นจึงไม่สามารถแอบคุ้มกันเสี่ยวอวี่ได้อีกต่อไป”
“อะไรนะ! ตามไม่ทัน? เป็ไปได้อย่างไร!” ต่อให้ฉินเต๋อเป็คนเยือกเย็นเพียงใด ยามนี้ยังต้องเบิกตาโพลง
ปีนี้... ฉินอวี่เพิ่งจะอายุสิบสองปีเท่านั้น!