ตอนที่ 1 ระบบสมองกล
ถ้าจะบอกว่านางเป็คนจากยุคหกพันปีต่อจากนี้ก็พูดได้ไม่เต็มปาก หรือเป็คนของยุคนี้ก็ไม่เชิง หลังจากคนในหมู่บ้านอพยพออกไปแม้ว่านางจะมีเงินก็ไม่สามารถหาหมอตำแยมาทำคลอดได้
ถึงจะยังมีหมอตำแยเหลืออยู่ในหมู่บ้าน ทว่านางก็ไม่มีเงินอีกต่อไป วันที่ชาวบ้านเริ่มอพยพออกจากหมู่บ้าน บิดามารดาของนางก็พาน้องชายและน้องสาวทั้งสามคนเข้ามาในบ้านหลังนี้ จากนั้นก็ขนเอาของไปแทบทั้งหมด
นางและลูกขอร้องอ้อนวอนยังไงก็ไม่มีใครเห็นใจ วินาทีที่ความกตัญญูสิ้นสุดลง นั่นเป็วินาทีที่นางไม่สนใจอะไรอีกต่อไป เข้าไปคว้าเอาถุงข้าวสารถุงสุดท้ายของบ้านจากมือของผู้เป็แม่
หากทำกับนาง ใช้นางสารพัดก็แล้วแต่พวกเขาเถิด ทว่าเอาข้าวของไปเช่นนี้ ลูกของนางจะเอาอะไรกิน!!
นางถูกมารดาผลักนั่นรวมไปถึงน้องสาวและลูกสะใภ้ ซึ่งแต่งเข้ามาเนื่องจากใช้เงินค่าสินสอดของนาง หลินจิ้งหนิงล้มลงกับพื้นปวดท้องเหมือนจะขาดใจ
ครอบครัวที่นางเพียรทำงานหนักเพื่อหวังว่าสักวันจะได้รับความรักบ้าง เสียสละเพราะนางเป็พี่คนโตบ้าง ทำร้ายนางและลูกในท้องได้ถึงเพียงนั้น
ไม่มีใครเหลียวแลนางพวกเขาจากไปพร้อมกับของในบ้าน
และคืนนั้นเองนางทนความเ็ปไม่ไหวตายโดยมีลูกสาวคนเล็กนั่งร้องไห้ทำอะไรไม่ถูกอยู่ข้างเตียง
ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็กลายเป็ลูกของท่านนายพลแห่งกองทัพสมาพันธ์ดวงดาว ตลอดสามสิบปีที่ใช้ชีวิตอยู่ยุคนั้นนางไม่เคยมีสักวันที่จะลืมความแค้น ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งนางจะได้กลับมา
นางจะแก้แค้นให้พวกเขาได้จำฝังลึกไปใจจิตใจ!!
[ร่างกายของคุณดีขึ้นมากไม่มีอะไรให้ต้องเป็ห่วง สามารถลงไปเดินได้แล้ว คำเตือนยิ่งเดินเยอะก็จะยิ่งหายเร็ว] เสียงโมโนโทนของอลิสดังขึ้นทำลายความแค้นของนางไปจนแทบหมดสิ้น หลังจากค้นพบการมีอยู่ของมันก็ทำให้หลินจิ้งหนิงใจชื้นขึ้นมาบ้าง
แต่ก็ได้ไม่นานนัก เมื่อนางสำรวจช่องเก็บของก็พบว่าช่องที่ควรจะมีถึงพันกว่าช่อง เหลือเพียงยี่สิบช่องเท่านั้น แถมยังใส่ได้แค่ช่องละหนึ่งอย่างเท่านั้น
ระบบสมองกลนอกจากจะบอกว่าตัวเองชื่อ ‘อลิส’ ที่นางตั้งให้ในยุคที่จากมา ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่มันเคยทำเลย
บอกแค่ว่าทรัพยากรในการใช้อัปเดตไม่เพียงพอ
โชคยังดีที่มีเหรียญค้างอยู่ในระบบ ทำให้นางมียาใช้ตอนคลอด ไม่อย่างนั้นคงจะเจ็บเจียนตาย หรือไม่ก็ตกเืหลังคลอดไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็คลอดลูกมาตั้งสี่คน คลอดทีเท้าก็ก้าวเข้าไปอยู่ในนรกครึ่งหนึ่งแล้ว
แต่นั่นก็ทำให้เหรียญสี่หมื่นกว่าเหรียญหายไปในพริบตา
สามวันมานี้นางเลยไม่ค่อยอยากจะคุยกับมันสักเท่าไหร่
[ระบบรักษาตอนนี้สามารถรักษาเขาได้ไหม] เขาที่พูดถึงก็คือสามีของนาง แม้จะหยาบกระด้างไปบ้าง และนางก็กลัวเขาเป็ที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ดีกับเธอเป็อย่างมาก
[ถ้าไม่ใช่อาการสมองตายก็พอจะมีโอกาส] นางเล่าอาการาเ็คร่าว ๆ เท่าที่จำได้ให้ระบบสมองกลฟัง หลังรู้ผลการประเมิน หลินจิ้งหลิงไม่รีรออีกต่อไป นางเรียกลูกสาวให้มาเฝ้าเ้าก้อนเหี่ยว ๆ สองก้อน บนเตียง เดินไปอีกห้องเพื่อไปดูอาการของสามี
‘เซียวอวี้หาน’ ชื่อของเขาดูจะไม่เหมาะกับหมู่บ้านใกล้ขอบชายแดนอย่างนี้เลย เหมือนคุณชายบัณฑิตมากกว่า
ห้องขนาดสี่คูณสี่เมตร ไม่ได้กว้างขวางนักมีเตียงซึ่งทำจากไม้อย่างดีตั้งอยู่ ร่างกายที่เคยกำยำบัดนี้ซูบลงไม่น้อย หน้าต่างทุกบานในห้องปิดจนไม่มีแสงลอดเข้ามา มีเพียงแสงจากประตูห้องที่นางเปิดทิ้งไว้เท่านั้น [อลิส สแกนได้ไหม]
หลินจิ้งหนิงไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้มากกว่านี้ นางกลัวเหลือเกินว่าร่างที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้น จะไม่หายใจอีกต่อไป
[เขายังไม่ตาย แต่ขาซ้ายหักสองท่อน แขนซ้ายร้าว ซี่โครงซ้ายร้าวสามซี่ ตรงท้ายทอยมีเืคั่งอยู่ อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน สามสิบแปดองศา เพราะแผลที่หลังติดเชื้อ] เป็นางเองที่แทบจะหยุดหายใจกับคำวินิฉัยของระบบสมองกล
หนักถึงเพียงนี้
หากเป็ยุคที่นางจากมาเืคั่งในสมอง โอกาสในการรักษาแล้วหายเป็ปกติมีมากจนไม่ต้องลุ้น ทว่าในยุคนี้…
[ทำอะไรได้บ้างไหม]
[ก้อนเืในสมองไม่ได้ใหญ่มาก ใช้ยาสลายลิ่มเืก็ใช้ได้แล้ว ซี่โครงที่ร้าวไม่น่าเป็ห่วงมาก ขากับแขนแนะนำให้ดามเฝือกแข็งไปเลย ที่น่าเป็ห่วงคือแผลที่หลังของเขา มันไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกวิธีมาั้แ่แรก ตอนนี้เริ่มติดเชื้อแผลเน่าเกินห้าสิบเปอร์เซนแล้ว]
หลินจิ้งหนิงไม่รอช้าอีกต่อไป นางวิ่งเข้าไปที่เตียงให้ความพยายามอย่างมากในการพลิกตัวเขาให้นอนตะแคง
ไม่ไหว
สามีคนนี้ตัวหนักเกินไป
นางยังต้องระวังกระดูกขาที่หักของเขาและซี่โครง อีกทั้งนางเพิ่งจะคลอดบุตรสาวของเขาออกมา ยังคงระบมไปทั้งร่างกาย หลินจิ้งหนิงจึงดามเฝือกที่แขนกับขาของเขาก่อนเป็อันดับแรก ไม่อย่างนั้นเวลาพลิกตัวอาจจะทำให้าเ็เพิ่ม
นางเป็ทหารหน่วยรบพิเศษของสมาพันธ์แต่ก็ไม่เคยทำแผลหรือเข้าเฝือกให้ใครมาก่อน โชคดีที่ยังพอมีเหรียญเหลือพอที่จะซื้อเฝือกสำเร็จรูปจากระบบมา
ลักษณะเฝือกเป็เหมือนปอกสวมแขนและขาธรรมดา ทำมาจากเจลใสเย็น ๆ แต่เมื่อสวมเข้าไปแล้วและพันผ้าพันแผลที่ทำจากวัสดุพิเศษ จึงทำให้เจลแข็งตัวกลายเป็เฝือกแข็ง นางใช้เวลาไม่นานก็ทำทุกอย่างเสร็จ “ท่านแม่ ท่านทำอะไรน่ะขอรับ”
“อาเจา!!”
“ข้าอาเหวินต่างหาก” เด็กชายตัวเล็กเนื้อตัวมอมแมม กอดอกพูดกับนางด้วยสีหน้าน้อยใจที่ดูก็รู้แล้ว ว่าไม่ได้น้อยใจจริงจังเท่าไหร่นัก “เหตุใดท่านถึงแยกพวกเราพี่น้องไม่ออกเล่าขอรับ”
ถ้าไม่ใช่่เวลาน่าสิวหน้าขวานเช่นนี้ นางสาบานเลยว่าจะตีเ้าลูกชายคนนี้เป็ครั้งแรกั้แ่เบ่งคลอดเขาออกมา
“เ้านั่นแหละอาเจา มาช่วยแม่พลิกตัวพ่อเ้าหน่อย แม่จะทำแผลให้เขา” พอโดนท่านแม่ที่วัน ๆ เอาแต่นิ่งเงียบไม่เถียงใครดุเข้าก็ทำปากบึนเดินเข้ามาช่วยแต่โดยดี
เขาไม่กลัวท่านแม่หรอกนะ
“ระวังหน่อยล่ะ พ่อเ้าาเ็ถึงกระดูก”
แม้ว่าจะจากร่างนี้ไปถึงสามสิบปีเต็ม แต่ก็ไม่มีวันไหนที่นางไม่อาวรถึงพวกเขาเลย ลูกคนไหนเป็อย่างไร มีตำหนิร่างกายตรงไหน นิสัยเป็เช่นไร นางจำมันได้ทุกอย่าง
ไม่แปลกเลยที่จะสามารถใช้พวกเขาได้อย่างคล่องปากถึงเพียงนี้
“ไปตามพี่ชายเ้าให้ต้มน้ำเข้ามาให้แม่หน่อย เอามาให้มากหน่อยเล่า” เมื่อพลิกตัวสามีให้นอนคว่ำได้อย่างปลอดภัยแล้ว ต่อไปนางก็จะทำความสะอาดแผลและทำแผลให้เขา
ลูกชายนางรู้ความก็จริง ทว่าาแของพ่อเขานั้นเน่าจนน่ากลัวเกินไป
“ท่านใช้คนจนคล่องปากถึงเพียงนี้เชียวหรือ” อาเจาอายุเพียงหกขวบ เขาซนเกินกว่าผู้ใดนิสัยก็กล้าหาญมากว่าใครในบรรดาพี่น้อง พลังก็ดูว่าจะล้นเหลือเกินใคร
และแน่นอนว่าอะไรที่เล่าพี่น้องไม่กล้า เด็กคนนี้กล้าทำเสมอ
“ทำไม เ้าไม่เต็มใจหรืออย่างไร” หลินจิ้งหนิงเท้าเอวหันมามองลูกชายตาเขียว “เปล่าขอรับ ข้าคิดว่าท่านแม่ อืม…พูดมากไปเสียหน่อย”
ได้ยินอย่างนั้นนางก็คว้าเอาไม้ท่อนเล็ก ๆ ข้างกายขึ้นมาทำท่าจะตีเขา “เ้าสิพูดมาก ดูสิว่าข้าจะยังไม่กล้าตีเข้าอีกหรือถามมากอยู่นั่น”
“ข้าไปแล้ว ๆ ท่านพี่!!” ความว่องไวเกินใครพริบตาเดียวก็วิ่งออกจากห้องไปไม่เห็นเงาแล้ว
อาเจายังเล็กเขายังคงติดนางมาก ดังนั้นความสัมพันธ์จึงค่อนข้างดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่เขาก็มักจะเอาแต่ใจและอารมณ์เสียเวลาที่นางไม่สู้คน
ตอนนี้อาเจารู้แล้วว่าที่เขาพร่ำบอกให้ท่านแม่สู้คนบ้าง ที่นางไม่สู้ใครเลยคงจะเก็บเอาไว้มาใช้กับเขาเป็คนแรกเป็แน่