บทที่ 52
ที่ทำงานของหลงเฟย เก้าโมงเช้า“อรุณสวัสดิ์จ้า เฟย เมื่อวานลาไปธุระมาเหรอ โทรมเชียวนะวันนี้ เมื่อคืนได้นอนรึเปล่า?” แอนเพื่อนสาวที่นั่งทำงานโต๊ะใกล้กันกับชายหนุ่มทักทายเขาด้วยคำถามที่แทบฟังไม่ทัน“ฮะ...อะไรนะ พูดใหม่ซิ” หลงเฟยที่กำลังเบลอกับการพักผ่อนไม่เต็มที่ของเขา เมื่อเช้าชายหนุ่มข้ามมิติกลับมาตอนตีสี่แต่หลงเฟยก็ไม่ได้หลับต่อ เขาเข้าอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลวิธีการฝึกฝน การต่อสู้ในรูปแบบต่างๆเท่าที่จะคิดออก“ไอ้เฟย แอนถามว่าเมื่อวานแกไปไหนมา” มาร์คเพื่อนจอมกวนถามย้ำอีกที“คุณแอน...ทอดไก่อย่าใช้ไฟแรง...นะครับ เดี๋ยวข้างในไม่สุก” หลงเฟยหันไปหาแอนแล้วพูดด้วยเสียงเบลอๆไม่เต็มปากเต็มคำ แถมน้ำลายกำลังย้อยออกมาอีกด้วย“ว้าก!!! ไอ้เฟย แกตื่นๆๆได้แล้ว ไปล้างหน้าที่ห้องน้ำเถอะ เดี๋ยวหัวหน้าก็มาด่าหรอก” มาร์คตะโกนใส่หน้าหลงเฟยแล้วก็ลากชายหนุ่มไปห้องน้ำเพื่อให้เขาได้สติ“หะ...ไปกินไก่ในน้ำเหรอ...โทมัส เดี๋ยวหัวหน้าฟลอยด์...ก็ว่าเอาหรอก” หลงเฟยยังคงเบลอๆขณะเดินไปห้องน้ำ“ไอ้เฟย! ใครมันจะไปกินไก่ในน้ำกันฟะ ไม่ใช่เห้...” มาร์ครีบดึงหลงเฟยให้เดินไปเร็วกว่าเดิม หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จหลงเฟยก็พร้อมทำงานต่อ จนถึงช่วงพักทานอาหารกลางวันเขาก็รีบทานข้าวแล้วกลับมาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตต่อ“เพลงดาบผ่าวิญญาณ เพลงกระบี่ปราบมาร ดัชนีใบไม้ไหว ท่าเท้าท่องวายุ ไอ้เฟยแกหาข้อมูลอะไรอยู่วะ จะเขียนนิยายกำลังภายในเหรอ?” มาร์คโผล่มายืนดูอยู่ด้านหลังของหลงเฟย พร้อมกับอ่านตัวหนังสือบนหน้าจอคอมฯ“เฮ้ย! เชี่ย ตกใจหมดไอ้มาร์ค ทำไมแกชอบเข้าข้างหลังฉันตลอดเลยวะ ชักแปลกๆแล้วนะ” หลงเฟยที่กำลังใช้สมาธิ เพิ่งตกใจหลังจากที่มาร์คมายืนอยู่ได้สักพักแล้ว“อ้าว!ไอ้นี่ แล้วจะให้ฉันไปยืนอยู่ตรงไหน ด้านหน้าโต๊ะแกเป็นกำแพงนะเฟ่ย ไม่ใช่ผีจะได้ทะลุกำแพงมาได้ ว่าแต่ฉันถามจริงๆเถอะ นายเป็นอะไรกันแน่ คงไม่ใช่แค่เรื่องของปู่อย่างเดียวสินะที่กำลังกังวล มีเรื่องอะไรเล่าให้เพื่อนฟังได้นะ” มาร์คถามกับหลงเฟยอีกครั้ง ถึงแม้เขาจะเคยถามมาหลายครั้งแล้วก็ตาม“ฉันยังมีเรื่องที่บอกใครไม่ได้จริงๆ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะมาร์ค แต่ถ้านายอยากจะช่วยฉันก็มีอยู่เรื่องนึง แต่ไม่ใช่เรื่องเงินหรอกสบายใจได้” หลงเฟยหันมาพูดกับมาร์คอย่างจริงจัง“ได้สิว่ามาเลยเพื่อน” มาร์คกล่าวแบบสบายๆ“ฉันหาข้อมูลในเน็ตไม่เจอเลย สำนักดาบที่สอนการเป็นนักดาบสายความเร็ว มันจะต้องไปฝึกที่ไหนวะ?” หลงเฟยสบตามาร์คแล้วพูดออกมา“นี่แกพูดจริงเหรอ? เฮ้อ! เอาเป็นว่าแกอยากให้ฉันช่วยเรื่องนี้สินะ ก็ได้ๆ อืม...นักดาบสายความเร็วฉันเคยได้ยินแต่ในเกมเท่านั้นแหละ ถ้าอยากรู้เร็วๆก็เล่นเกมแนว MOBA แต่ถ้าชอบความหลากหลายก็ต้องเป็นแนว MMORPG ละนะ โอยๆ ถ้าแอนรู้ว่าฉันแนะนำอะไรแกไปนี่มีหวังโดนบ่นหูชาแน่เลย” มาร์คบอกกับเพื่อนแล้วก็บ่นออกมาตามสไตล์ตัวเอง“มาร์ค! ตะกี้นายนินทาฉันอยู่เหรอ?” แอนที่ทานข้าวเพิ่งเสร็จกลับมาที่โต๊ะทำงานพอดี“ปล๊าวววววว! ไม่ได้นินทา แค่คุยกับเฟยมันนิดหน่อย ฉันไปทำงานก่อนล่ะ บาย!” มาร์คพูดจบก็เดินหนีไปทันที ในส่วนของหลงเฟยเมื่อเขาได้รับคำแนะนำจากมาร์ค ก็ทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าข้อมูลที่ได้ใช้การเสิร์ชหาจาก Toogle หลายๆเว็ปไซต์ที่แสดงขึ้นมาเกี่ยวกับเกมซะส่วนใหญ่ แต่เขาก็ตัดตัวเลือกนั้นทิ้งไปเพราะคิดว่าตัวเองที่ไม่เคยฝึกพลังทำไม่ได้ แต่ตอนนี้หลงเฟยเข้าใจแล้วว่าวิชาพิสดารที่เขาอยากฝึกฝน ในโลก Earth แห่งนี้มันคงเป็นไปไม่ได้(มั้ง) แต่ในโลก Magic มันเป็นไปได้ซึ่งโลกนั้นก็ดูคล้ายๆกับเกมออนไลน์หลายๆด้านอย่างที่รีเอลเคยบอกไว้ในตอนแรก ซึ่งเมื่อชายหนุ่มลองคิดดีๆ เขาก็เข้าไปดูในเว็ปไซด์เกมออนไลน์ที่เคยหาข้อมูลเรื่องสงครามมอนสเตอร์บุกเมืองเมื่อวันก่อน เกมนี้มีความหลากหลายด้านสายพลังเป็นจำนวนมาก ผู้เล่นสามารถฝึกวิชาอะไรก็ได้ แต่ก็มีคำแนะนำให้ควรฝึกตามสายพลังที่ตนถนัดจะมีพัฒนาการที่ดีกว่า ในช่วงบ่ายงานของหลงเฟยมีไม่มากนัก เขาจึงมีเวลาท่องโลกอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลไปอย่างเพลิดเพลินจนกระทั่งเลิกงาน ซึ่งเย็นวันนี้เขามีนัดทานข้าวที่บ้านสวนของครูจรูญ เขาจึงเรียกรถแท็กซี่ผ่านแอพฯมารับที่บริษัท ระหว่างทางชายหนุ่มก็วางแผนหาข้อแก้ตัวเรื่องที่มาของภาพวาดเวทย์มนต์นั้นไปด้วย ณ บ้านสวนของครูจรูญ เวลา 17.45 น.“สวัสดีครับครู” หลงเฟยกล่าวทักทายเจ้าของบ้าน“สวัสดีๆ มาๆเข้ามาทานน้ำก่อนนะ เอิ่ม... วันนี้มาคนเดียวเหรอ?” หลังจากครูจรูญพาชายหนุ่มไปนั่งที่ห้องรับแขกที่ภายในห้องจุดกำยานหอมเอาไว้ ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกผ่อนคลาย แล้วเขาก็เริ่มถามเข้าเรื่องทันที“ฮะๆ ครูดูตื่นเต้นจังเลยนะครับกับเรื่องศิลปินคนนั้น ตอนนี้ผมยังติดต่อเขาไม่ได้เลยครับ ผมไปเจอเขาที่ตลาดถนนคนเดินแล้วก็ซื้อรูปมาเพราะเห็นว่าสวยดี ผมลองไปกลับถามคนแถวนั้นแล้วแต่ก็ไม่มีใครรู้จัก สงสัยต้องรอวันเสาร์หน้าที่จะมีตลาดอีกรอบครับ” หลงเฟยเล่าเรื่องราวที่ดูสมเหตุสมผลของการพบกับศิลปินปริศนา ในตลาดนัดนักท่องเที่ยวที่จัดเพียงสัปดาห์ละครั้ง“อืม...งั้นเหรอ คงต้องไปเดินถนนคนเดินสักหน่อยล่ะ ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้วด้วยสิ ว่าแต่เฟยได้ลองดูรูปนั้นดีๆแล้วรึยัง?” ครูจรูญถามกลับ“ดูดีๆเหรอครับ มันมีอะไรรึเปล่า หรือว่าเป็นภาพของศิลปินดังที่ว่ากันว่าหายไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2” หลงเฟยแกล้งทำหน้าตาตื่นเต้น“ฮ่าๆ ไม่ใช่หรอก มันมีความพิเศษมากกว่านั้น เหมือนกับว่ามันมีเวทย์มนต์อยู่ในภาพเลยล่ะ เรียกว่าเป็นภาพวาดเวทย์มนต์ก็ได้นะ” ครูจรูญบอกออกมาตามตรง“เหมือนมีเวทย์มนต์เหรอครับ? นี่ครูดมกำยานสมุนไพรตอนดูรูปไปด้วยรึเปล่าครับเนี่ย ฮะๆ” หลงเฟยแกล้งแซวครูเพื่อเบี่ยงประเด็น“เฮ้ยๆๆ เฟยอย่าพูดเสียงดังไปเดี๋ยวเมียครูได้ยิน ตอนนี้ครูเปลี่ยนไปใช้พวกยางไม้กับไม้หอมนำเข้าแล้ว ปลอดภัย และไฮโซกว่าเดิมแขกไปใครมาก็ว่าหอมดีจริงๆ ใช่มั้ยล่ะ ฮะๆ” ครูจรูญพยายามเบี่ยงเบนประเด็นเช่นกัน“ถ้างั้นผมขอดูรูปอีกทีได้มั้ยครับ อยากรู้เหมือนกันว่าภาพที่มีเวทย์มนต์นี่มันเป็นยังไง?”“วันนี้คงยังไม่ได้นะ เพราะครูฝากเพื่อนเอาไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อยู่ อีกวันสองวันคงจะรู้ผล เอาเป็นมาว่าตอนนี้เราไปทานข้าวกันเถอะ เมียครูคงเตรียมกับข้าวพร้อมแล้ว”“ในกับข้าวครูใส่สมุนไพรอะไรไปด้วยรึเปล่าครับ?” หลงเฟยแซวครูอีกครั้ง“เฮ้ยๆ พอๆ พอเลย ไม่ต้องพูดแล้วเจ้าเฟย ฮ่าๆๆ” ครูจรูญบอกปัดไปอย่างไม่ถือสา ก่อนที่จะลุกขึ้นไปที่ห้องอาหาร