เฟยอวิ๋นหลับตายืนนิ่งค้างที่เดิมอยู่นาน
หลังจากนั้นจึงลืมตาขึ้น พลางถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง พลันดวงตาก็ฉายแววมุ่งมั่นส่องประกายขึ้นแล้วสาวเท้าฉับเดินหายลับเข้าไปในป่าลึกเบื้องหน้า
หลังจากที่สังหารสัตว์อสูริญญาชีวินอย่างหมีดำปราณเพลิงและเก็บแก่นผลึกของมันไว้ในแหวนมิติเด็กหนุ่มก็ทะยานมุ่งสู่ป่าลึกเข้าไปอีกเรื่อยๆ
เมื่อทะยานมาได้ราวร้อยลี้ ก็นั่งยองเข่าอยู่บนคบไม้สูงและพลางซ่อนตัวอยู่ในพุ่มใบหนาแน่น สายตาอันแหลมคมราวนกอินทรีกวาดมองสัตว์อสูริญญาตัวแล้วตัวเล่าที่พวกมันเดินผ่านเส้นทางเบื้องล่าง บางครั้งก็มีวิหคขนาดใหญ่ บินเฉียดปลายยอดไม้สูงผ่านไปอย่างเชื่องช้าปีกขนาดใหญ่ของมัน แทบจะทำให้พื้นที่ที่บินผ่าน ดูอับแสงจนมืดสลัวลงชั่วครู่
เฟยอวิ๋นลังเลอยู่หลายครั้ง หมายเพื่อจะโจมตีสัตว์อสูริญญาเ่าั้แต่ก็หยุดชะงักค้างกลางคันไม่กล้าลงมือ เนื่องเพราะว่าตอนนี้เขาไม่สามารถรับรู้ได้ถึงระดับพลังปราณิญญาของพวกมัน ว่าตัวไหนอยู่ในระดับขั้นพลังใด และบางครั้งเมื่อััถึงกลิ่นอายความแข็งแกร่งที่แผ่พุ่งออกมาเฟยอวิ๋นเองก็รู้สึกสะท้านสั่นไปทั่วร่างเช่นกัน
แต่ถึงกระนั้น เฟยอวิ๋นก็พยายามเรียนรู้รูปลักษณ์และจดจำกลิ่นอายเ่าั้อย่างตั้งใจ เพราะหากเขายิ่งมีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นเท่าใดการจำแนกแยกขั้นระดับพลังของสัตว์อสูริญญา หากเพียงแค่มองดูผิวเผินและัักลิ่นอายอันบางเบาเพียงน้อยนิด ก็จะทำให้รู้ว่าควรจะหลีกหนีไปให้ไกลหรือพร้อมที่จะประจันหน้าสู้ด้วย
และมนุษย์ผู้บ่มเพาะพลังปราณิญญาก็เดียวเช่นกัน
กลิ่นอายแห่งพลังนั้นย่อมมีติดตัวอยู่ไม่มากก็น้อย ถ้าหากว่าเราฝึกฝนจิติญญาััได้มั่นคงจิตััของเราก็จะสูงขึ้น และสามารถที่จะรับรู้ถึงขอบเขตพลังของบุคคลนั้นได้แม้ว่าอาจจะคาดเดายากไปสักหน่อยก็ตาม และไม่ถูกต้องถึงร้อยส่วนก็ตามที แต่แค่เพียงลมหายใจของพวกเขาเราก็สามารถจะคาดเดาได้ไม่ยากถึงระดับขั้น
.....
กาลเวลาได้ผ่านพ้นไปในแต่ละวันเช่นนี้ จนกระทั่งผ่านมาหลายปี
หลังเสร็จภารกิจหลายอย่างในหนึ่งวัน ่กลางคืน เฟยอวิ๋นจะนั่งขัดสมาธิญาณแล้วเริ่มฝึกฝน ‘จิติญญาัั’ของตัวเอง ให้นิ่งสงบมั่นคง และพยายามซึมซับไอปราณิญญาฟ้าดินเพื่อจะปรับสมดุลพลังในร่างกายตามที่ท่านปู่ลีได้อธิบายเอาไว้รวมทั้งจุดกำเนิดของพลังปราณิญญาเพื่อเติมเต็ม
รุ่งอรุณยามเช้าตรู่ของอีกวัน
เฟยอวิ๋นกวาดสายตาจับจ้องและพยายามัักลิ่นอายเ่าั้อย่างตั้งใจจนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปราวสองชั่วยาม
“ตัวนี้น่าจะเป็สัตว์อสูริญญาชีวินระดับสาม”ระดับสามคือสัตว์อสูรระดับหลอมแก่น ซึ่งแก่นผลึกของมันจะใช้สำหรับผู้ที่บ่มเพาะปราณิญญาระดับหนึ่งดาราเพียงเท่านั้นแต่ทว่ามันอยู่ในระดับที่เฟยอวิ๋นยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามไปถึงในตอนนี้
เด็กหนุ่มพลางคาดเดา ก่อนจะเคลื่อนตัวออกจากจุดเดิมเพียงเล็กน้อยอย่างแ่เบาเพื่อเตรียมการโจมตี
ตอนนี้เฟยอวิ๋นกำลังคิดจะขึ้นชก ด้วยการแบกน้ำหนักที่เกินตัว!
ทว่าเ้าสัตว์อสูริญญาชีวินตัวนั้นมันกับรับรู้ได้ถึงอันตรายมาเยือน ประสาทััของมันว่องไวยิ่งนักเขาหนึ่งเดียวที่งอกออกมาบนศีรษะพลันเกิดประกายเพลิงลุกพรึบโชติ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วนี่คือสัญชาตญาณการต่อสู้ของมัน
มันคือสัตว์อสูริญญาชีวินแรดเขาเพลิงซึ่งมีความเกรี้ยวกราดดุร้ายแข่งแกร่งเป็อย่างมาก ถึงมันจะมีแค่เขาเดียวแต่ระดับขั้นที่เขาหนึ่งเดียวมันนั้น ก็สามารถแบ่งแยกออกมาอย่างชัดเจนว่าอายุของมันอยู่ในระดับกี่ร้อยปี
เฟยอวิ๋นกระโจนลงจากคบไม้ แล้วยืนประจันอยู่ยังเบื้องหน้ามันดวงตาส่องประกายระริกแฝงไปด้วยไอสังหาร
แต่ทว่า หลังจากที่เขาอยู่ในระยะใกล้ไม่ห่างมากแล้วจ้องมองสำรวจไปยังเขาเดียวของมันที่มีเปลวเพลิงลุกท่วม เฟยอวิ๋นถึงกับตัวสั่นเทาเหงื่อไหลชุ่มโชก
“นิ...นี่มันแรดเขาเพลิงอายุสี่ร้อยปี!”
แรดเขาเพลิงตัวนี้อายุราวสี่ร้อยปีตามคาดถึงแม้เฟยอวิ๋นยังไม่รู้ว่ามันอยู่ในระดับขอบเขตใด ในขั้นพลังปราณิญญาสัตว์อสูรแต่กลิ่นอายของความแข็งแกร่งนั้นดูพรั่นพรึงน่าหวาดกลัวเป็อย่างมาก
เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวลึก
“พลังปราณิญญาของมันอาจเทียบเท่ากับข้าแต่ระดับพลังซีนั้นอาจเหนือกว่าข้าอยู่หลาย่ตัว”
เฟยอวิ๋นพลางคาดเดา พ่นลมหายใจออกจมูกเล็กครั้งหนึ่ง ก่อนดวงตาคู่งามของเขาจะเปล่งวาบขึ้นพร้อมกับฉายแววอำมหิตเยือกเย็นพวยพุ่งออกมาสูดขีด
“จะซีต่ำหรือซีสูง มาลองวัดกันดูสักตั้งก็คงจะรู้ในไม่ช้า!”
ในขณะชั่วอึดใจต่อมา หนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์อสูรปราณชีวิน กระโจนเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่พิรี้พิไร
เสียงปึงปังโครมครามดังสนั่นก้องไปทั่วภายในป่าทึบเสียงตบตีดังตุบตับถี่ยิบราวกับรัวกลองรบ
พวกเขากำลังบ้าคลั่ง!
แต่ทว่าสัตว์อสูริญญามากมายในบริเวณใกล้เคียงใช่ว่าพวกมันจะเกิดความหวาดกลัว และคิดหลบหนีไกลออกห่าง เพราะเสียงเปิดศึกปะทะกันตรงหน้ายิ่งทำให้พวกมันกระหายที่อยากจะมีส่วนร่วมในฐานะ ผู้รอชมความ ‘บันเทิง’
ดวงตาเ่าั้หลากสีส่องประกายวิบวับน่ากลัว รวมถึงขั้นพลังที่มีในแต่ละระดับชั้นก็ต่างกันหลากหลายกำลังเฝ้ามองหลบซ่อนดูการต่อสู้ ราวกับว่าเป็ ‘กองเชียร์’ ขณะที่มุมปากของพวกมันแสยะกว้างน้ำลายหยดไหล
เพราะหากการต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย และได้จบลงด้วยการาเ็หนักของทั้งคู่โอกาสของพวกมันจะเปิดกว้างขึ้นในทันที ในการที่จะรุมทึ้งคอยแย่งเืกายเนื้อ มาฉีกดื่มกินอย่างอร่อยลิ้นในไม่ช้า‘นับว่าเป็ความคิดที่ไม่เลว’
ฟุ่บ เปรี้ยง!!!
การต่อสู้ผ่านไปหลายขบวนท่าแต่ทว่าความได้เปรียบยังคงอยู่ทางฝั่งแรดเขาเพลิง มวยคู่นี้อันดับต่อรองจึงย่อมเอียงไปทางเ้าเขาเดียวแน่นนอนและด้วยระดับพลังซีของมันที่เหนือกว่าดั่งคาดเฟยอวิ๋นไม่อาจขยับเข้าไปใกล้ได้เลยแม้แต่เพียงนิดเดียว กระทั่งรอยขนแมวข่วนสักรอยยังไม่ปรากฏขึ้นให้เห็นบนตัวมัน
‘หมัดหมื่นเทวะ’ ของเขา ดูจะกลายเป็เคล็ดวิชาแมวสามขาที่แทบไม่ได้เป็อันตรายต่อแรดเขาเพลิงเลยแม้แต่น้อย
เฟยอวิ๋นขบกรามแน่นหายใจหอบกระชั้นถี่ โดยที่โลหิตก็ไหลย้อยที่มุมปากมากขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่โดนกระแทกจู่โจมไปหลายดอก และเหมือนเอาร่างกายไปให้มันทรมานเล่นแก้เหงา
การเก็บเกี่ยว ‘แก่นผลึกิญญาธาตุอสูร’ ของสัตว์อสูรเหล่านี้ในแต่ละครั้งหลายคนมักจะตกตายลงในจำนวนครึ่งต่อครึ่งในการต่อสู้ที่ดุเดือดนั้นเพราะแหล่งทรัพยากรส่วนมากในการบ่มเพาะมันมาจากแหล่งต้นกำเนิดจำพวกนี้เท่านั้น
หากว่าไม่้าสิ้นเปลืองทรัพย์ในคลังของตนเอง เพื่อที่จะซื้อ ‘ไข่มุกเก้าิญญาธาตุ’ มาบ่มเพาะดั่งที่ตาเฒ่าลีเคยบอก ก็มีแต่วิธีนี้เพียงเท่านั้นถึงจะเพิ่มระดับของตัวเองได้แต่ทว่าการล่าสัตว์อสูริญญาพวกนี้ก็ต้องจ่ายในราคาที่สูงลิ่วด้วยชีวิตของตนเองด้วยเช่นกันทำให้ทางเลือกในวิถีบ่มเพาะนั้น ดูมันช่างน่าอนาถเสียจริง!
“ระดับพลังซีของมันแข็งแกร่ง และเหนือกว่ามากแต่ทว่าขอบเขตพลังปราณิญญานั้นเทียบเท่ากับข้าแน่นอน!”
เด็กหนุ่มสูดหายใจยาวลึก ฟันธงแน่แล้วว่าตัวเองคิดไม่ผิด
พลางขบคิดอย่างถี่ถ้วนโดยละเอียดอีกครั้งพยายามวิเคราะห์หาความเป็ไปได้ที่จะสังหารมัน หลังจากปะทะกันได้สักพักก่อนหน้าขณะเดียวกันก็เหมือนมีแสงสว่างวาบเกิดขึ้นบนศีรษะ ทำให้แววตาส่องประกายมีความคาดหวังเพิ่มขึ้น
หมัดทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันอีกครั้ง ในระยะประชิดเท่านั้น ที่ ‘หมัดหมื่นเทวะ’ ของเขาจะถูกใช้ออกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการจู่โจมครั้งต่อไป
“แต่ว่า...ถ้าหากพลังปราณิญญาของข้ายกระดับมากขึ้นกว่านี้และสามารถใช้เคล็ดวิชาธาตุเวท แล้วหลอมรวมเข้าด้วยกันกับพลังหมัดเข้าไปได้ต่อให้ไม่ได้เข้าระยะประชิดมาก ข้าก็สามารถสังหารมันได้อย่างแน่นนอน!”
แต่ตอนนี้ ณ เวลานี้
สิ่งเ่าั้ยังไม่ได้เกิดขึ้นกับเขา และคงทำได้เพียงต่อสู้ด้วยพลังอันต่ำต้อยและกำลังหมัดที่เขามี เพื่อหมายสังหารมัน
เมื่อไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว พลันเท้าอีกข้างของเด็กหนุ่มก็กระแทกลงบนพื้นดัง ‘ปัง’พร้อมกับทะยานพุ่งไปด้วยความมุ่งมั่น ท่าเท้าที่รวดเร็วแต่แสนน่าเวทนา ถูกใช้ออกอย่างสุดความสามารถในขณะเดียวกัน แรดเขาเพลิงก็ตะกุยเล็บยาวจิกลงบนพื้นดินจนฝุ่นตลบ ทะยานพุ่งเข้าใส่เฟยอวิ๋นซึ่งมันหาได้หวาดกลัวมนุษย์ผู้นี้แม้แต่น้อย
ระยะไม่ถึงแค่ครึ่งก้าว การเคยต่อสู้อยู่บนสังเวียนเือันป่าเถื่อนได้บ่มเพาะประสบการณ์ไห้เขาอย่างดียิ่งก่อนหน้านั้น เด็กหนุ่มพลันสลับเท้าอย่างรวดเร็วแล้วเอี้ยวตัวพลิกเอียงหลบกะทันหันสุดกำลัง เพื่อหลบการกระแทกชนของแรดเขาเพลิง โดยเขากล้ายอมทิ้งระยะห่างจากตัวมันเพียงแค่ครึ่งคืบมืออย่างเฉียดฉิวพร้อมกับเกร็งพลังปล่อยหมัดออกไปอย่างสุดแรง เพราะงานนี้จำต้องกล้าเสี่ยงเพียงเท่านั้น!
“ย๊ากกกก” เฟยอวิ๋นคำรามลั่นั์ตาแดงก่ำ
เปรี้ยง!!!
หมัดอันทรงพลังที่วาดโค้งเข้ามา ได้ชกเข้าที่ใต้คางอย่างเต็มแรงของแรดเขาเพลิงและถ้าหากหมัดนี้ถูกชกโดนศีรษะของมนุษย์ธรรมดาแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่ามันหลุดลอยออกจากร่างแน่นอน
และในฐานะนักมวยเก่าบนสังเวียนเถื่อน มีรึเฟยอวิ๋นจะพลาดกันได้ง่ายๆ
พลังปราณไร้รูปที่ถูกเหนี่ยวนำส่งออกไปพร้อมกับหมัดเมื่อครู่ได้กระเพื่อมไหวส่งผ่านเป็ระลอกคลื่นทันที ก่อนที่มันจะแผ่พรวดกระจายออกไป แล้วทะลวงผ่านไปยังเส้นประสาททุกส่วนที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนหลายเส้นบนหัวของมันอย่างรวดเร็วและนั้นก็ยังทำให้เส้นเืเล็กใหญ่ทั้งหมดภายในหัวของมัน ะเิแตกออกจนขาดสะบั้นลงอย่างรวดเร็ว
เพราะในจุดแข็งก็ย่อมมีจุดอ่อน ไม่มีมนุษย์หรือสัตว์อสูริญญาชนิดใดที่จะเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มการเคลื่อนไหวก็เป็สิ่งสำคัญเช่นกัน ยิ่งตัวใหญ่มากเท่าใดก็ยิ่งเคลื่อนไหวได้ช้าลงเท่านั้น
เด็กหนุ่มเลียริมฝีปากราวกับอร่อย ั์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำดั่งคนเสียสติพร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างโหดร้าย ซึ่งมันเป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความน่าหวาดกลัวขนลุก
โดยปรกติแทบจะเป็คนที่ยิ้มอย่างยากลำบากอยู่แล้วแต่ถ้ายิ้มออกมาทีก็ไม่รู้อารมณ์นั้นอยู่ในจุดใด ขณะเดียวกันเขาก็กวาดตามองไปรอบบริเวณป่าทึบยิ้มกว้างยิงฟันให้กับสัตว์อสูริญญามากมาย ที่กำลังแอบหลบซ่อนอย่างแปลกๆ
จนทำให้สัตว์อสูริญญาที่อยู่รายรอบ ต่างตัวสั่นสะท้านสะดุ้งหายใจเฮือก!พวกมันแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่มองเห็นเมื่อครู่ก่อนจะก้าวเดินถอยหลังอย่างแ่เบา แล้วหายลับไปในป่าทึบอย่างเงียบงัน
.
.
.
.
.
………………………………