องก์ที่ 1 ชายหนุ่มและสุนัข
บทที่ 1 นิทานและคีตา
ความฝันและเป้าหมายไม่ใช่สิ่งจำเป็สำหรับการดำรงชีวิต ผู้ไร้ฝันมากมายต่างใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่ผู้ซึ่งเปลี่ยนโลก ล้วนเป็ผู้เปี่ยมฝัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”
“แด่ความรู้ในแผ่นกระดาษที่กว้างขวางราวผืนฟ้า!”
“แด่อักษรในหยดหมึกที่ลึกล้ำดั่งห้วงสมุทร!”
เสียงร้องกู่ก้องไปด้วยความเคารพและความศรัทธาดังกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงอันกึกก้องนี้ดังมาถึงกระท่อมหลังเล็กหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง ภายในกระท่อม ร่างหนึ่งขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มเริ่มเคลื่อนไหวน้อยๆ
นิทานงัวเงียรู้สึกตัวด้วยเสียงสรรเสริญและบทถวายความเคารพทั้งสองที่ลอยเข้าสู่โสตประสาทในเวลา 7 โมงตรง
โหวกเหวกโวยวายั้แ่เช้าเหมือนเคย องค์เทพท่านคงไม่ได้โสตประสาทพิการหรอกมั้ง
นิทานบ่นงึมงำพลางดึงผ้าห่มเก่า ๆ บนร่างตนมาคลุมโปง พยายามบดบังเสียงดังลั่นที่มาตามสายลม
แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม หากเสียงดังลั่นเ่าั้ก็ยังคงทะลุผ้าห่มปุปะของนิทานเข้ามารบกวนเขาอย่างไม่ย่อท้อ เสียงเ่าั้ยังคงดำเนินต่อไปสักครู่หนึ่งก่อนจะหยุดลงภายในเวลาไม่นาน
เสียงรบกวนเพียงชั่วครู่ถือเป็หนึ่งในข้อดีเล็กน้อยจากการที่ศาสนาหลักของมหาทวีปผืนนี้คือปฐมมันตรา ศาสนาที่นับถือความรู้และภูมิปัญญา
‘มีเพียงการศึกษาและความรู้เท่านั้นที่เท่าเทียมต่อทุกสิ่ง ความรู้ที่ถูกพิสูจน์แล้วคือความจริงที่มิอาจบิดผัน หากมนุษย์ไม่อาจต่อกรกับเหล่าเดรัจฉานต่าง ๆ ด้วยร่างกาย ก็จงใช้ปัญญาในการสยบทุกสิ่ง’
ประโยคนี้คือคำกล่าวของพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบันที่นิทานได้ยินมาั้แ่เด็กยามที่เดินผ่านโบสถ์ต่าง ๆ ศาสนาที่นับถือความรู้เช่นนี้ย่อมไม่ยินยอมให้เหล่าศาสนิกชนมาแหกปากโหวกเหวกโวยวายรบกวนความสงบยามเช้าเป็เวลานานจนเกินไป สิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบเป็สิ่งสำคัญในการส่งเสริมปัญญาและการเรียนรู้ ดังนั้นบทถวายความเคารพจึงคงอยู่เพียงไม่นานก็เงียบไป
“ถ้ามันยากนัก ยกเลิกไปก็สิ้นเื่” นิทานบ่นพึมพำ
เสียงสรรเสริญย่อมอยู่สั้นยิ่งกว่า เหล่าคนที่สรรเสริญราชอาณาจักรและราชินีคือเหล่าทหารประจำเมืองและสมาชิกกองทัพที่เพียงทำตามขั้นตอนปฏิบัติทางการทหารก่อนเริ่มลาดตระเวนรอบเช้าเท่านั้น เสียงทั้งสองนี้ดังขึ้นในเวลา7โมงตรงของทุกวัน เป็ดั่งนาฬิกาปลุกของชาวเมือง
เมื่อทุกสรรพเสียงเงียบลง นิทานที่ยังขดตัวอยู่บนเตียงก็เตรียมจมลงสู่นิทราเป็ครั้งที่สอง ผ้าห่มอุ่นนิ่มเสริมด้วย หมอนเย็นสบายกำลังจะพาสติของเขาลอยจากไป แต่ความสุขกลับอยู่ไม่นานเพราะบางสิ่งที่กำลังขยับยุกยิกๆ อยู่ตรงขอบผ้าห่มพร้อมกับเสียงฟุดฟิดเป็จังหวะ
จมูกน้อย ๆ เปียกชื้นสีดำมุดเข้ามาใต้ผ้าห่มพร้อมเสียงสูดดม จมูกสีดำส่ายไปมาราวกับกำลังหาบางสิ่งอยู่และเมื่อขยับมาถึงเอวของนิทาน จมูกน้อย ๆ ก็หยุดชะงักลงเป็สัญญาณว่าพบสิ่งที่ตามหาแล้ว!
จมูกน้อย ๆ พุ่งพรวดเข้ามาจู่โจมนิทานด้วยลิ้นหนาใหญ่สีชมพู ลิ้นตวัดโลมเลียไปทั่วจนใบหน้าเปียกแฉะ ปลุกนิทานออกจากภวังค์พร้อมความงัวเงียที่หายเป็ปลิดทิ้ง
“พอได้แล้วน่า คีตา พอแล้ว!! มันจั๊กจี้น่า!”
นิทานยันตัวขึ้นนั่ง โอบสองแขนออกไปกอดหัวสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่ยังคงเลียหน้าเขาไม่เลิก
“นายนี่มาตรงเวลาไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ ขอฉันนอนเพิ่มอีกสักหน่อยไม่ได้รึไงฮึ”
“โฮ่ง!”
ตื่น ตื่น!
เสียงเห่าทุ้มแน่นตอบรับอย่างร่าเริง หางส่ายไปมาด้วยความสุข
คีตาเป็สุนัขกำพร้าที่นิทานเก็บมาดูแลั้แ่มันยังเล็ก นิทานไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุนัข เขาจึงไม่รู้จักสายพันธุ์สุนัขมากนัก แต่คีตาก็เป็สุนัขที่ฉลาดมากตัวหนึ่ง ตัวใหญ่ รูปร่างดีและปราดเปรียวพร้อมกับขนสีดำฟูฟ่องตลอดทั้งตัว ใบหน้ายาว ปากยาว ตาสีดำใสเหมือนเม็ดลำไย ตอนที่นิทานเก็บเ้าคีตามาเลี้ยงใหม่ ๆ นิทานนึกถึงสุนัขสายพันธุ์ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่เขาเคยอ่านเจอในตำรา แต่สุนัขในตำราตัวนั้นจะหูตกและพับ หางยาวและเรียบลงไปตามแนวบั้นท้าย ต่างกับคีตาที่หูตั้ง หางยาว แต่ขนส่วนหางกลับฟูได้รูปเหมือนหางแมว
“ค่ำวันนี้คงต้องจับนายอาบน้ำแล้วล่ะ”
นิทานดันเ้าสุนัขตัวใหญ่อายุ6ขวบออกจากหน้าของตัวเองก่อนจะลุกไปทำความสะอาดร่างกาย
ปีนี้นิทานอายุ 21ปี พ่อและแม่เสียไปนานแล้วั้แ่เขาเพิ่งเริ่มเป็วัยรุ่น เขาอยู่ด้วยตัวเองมาั้แ่นั้น พ่อแม่ของเขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร แต่ก็มากเพียงพอสำหรับเด็กหนุ่มคนหนึ่งจะเรียนจบได้โดยไม่ลำบาก เมื่อย่างเข้าอายุ 15ปี นิทานก็พบกับคีตาในวัยลูกสุนัขที่ชายแดนป่าพร้อมกับซากร่างของสุนัขตัวใหญ่ 1ตัวและตัวเล็กอีก 3-4ตัวนอนอยู่ไม่ไกล
คีตานอนหายใจรวยรินห่างจากขอบเหวแห่งความตายเพียงไม่กี่ก้าว เขาจึงนำคีตากลับมารักษาและอยู่ด้วยกันมานับแต่นั้น
“เอ้า พวกเราไปทำงานของวันนี้กัน จากรอบเวร เหมือนว่าวันนี้เราไม่ต้องเข้าป่าลาดตระเวนแล้วล่ะ เข้าประชุมรอบเช้าก็พอ”
นิทานทำความสะอาดร่างกาย แต่งตัวชุดเครื่องแบบสีกากี ตรงอกขวาประดับไว้ด้วยตราประจำอาณาจักรไฟกัลป์ ผมที่ยาวถึงต้นคอมัดไว้เป็ทรงหางม้าต่ำหลวมๆ จัดแจงปิดบ้านอย่างเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทาง
“หมูปิ้ง 4ไม้ ข้าวเหนียว 1 หมูปิ้งอีก 5ไม้ ไม่ต้องปรุงครับ”
“5ไม้ของคีตาลุงเตรียมไว้ให้เป็พิเศษด้วยนะ ไม่มีเครื่องปรุงใส่เพิ่ม สนใจมั้ย”
“โฮ่ง!”
เอา เอา!
“เ้าตัวว่างั้นแหน่ะครับ”
พูดจบคุณลุงร่างใหญ่ใจดีก็ชี้นิ้วไปที่หมูเสียบไม้ที่วางอยู่บนเตาถ่าน ปลายนิ้วชี้เรืองแสงขึ้น ก่อนจะปล่อยเปลวเพลิงออกมาจำนวนหนึ่ง เปลวเพลิงขนาดเล็กพวกนั้นย่างผิวด้านนอกของหมูปิ้งให้เริ่มเกรียม จนิักลายเป็สีดำจางในขณะที่อีกส่วนเป็สีทอง
“คนหนุ่มต้องกินเยอะๆ แบบนี้แหละถึงจะดี! ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ!”
“โฮ่ง!”
ตลาดที่คีตาแวะมาตั้งอยู่ย่านใจกลางเมืองศิลาลัยแห่งนี้ เมืองศิลาลัยตั้งอยู่เขตชายแดนระหว่างอาณาจักรไฟกัลป์กับหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว ในฐานะเมืองเล็กเขตชายแดนที่มีประชากรเพียงไม่กี่หมื่นคน ตลาดแห่งนี้ที่มีร้านค้านับสิบร้านถือเป็ศูนย์รวมฝูงชนที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ร้านค้าต่าง ๆ ถูกสร้างด้วยเพิงจำนวนมากเรียงตัดกันเป็ผืน ร้านรวงมากมายต่างขายของริมทาง กลิ่นหอมๆ ของบรรดาขนมที่ทำจากกะทิ กลิ่นผลไม้เชื่อมหวานอมเปรี้ยว กลิ่นหมูและไก่ย่างลอยหอมตลบอบอวลทั่วพื้นที่ เหล่าเ้าของร้านต่างเรียกลูกค้ากันอย่างคึกคัก
นิทานส่งยิ้มเล็กน้อย ทักทายตอบแก่บรรดาลุงๆ ป้า ๆ ที่ขายของที่ตลาดนี้มาตั้งเเต่เขายังเด็ก ๆ
“นิทาน! วันนี้ป้าทำลูกชุบมาขายด้วยนะ!”
“ไอ้นิทาน! ลูกลุงล่าหมูสามเขี้ยวมาได้ สนใจซื้อไปให้คีตามั้ย” พูดจบคุณลุงเ้าของร้านก็ทำมือเป็รูปทรงมีด มือเรืองแสงน้อย ๆ ตวัดไปมาบนเขียงอย่างรวดเร็ว ร่างของหมูสามเขี้ยวบนเขียงก็ถูกแล่อย่างเป็ระเบียบ
บรรยากาศครึกครื้นในตอนเช้าเช่นนี้เป็หนึ่งในเหตุผลที่นิทานนิยมเดินมากกว่าขึ้นเกวียนที่ลากโดยม้าแผงคอแดง เขาชอบบรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้
เมื่อถึงตึกทำการของหน่วยลาดตระเวน ตัวตึกทรงสี่เหลี่ยม หลังคาเป็กระโจม ผนังก่อด้วยอิฐ มีหน้าต่างขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วเพื่อให้ลมพัดพาความเย็นสู้กับความอบอ้าวของสภาพอากาศในฤดูฝนของอาณาจักรไฟกัลป์ ประตูขนาดใหญ่สำหรับให้เกวียนแล่นผ่านตั้งอยู่กึ่งกลางของตัวตึก ้าประดับด้วยป้ายขนาดใหญ่
สำนักงานหน่วยลาดตระเวน
สัญลักษณ์หัวราชสีห์ตัวเมีย กลางหน้าผากสลักอักษรคำว่าไฟ ั์ตาสีเพลิง อ้าปากคำรามอย่างเกรียงไกรถูกประดับไว้เหนือประตูใหญ่ด้านหน้าตึก นี่คือสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์ไฟกัลป์ เป็สัญลักษณ์เดียวกันกับที่ประดับอยู่ตรงอกข้างขวาของนิทาน
นิทานก้าวผ่านประตูพร้อมแสดงตราประจำตัวแก่เ้าพนักงานที่ยืนเฝ้าหน้าประตู เ้าพนักงานมองเล็กน้อยแล้วจึงผงกศีรษะ
“มาเช้าเสมอเลยนะ นิทาน คีตา นี่สินะเขาถึงพูดกันว่าอัจฉริยะมักจะขยันกว่าคนทั่วไปน่ะ” พนักงานหญิงวัยกลางคนกล่าวทักทายอย่างสนิทสนม
“อดีต อัจฉริยะต่างหากล่ะครับ ป้าเพ็ญ” นิทานยกมือไหว้ตอบยิ้มๆ
“อย่ามองโลกแง่ร้ายเลยนิทาน มีแค่ไม่กี่คนหรอกนะที่จะมีโอกาสบรรลุถึงระดับอริยะ” ป้าเพ็ญพูดอย่างยิ้มแย้ม
“ผมก็หวังแบบนั้นอยู่ครับ ว่าแต่วันนี้ผมแค่ต้องรายงานตัวกับเข้าประชุมอย่างเดียวใช่มั้ยครับ”
“ใช่จ้า นอกนั้นตอนบ่ายเหมือนจะมีแขกพิเศษจากเมืองหลวงมาขอพบเธอน่ะ”
“ใครเหรอครับ” นิทานเอียงคอเล็กน้อย นี่เป็ครั้งแรกที่มีแขกมาติดต่อขอพบเขาถึงเมืองชายแดนแบบนี้
“เอกสารเขียนไว้แค่ว่าตัวแทนจากตระกูลอุทุมพร น้าก็ไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่ เอาเป็ว่าเดียวนิทานเจอก็คงรู้เองแหละ”
“คนใหญ่คนโตเลยนะนั่น” ยิ่งเขาฟังเขายิ่งสงสัย
“นายได้ไปกัดใครมารึเปล่าเนี่ยคีตา” นิทานบ่นอุบก่อนชำเลืองมองคีตา
คีตาเอียงคอมอง ก่อนเห่าตอบ
“โฮ่ง?”
อะไรอะ?
“อาจจะเคยได้ยินเื่ของเธอมาบ้าง เลยอยากมาเจอก็ได้นะ” ป้าเพ็ญหยอก
“งั้นพวกเขาคงได้มาเสียเที่ยวแล้วแหละครับ” นิทานบอกปัดก่อนเดินเข้าไปในห้องทางด้านหลัง มุ่งหน้าผ่านโถงเล็ก สุดทางเดินคือบันได นิทานมุ่งหน้าสู่ชั้นสามซึ่งเป็ที่ตั้งของห้องประชุมประจำตึก
ภายในห้องไม่ได้มีการตกแต่งเป็พิเศษ มีเพียงกระดานที่แปะเอกสารไว้มากมายและโต๊ะไม้ขนาดใหญ่กลางห้อง พร้อมเก้าอี้ไม้บุผ้าอีก8ตัวล้อมรอบโต๊ะ หน้าต่างบานใหญ่มากมายเปิดรับสายลมเย็น ๆ สู้กับอากาศร้อน
ตรงหัวโต๊ะนั่งด้วยชายร่างบึกบึน หัวโล้นเลี่ยน กลางกระหม่อมมีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่สามสายไขว้ลงมาถึงหูข้างขวา ดูอยู่ในวัยกลางคน ร่างกายบึกบึน ร่างกายแผ่พลังออกมาจาง ๆ สายตาคมกล้าโชกโชนไปด้วยประสบการณ์
ชายหัวโล้นหันไปทางกระดานกำลังคุยกับผู้ชายร่างผอม เสื้อผ้าเรียบสนิท สวมชุดกระดุมกลัดทุกเม็ดถึงคอ สวมแว่นทรงสี่เหลี่ยม ดูเป็คนเ้าระเบียบ หน้าตาสะอาดสะอ้าน
“สวัสดีครับหัวหน้า พี่ภู” นิทานกล่าวทักทาย
“มาแล้วเหรอนิทาน มานั่งก่อนสิ ภูกำลังจะสรุปรายงานประจำเดือนให้ฟังเลย” ชายหัวโล้นหันมามองและพูดตอบ
หัวหน้าสิงค์ปัจจุบันอายุ 56ปี แม้อาจดูแก่กว่าวัยแต่ยังคงอยู่ในวัยกลางคน ร่างกายบึกบึน รอยแผลต่าง ๆ แสดงถึงประสบการณ์และความสามารถในฐานะหัวหน้าประจำการกองลาดตระเวน หัวหน้าสิงค์ถือเป็คนหนุ่มที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ ของเมือง
ผู้ชายท่าทางเป็ระเบียบทางด้านหน้าคือพี่ภู ปัจจุบันอายุ 36ปี เป็คนหนุ่มเ้าระเบียบที่ทำงานละเอียด ทำงานเป็เลขาของหัวหน้าสิงค์มา 15ปี ขณะนี้รับหน้าที่มือขวาของหัวหน้าสิงค์
นิทานนั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ชายใส่แว่นที่ชื่อภูพยักหน้าน้อย ๆ ให้นิทานก่อนจะเริ่มพูดต่อ
“จากรายงานของแต่ละหน่วย เดือนนี้มีเหตุปล้นชิงจากพวกโจรป่า 5ครั้ง 4ครั้งเกิดขึ้นห่างออกจากเขตเมืองเราไป 5กิโลเมตร ส่วนอีกครั้งหนึ่งห่างออกไปแค่ 2กิโลเมตรเท่านั้นครับ ถึงแม้จะไม่ได้เกิดการปล้นถี่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่การที่พวกโจรป่ากล้ามาก่ออาชญากรรมในระยะ 2กิโลเมตรจากเขตเมืองถือเป็เื่ที่เราควรใส่ใจให้มากขึ้นครับหัวหน้าสิงค์”
“2กิโลเมตรงั้นเหรอ กล้ามากเลยนะ ครั้งอื่น ๆ กำลังพลของเราไม่มากพอจะครอบคลุมพื้นที่ที่ไกลเกินกว่า 5กิโลเมตรจากเขตตัวเมือง แต่ถ้าพวกมันเหิมเกริมขนาดนั้นเราคงต้องเพิ่มระยะลาดตระเวนขึ้นหน่อยและออกคำสั่งกวาดล้างเมื่อพบเห็นแล้วละนะ” หัวหน้าสิงค์ขมวดคิ้ว
“จะออกหมายแจ้งต่อหัวหน้าของทุก ๆ หน่วยภายในวันนี้ครับ”
“ยังเป็กองโจรกลุ่มเดิมใช่มั้ยภู ที่หัวหน้ากองโจรเป็ผู้เรียนรู้ระดับ 2คำน่ะ”
“จากที่รายงาน 4ครั้งในนั้นเป็กองโจรกลุ่มเดิมครับ ส่วนอีกหนึ่งครั้งที่ก่อเหตุใกล้เมืองของเราเป็กองโจรกลุ่มใหม่ครับ” ภูพูดพลางแปะรูปเหมือนจากคำบรรยายของผู้พบเห็น
“ฝีมือของกองโจรกลุ่มนั้นเป็ยังไงบ้างภู” หัวหน้าสิงค์ขมวดคิ้วถาม
“ด้อยกว่าอยู่พอสมควรครับ เห็นว่าคนนำกลุ่มเป็แค่รู้เรียนรู้ระดับ 1คำ แต่นี่เป็การก่อเหตุครั้งแรก เราเลยยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ครับ”
“อาจเป็แค่พวกกองโจรหน้าใหม่ห้าวไม่กลัวตายก็ได้ แต่ระวังไว้ก่อนก็ดี เตือนพวกหัวหน้าหน่วยให้คอยจับตาดูกองโจรกลุ่มใหม่นี้ด้วยล่ะ”
“จะเพิ่มไปในรายงานครับ” ภูบรรจงจดลงกระดาษในมือ
“แล้วจำนวนสัตว์อสูรล่ะภู”
“สังหารสัตว์อสูรไป 46ตัว พบเห็น 50ตัว และร่องรอยอื่น ๆ อีกรวมแล้วบวกลบ 64ตัวครับ”
“พอๆ กับเมื่อเดือนก่อนสินะ งั้นยังไม่จำเป็ต้องลงกำลังไปฝั่งนี้เพิ่ม เพิ่มกำลังในการออกปราบปรามพวกโจรป่าก่อน”
“ครับ หัวหน้าสิงค์” ภูหันหน้ามามองนิทานเป็สัญญาณว่าถึงรอบของเขาแล้ว
“จากทางฝั่งผม ปริมาณสัตว์อสูรไม่เพิ่มขึ้นก็จริงครับ แต่ร่องรอยต่าง ๆ ที่คีตาพบต่างจากเดือนก่อนระดับหนึ่งครับ” นิทานเริ่มพูดขณะหันไปทางหัวหน้าสิงค์และพี่ภู
“พูดต่อเลย”
“อัตราส่วนของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากขึ้นนิดหน่อยครับหัวหน้า จากที่ปกติแล้วภายในระยะ 3กิโลเมตรจากเขตตัวเมืองจะมีสัตว์อสูรทั่วไปเป็ส่วนใหญ่และมีสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ประมาณ 3-4ตัวต่อเดือน แต่เดือนนี้มีประมาณ 5-6 ตัวครับ”
“ไม่ได้แตกต่างกันมากก็จริง แต่ก็ควรค่าต่อการสังเกตล่ะนะ บอกให้พวกหัวหน้าหน่วยลองสังเกตเื่นี้เพิ่มระหว่างลาดตระเวนด้วยล่ะภู”
“ครับหัวหน้า”
“นิทาน ระหว่างลาดตระเวนก็ระวัง ๆ เพิ่มด้วยล่ะ ปกติสัตว์อสูรมักไม่ค่อยย้ายถิ่นเท่าไหร่และถึงจะไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระวังไว้ก่อนก็เป็เื่ดีล่ะนะ ถ้าเจออยู่ตัวเดียวนายกับคีตาก็จัดการได้เลย แต่ถ้ารับมือไม่ไหวก็รีบถอยล่ะ”
“รับทราบครับ” นิทานรับคำพร้อม ๆ กับคีตาที่เห่าตอบ
การประชุมดำเนินต่อไปอีกราว ๆ ชั่วโมงกว่า ก่อนที่หัวหน้าสิงค์จะลุกขึ้นจากโต๊ะ พี่ภูเริ่มจึงเก็บเอกสารบนกระดาน
“งั้นประชุมวันนี้ก็จบแค่นี้ นิทาน วันนี้นายไม่เข้ากะลาดตระเวนใช่มั้ย”
“ไม่มีครับหัวหน้า ผมว่าจะนั่งเรียนรู้คำแห่งพลังรออยู่ที่สำนักงาน เห็นป้าเพ็ญบอกว่า่บ่ายจะมีคนใหญ่คนโตจากเมืองหลวงมาที่สำนักงาน พวกเขาระบุมาว่า้าพบผมน่ะครับ”
“คนจากตระกูลอุทุมพรสินะ ได้ยินมาบ้างแล้วล่ะ เห็นลงประกาศในสำนักงานนักผจญภัยว่า้าคนคุ้มกันสำหรับเข้าป่า”
“คนคุ้มกันเนี่ยนะครับ ตระกูลใหญ่โตขนาดนั้นจะมาหาจ้างคนคุ้มกันทำไมเนี่ย น่าจะพกมาเองจากเมืองหลวงแต่แรก ไม่เห็นต้องลำบากควานหาผู้คุ้มกันจากพวกนักผจญภัยเลย” นิทานเบะปาก
“ไม่รู้เฟ้ย พอเจอก็ถามเอาเองละกัน” หัวหน้าสิงค์โบกมือบอกปัด
ก๊อก ๆ เสียงเคาะประตูแ่เบาดังเป็จังหวะ
“เข้ามา”
สิ้นเสียง ป้าเพ็ญดันประตูเปิดเข้ามา ยกมือไหว้ทักทาย “หัวหน้าคะ คนจากตระกูลอุทุมพรมาถึงแล้วค่ะ”
“เห็นแจ้งมาว่าจะมาบ่าย ๆ ไม่ใช่รึไง นี่มันพึ่งจะสิบโมงเองนะ” หัวหน้าสิงค์หันหน้าไปมองนาฬิกาบนผนัง
“นึกว่าพวกตระกูลใหญ่จะหยิ่ง ๆ มาสาย ๆ ซะอีก พวกนี้ดันมาก่อนเวลาแทนซะด้วย” นิทานอมยิ้ม
หัวหน้าสิงค์หันมามองดุจนนิทานต้องยกมือยอมแพ้
“พาพวกเขาไปรอที่ห้องรับรองได้เลยเพ็ญ บอกว่าพวกเรากำลังไป”
“ค่ะ หัวหน้า”
“ถึงยังไงพวกนั้นก็เป็ตระกูลเ้าพระยา อย่าเสียมารยาทล่ะนิทาน” หัวหน้าสิงค์กำชับ
“เข้าใจมั้ย คีตา”
“โฮ่ง!”
อะไรอะ!
หลังจากช่วยภูเก็บเอกสาร นิทานและหัวหน้าสิงค์จึงเดินลงไปชั้นสอง ก่อนเลี้ยวไปที่ห้องสุดทางเดิน
“รอข้างนอกก่อนนะคีตา” นิทานเคาะหัวเ้าตัวใหญ่สีดำสองครั้งเป็สัญญาณให้รอ
หลังจากเคาะประตูสองครั้ง คุณเพ็ญก็เปิดประตูให้ทั้งคู่เข้าไปในห้อง ในห้องมีหน้าต่างบานใหญ่ที่เห็นวิวเมืองศิลาลัยอย่างชัดเจน มีโซฟาบุหนังขนาดใหญ่สองตัวหันหน้าเข้าหากัน ตรงกลางมีโต๊ะไม้สลักและแจกันดอกไม้วางตกแต่งอยู่
ภายในห้องประกอบด้วยชายสูงวัยผมขาวหงอกทั้งหัว ยืนอยู่หลังโซฟากลางห้อง สายตาสุขุมปรายตามองทั้งสองราวกับกำลังประเมินพวกเขาอย่างละเอียด เสื้อสีขาวล้วนปักลายดอกอุทุมพรอยู่ที่อก มือไพล่หลัง คุมเชิงตลอดเวลาเหมือนั์เฝ้าวิหาร
ด้านหน้าบนโซฟานั่งไว้ด้วยเด็กหนุ่มผมดำตาสีม่วงอ่อน หน้าตาหล่อเหลาคมคาย ผมตัดสั้นไว้เป็ทรง รอยยิ้มนุ่มนวลประดับอยู่บนใบหน้า ตราอุทุมพรปักอกเสื้อ สวมใส่ด้วยชุดเครื่องประดับหรูหราต่าง ๆ
รวยแท้ ๆ นิทานคิดในใจ
“สวัสดีครับ ผมหัวหน้าประจำการกองลาดตระเวนเมืองศิลาลัย สิงค์ครับ คนนี้หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนพิเศษ นิทานครับ” ทั้งสองยกมือไหว้อย่างมีมารยาท
ชายสูงวัยยังคงเพียงปรายตามอง ไม่ขยับเขยื้อน กลับเป็เด็กหนุ่มที่รีบลุกขึ้นมา แอบชำเลืองสายตามองนิทานเล็กน้อย ก่อนหันกลับมารับไหว้อย่างมีมารยาท
“สวัสดีเช่นกันครับ ผม อินจันทร์ อุทุมพรครับ คุณตาไกรท่านจริงจังกับการรักษาความปลอดภัยของผมเป็พิเศษ อย่าถือสาท่านเลยนะครับ” อินจันทร์พูดพลางยิ้มมองไปทางชายสูงวัยทางด้านหลัง
อินจันทร์ยิ้มผายมือเชิญให้นั่ง
“ต้องขออภัยด้วยนะครับที่มาก่อนเวลา พอดีเดินทางสะดวกราบรื่นกว่าที่คิด เลยมาถึงไวกว่ากำหนด”
“ย่อมไม่มีปัญหาครับ จากที่แจ้งมา เอกสารระบุว่า้าพบตัวนิทาน ไม่ผิดใช่มั้ยครับ”
“ครับ ผมเคยได้ยินเื่ของอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเมืองศิลาลัย วันนี้จึงหวังว่าจะได้พบและขอความช่วยเหลือสักหน่อยครับ”
หึ
ได้ยินคำว่าอัจฉริยะ ตาไกรที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พ่นลมออกจากจมูกราวกับได้ยินเื่ชวนหัวไร้สาระ
นิทานไม่ตอบโต้ ทำไม่สนใจ เพียงหันไปคุยกับอินจันทร์ต่อ
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ถ้าผมช่วยเหลือได้ก็ยินดีครับ” นิทานตอบอย่างถ่อมตัว
“ผมได้รับภารกิจจากตระกูลให้เข้ามาที่เขตชายแดนเพื่อกำจัดสัตว์อสูรทั่วไป 10ตัวและระดับผู้เรียนรู้ 3ตัวด้วยคณะที่ผมต้องจัดตั้งด้วยตนเอง ก่อนหน้านี้ผมติดประกาศจ้างวานที่สมาคมนักผจญภัยจนได้ผู้เข้าร่วมที่ผมพอใจแล้ว 4คน จึงหวังว่าคุณนิทานจะมาเข้าร่วมในตำแหน่งสุดท้ายครับ” อินจันทร์อธิบาย
“กำจัดสัตว์อสูรเหรอครับ” นิทานเลิกคิ้ว
“เป็กฎของตระกูลครับ ผู้มีสิทธิรับสืบทอดศักดิ์เ้าพระยาจะต้องเข้ารับการทดสอบ พี่ชายอีกสองคนของผมล้วนเคยได้รับและผ่านการทดสอบแล้ว ตอนนี้เป็รอบของผมครับ”
เกิดเป็คนตระกูลใหญ่เ้ายศเ้าอย่างก็ดูเหนื่อยใช่เล่นแฮะ
“คุณชายเล็กอินจันทร์เป็หนึ่งในผู้สืบทอดที่มีศักยภาพสูงสุด ฉายแววความสามารถั้แ่ยังเล็ก ด้วยสติปัญญาและรูปโฉมอันไร้ที่ติ ยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างศักยภาพที่ ยัง อยู่ ครบ ถ้วน” เสียงแหบแห้งดังออกจากชายสูงวัยข้างหลัง พลางหันมามองนิทานขณะเน้นเสียงคำว่า ยังอยู่ครบถ้วน
ไอแก่นี่..
“ขอโทษแทนคุณตาไกรด้วยนะครับ ผมไม่ได้ยอดเยี่ยมขนาดนั้นหรอกครับ” อินจันทร์ยิ้มแห้ง
“คุณชายเล็กปีนี้อายุ18ปี กลับสามารถรับรู้ได้ถึงคำแห่งพลังคำแรกลาง ๆ แล้ว ย่อมสามารถค้นพบคำแรกได้ภายในปีนี้ ขณะที่คนส่วนใหญ่หากค้นพบคำแรกเมื่ออายุ 20ปีได้ก็ถือเป็อัจฉริยะแล้ว ดังนั้นคุณชายเล็กย่อมเหนือกว่าพวกแรกเกิดทั่วไปอย่างไม่อาจเทียบ” ตาไกรกล่าวเสริมขณะที่อินจันทร์ส่ายหน้าถอนใจ
“มีสิทธิสูงที่จะค้นพบคำแห่งพลังคำแรกด้วยวัยเพียง 18ปี คู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะจริง ๆ” หัวหน้าสิงค์ถอนหายใจชื่นชม
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับคุณอินจันทร์ ว่าแต่ผมขอบังอาจถามบางอย่างได้มั้ยครับ” นิทานพูด
“ตามสบายครับ จริง ๆ เรียนผมว่าน้องอินทร์ก็ได้ครับ”
“เอ่อ.. ครับ น้องอินทร์.. ผมเข้าใจเื่ภารกิจของตระกูล แต่ที่ผมสงสัยคือ ผมจำเป็ในภารกิจนี้ด้วยเหรอครับ ด้วยความเคารพนะครับ ถึงแม้สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้จะอันตรายระดับหนึ่ง แต่ด้วยความสามารถของผู้เข้าร่วม4คน”
นิทานปรายตามองไปที่ชายสูงวัย
“กับยอดฝีมือท่านนี้ สมควรเพียงพอนะครับ”
“คุณตาไกรมีหน้าที่คุ้มกันผมเท่านั้นครับ นอกจากจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงชีวิต คุณตาไกรจะไม่ลงมือเด็ดขาด เ้าพระยาอุทุมพรกล่าวว่า การทดสอบความสามารถในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาเป็สิ่งสำคัญสำหรับอนาคตในภายภาคหน้า หากคุณตาไกรท่านลงมือ นี่ก็คงไม่ใช่การทดสอบกันพอดีสิครับ” อินจันทร์อธิบาย
“มีวิสัยทัศน์สมเป็เ้าพระยาอุทุมพรจริง ๆ ครับ” นิทานพยักหน้าเห็นด้วย
“ผมได้ยินเื่ความสามารถในการตรวจสอบ ตามรอย และตามหาสัตว์อสูรของพี่นิทานมาจากคนแถวนี้มากมายเลยครับ เลยอยากให้พี่นิทานมารับหน้าที่สำรวจตรวจตราให้กับคณะปราบปรามของผม แถมพี่นิทานยังชำนาญพื้นที่ป่าด้วย กำไรเห็น ๆ” อินจันทร์ยิ้ม
“แน่นอนว่าผมจะจ่ายให้อย่างงามในราคาที่พี่นิทานพอใจครับ”
พี่นิทานเนี่ยนะ นิทานหางตากระตุกเบา ๆ แต่สำหรับเขาแล้ว ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เื่ยากอะไรสักนิด จะหาเงินติดตัวเพิ่มก็ไม่เสียหาย
หลังจากตกลงเื่ค่าตกลงสักครู่จนได้ตัวเลขที่นิทานพอใจเขาจึงตกลงเข้าร่วมคณะปราบปรามในที่สุด
“ถ้างั้นผมคงไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธแล้วล่ะครับ” นิทานตอบตกลงในที่สุด
“ขอบคุณมากครับ! รบกวนไปเจอกันอีกครั้งหน้าประตูเมืองตอน 8โมงพรุ่งนี้ด้วยนะครับ ผมจะได้แนะนำผู้ร่วมคณะท่านอื่นให้รู้จักกัน” อินจันทร์พูดตอบอย่างกระตือรือร้น
หลังจากตกลงนัดหมายเรียบร้อย อินจันทร์ก็ขอตัวไปเตรียมตัวด้านอื่น บอกลาหัวหน้าสิงค์และนิทานอย่างมีมารยาท ก่อนแยกย้ายออกจากห้องไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หน้าตึกทำการ ในจุดที่ห่างออกไป
“คุณชายเล็กครับ ไอ้เด็กคนเมื่อกี้เรียกค่าตอบแทนค่อนข้างสูงเลยนะครับ ถึงจะไม่ใช่ธุระของบ่าวที่จะออกปากขัดแย้งการตัดสินใจของคุณชายเล็ก แต่บ่าวขอให้คุณชายเล็กทบทวนการตัดสินใจด้วยครับ”
“ทำไมคุณตาไกรถึงดูไม่ชอบพี่นิทานขนาดนั้นล่ะครับ จากแหล่งข่าวของเรา เขาเป็อัจฉริยะอันดับ 1ของเมืองนี้เลยนะครับ”
“อัจฉริยะอันดับ 1ของเมืองเล็ก ๆ เขตชายแดนเช่นนี้ย่อมไม่คู่ควรแม้แต่จะเอาไปเทียบกับนักเรียนหอสมุดสาขาเมืองหลวงครับ” ชายสูงวัยขมวดคิ้วกล่าว
"จากที่ผมสืบทราบมา แม้จะพอมีพร์อยู่บ้าง แต่พร์ของไอ้เด็กนั่นย่อมไม่มีค่าอะไรแล้ว เมื่อมันโง่ทำพิธีสลักคำั้แ่อายุ 20ปีเพื่อช่วยหมาโง่ ๆ ตัวหนึ่ง ไร้คนหนุนหลังแบบนี้ ไม่ต้องทูตถึงการทำพิธีสลักคำครั้งที่ 2 จะค้นพบคำแห่งพลังหลังน้ำแห้งเหือดได้หรือไม่ก็ยังเป็ที่สงสัยครับ"
“เดียวเราก็ได้เห็นในวันพรุ่งนี้เองครับว่าพี่นิทานจะมีความสามารถจริง ๆ หรือเป็อย่างที่ตาไกรพูด” อินจันทร์ตอบ
“ตามแต่คุณชายเล็กเห็นสมควรครับ”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยามดึก นิทานทำความสะอาดร่างกาย ใส่ถุงเท้าให้คีตาเพื่อกันหนาว ก่อนโดดขึ้นที่นอน กอดขนนุ่ม ๆ ของคีตา เวลาผ่านไปไม่นาน เสียงหายใจเป็จังหวะแ่เบาดังขึ้นเป็สัญญาณบอกว่านิทานได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสมบูรณ์
เวลาผ่านไปไม่รู้เท่าใด นิทานค่อย ๆ รู้สึกตัวเพราะมีเสียงอันคุ้นเคยแว่วมาในโสตประสาทของเขา เสียงที่เขาคิดถึงในทุกๆ วัน
“ที่รักคะ! ที่รัก! นิทานพบคำแห่งพลังคำแรกแล้วค่ะ!”
“แต่เขา 8ขวบเองนะ!”
ชายวัยกลางคนหน้าตาคมเข้มกับผู้หญิงวัยกลางคนผมดกดำกำลังคุยกันอย่างกระตือรือร้น ในอ้อมกอดมีเด็กตัวเล็กคนหนึ่งอยู่
ชายวัยกลางคนมีตาสีน้ำเงินเข้มเหมือนสุดปลายเขตที่แสงจะส่องถึงของห้วงสมุทร ผมเป็สีน้ำตาล ส่วนผู้หญิงวัยกลางคนข้างๆ มีดวงหน้าอ่อนหวาน จมูกและปากที่ถึงแม้จะไม่โดดเด่นแต่ก็ชวนมองไม่เบื่อและผมดกดำเช่นเดียวกับนิทาน
ทั้งสองกำลังกอดเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ร่างกายจางลงราวกับจะหายตัวไปได้ทุกเมื่อ ทั้งสามยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
ฝันร้ายนี่อีกแล้ว…