แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสีส้มละมุนทาบทับลงบนเปลือกตาของผมผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงระยับที่ยาวจรดพื้น ผมขยับเปลือกตาเบาๆ ด้วยความงัวเงีย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริงที่ไม่ว่าจะตื่นขึ้นมากี่ครั้งก็ยังทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้เสมอ แสงแดดอุ่นๆ จากดวงอาทิตย์ที่เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ของเพนต์เฮาส์สุดหรูหราแห่งนี้ มันช่างดูสวยงามตระการตาและให้ความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างน่าประหลาด
เตียงนอนขนาดคิงไซส์แสนนุ่มกว้างขวางจนแทบจะสามารถกลิ้งได้สามตลบโดยไม่ชนขอบเตียงยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศระดับพรีเมียมผสมผสานกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่ข้างกายผม ที่นี่ไม่ใช่ห้องพักรูหนูราคาประหยัดของผมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางเมืองหลวงที่ตกแต่งอย่างประณีตด้วยโทนสีเทาดำและน้ำเงินเข้มตามรสนิยมของท่านประธานแห่ง T-Group... หรือที่ตอนนี้ผมเรียกเขาเต็มปากเต็มคำว่า 'พี่ธีร์' แฟนหนุ่มสุดที่รักของผมเอง
ผมขยับตัวตะแคงข้างอย่างระมัดระวังเป็นที่สุดเพื่อไม่ให้คนตัวโตที่ใช้แขนแกร่งโอบเอวผมไว้ตลอดทั้งคืนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา แขนของพี่ธีร์พาดอยู่บนช่วงเอวของผมอย่างหลวมๆ แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกมั่นคงราวกับต้องการประกาศอาณาเขตว่ากระต่ายตัวนี้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว สายตาของผมค่อยๆ กวาดมองไปรอบๆ ห้องที่เริ่มมีเศษเสี้ยวชีวิตส่วนตัวของผมเข้าไปปะปนอยู่อย่างกลมกลืนกับเฟอร์นิเจอร์แบรนด์เนมหรูหราของเขา
มันเป็นภาพที่น่ารักปนตลกดีเหมือนกันนะเมื่อมองดูดีๆ ด้านข้างโคมไฟตั้งโต๊ะสไตล์โมเดิร์นสีดำด้านราคาแพงระยับของเขา มีสมุดสเกตช์ภาพลายการ์ตูนสีชมพูพาสเทลกับสีฟ้าอ่อนของผมวางพาดอยู่ ถัดไปที่เก้าอี้พักผ่อนตัวหรูหราที่ทำจากหนังแท้สีดำสนิท มีตุ๊กตากระต่ายขนนุ่มสีครีมตัวโปรดของผมเอนกายพิงพนักอย่างสง่างามราวกับเป็นเจ้าของห้องอีกคน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้านึกไปถึงในห้องน้ำชั้นใน... แก้วเซรามิกเนื้อดีสำหรับปักแปรงสีฟันที่เมื่อก่อนเคยมีเพียงแปรงสีเข้มเนี้ยบด้ามเดียวของคนรักระเบียบ ตอนนี้กลับมีแปรงสีฟันด้ามเล็กสีชมพูอ่อนลายกระต่ายหูตั้งวางเคียงคู่อยู่ในแก้วเดียวกันเรียบร้อยแล้ว ของพวกนี้สื่อถึงชีวิตของเราสองคนที่ก้าวเข้ามาหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบในบ้านหลังใหม่แห่งนี้
ชีวิตของเด็กฝึกงานและพนักงานใหม่สุดแสนซุ่มซ่ามคนหนึ่งที่เคยวิ่งหนี 'บอสจอมมาร' หัวซุกหัวซุนในที่ทำงาน ใครจะไปคิดล่ะว่าสุดท้ายแล้วจะต้องมาย้ายสำมะโนครัวมานอนเตียงเดียวกับเขาแบบนี้
ผมนึกย้อนไปถึงความรักที่เริ่มต้นขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ จากเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณสามเดือนก่อนที่ผมเคยช่วยผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งท่ามกลางสายฝนกระหน่ำในซอยเปลี่ยวชื้นแฉะ ตอนนั้นเขาดูน่าสงสารมาก มีอาการโรคกระเพาะกำเริบกะทันหันจนตัวงอ ผมลุกขึ้นไปช่วยพยุง พาไปนั่งหลบฝนใต้ชายคาร้านสะดวกซื้อ วิ่งไปซื้อยาแก้โรคกระเพาะและน้ำดื่มอุ่นๆ มาให้เขาด้วยความห่วงใย โดยหารู้ไม่ว่าผู้ชายท่าทางหมดสภาพในวันนั้นคือประธานบริหารสูงสุดของบริษัทที่ผมไปสมัครฝึกงานในเวลาต่อมา พี่ธีร์ผู้เก็บความลับนั้นไว้ในใจแอบดึงใบสมัครของผมผ่านแผนก HR ทันทีโดยไม่ต้องผ่านรอบสัมภาษณ์ปกติ และคอยดูแลประคบประหงมผมด้วย 'มาตรฐานสองสไตล์' ชนิดที่คนอื่นโดนดุด่ายับเยินเวลาทำงานพลาด แต่ผมกลับโดนดึงเข้าห้องทำงานส่วนตัวเพื่อมาติวเข้มและสอนงานให้อย่างอ่อนโยนและใจดีเป็นชั่วโมงๆ โดยมีขนมนมเนยเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ
จนกระทั่งความลับเปิดเผยและพวกเราตกลงคบกันเป็นแฟนอย่างเป็นทางการ พี่ธีร์คนขรึมนิ่งเกลียดการสุงสิงกับคนอื่นก็กลายร่างเป็นหมาโกลเด้นยักษ์คลั่งรักที่คอยนัวเนียผมทุกเช้าสายบ่ายเย็นแบบนี้ไงล่ะครับ!
ผมลอบมองใบหน้ายามหลับใหลของพี่ธีร์อย่างพินิจพิเคราะห์ ยามที่ไม่มีสูทสามชิ้นสั่งตัดเนี้ยบสีทึบคอยเสริมบารมี ยามที่ไม่มีแว่นตาดีไซน์เฉียบคมพาดอยู่บนสันจมูกโด่งคมคาย และยามที่เส้นผมสีดำสนิทล้อมกรอบใบหน้าหล่อเหลานั้นตกลงมาปรกหน้าผากอย่างไม่เป็นระเบียบ... พี่ธีร์ดูเด็กและอ่อนโยนลงไปมาก แตกต่างจากมาดขรึมนิ่งชวนสะท้านขวัญที่พนักงานในออฟฟิศขยาดกันอย่างสิ้นเชิง ผิวหน้าของเขาเนียนละเอียดจนน่าอิจฉา แพขนตายาวทอดตัวลงปิดดวงตาดุคู่ที่เคยใช้จ้องมองเพื่อกดดันผู้ใต้บังคับบัญชา แต่เวลาจ้องมองผม... มันกลับหวานเชื่อมจนหัวใจผมแทบละลายทุกครั้ง
"หลับปุ๋ยเชียว..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบางเบาแต้มแตะบนริมฝีปากอย่างห้ามไม่อยู่
ผมอดไม่ได้ที่จะยื่นปลายนิ้วไปเขี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มสากของเขาเบาๆ ความอุ่นจากผิวแก้มทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก นิ้วของผมเลื่อนลงไปลากผ่านสันจมูกโด่งลงมาจนถึงริมฝีปากหยักลึกที่มักจะมอบจูบอันแสนวาบหวามให้ผมเสมอ ผมขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นมินต์อ่อนๆ จากลมหายใจของเขา ก่อนจะแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากกว้างของเขาแผ่วเบาหนึ่งทีแทนคำบอกรักในตอนเช้า
จุ๊บ...
"อรุณสวัสดิ์ครับพี่ธีร์"
ผมกระซิบเสียงแผ่ว พลางค่อยๆ ยกแขนแกร่งที่พาดเอวผมไว้ออกอย่างเบามือที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่ส่งเสียงดังแม้แต่เสียงลมหายใจ จากนั้นก็ค่อยๆ คลานลงจากเตียงราวกับหัวขโมยตัวน้อยที่กำลังจะไปปฏิบัติการลับ
ภารกิจยามเช้าของผม ในวันนี้คือการลงครัวไปทำอาหารเช้าแสนอร่อยเพื่อเซอร์ไพรส์แฟนหนุ่มหมาใหญ่ผู้น่ารักนั่นเอง!
ผมรีบวิ่งดุ๊กดิ๊กด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดเข้าไปในห้องครัวหรูหรากว้างขวางที่มีอุปกรณ์ทำครัวครบครันยิ่งกว่าร้านอาหารหรูๆ เคาน์เตอร์ครัวทำจากหินอ่อนสีขาวขัดเงาวับสะท้อนแสงไฟ อุปกรณ์ทำอาหารทุกชิ้นจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมคว้าผ้ากันเปื้อนลายการ์ตูนกระต่ายสีชมพูอ่อนหวานแหววมาสวมทับชุดนอนลายทางตัวโคร่งของตัวเอง ผูกเชือกด้านหลังอย่างทุลักทุเลนิดหน่อยตามประสากระต่ายจอมซุ่มซ่ามที่ยังไม่ได้ตื่นเต็มตาดีนัก
"วันนี้ทำเมนูอะไรดีนะ..."
ผมเปิดตู้เย็นหลังใหญ่พิจารณาวัตถุดิบที่มีอยู่ภายใน
"อืม... ออมเล็ตชีสร้อนๆ ดีกว่า กับชงโกโก้ร้อนเข้มข้นสูตรโปรดของพี่ธีร์ แล้วก็อาจจะมีขนมปังปิ้งเนยหอมๆ สักหน่อย น่าจะเพียงพอสำหรับเช้าที่แสนสดใสแบบนี้"
เมื่อตกลงใจเลือกเมนูได้เรียบร้อย ผมก็เริ่มลงมือทันที ผมหยิบไข่ไก่สดสามฟองออกมาวางบนเคาน์เตอร์หินอ่อนขัดเงา หยิบชีสเชดดาร์และมอสซาเรลลาขูดฝอย มะเขือเทศหั่นเต๋า พริกหวานสามสีสีแดง เหลือง เขียว และแฮมรสดีออกเตรียมไว้พร้อมสรรพ
ทว่า ความซุ่มซ่ามอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพู่กันก็ทำงานทันทีตั้งแต่เริ่มต้นทำครัว!
ในขณะที่ผมกำลังเอื้อมมือไปคว้าถ้วยเซรามิกใบเล็กเพื่อเอามาตอกไข่ ข้อศอกของผมก็ดันไปปัดโดนไข่ไก่ฟองหนึ่งบนเคาน์เตอร์เข้าอย่างจังจนมันเริ่มกลิ้งหลุนๆ ไปทางขอบเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว
"เฮ้ย! ไข่ไก่"
ผมเบิกตาโพลงอ้าปากค้าง รีบกระโดดโหยงเหยงพยายามจะตะครุบไข่ไก่ฟองนั้นที่กำลังจะกลิ้งตกขอบโต๊ะลงสู่พื้นดินอย่างไร้ความปรานี สมองของผมจินตนาการไปถึงภาพไข่ดิบแตกกระจายเต็มพื้นครัวและเสียงถอนหายใจของบอสจอมเนี้ยบเรียบร้อยแล้ว
หมับ!
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนตัวโยนเมื่ออุ้งมือของตัวเองรองรับไข่ไก่ฟองนั้นไว้ได้ทันท่วงทีก่อนที่มันจะตกลงไปแตกเละเทะบนพื้นครัวหรูหราเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น หัวใจผมเต้นรัวตุบๆ ราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ
"เกือบไปแล้ว... เกือบโดนพี่ธีร์แซวแต่เช้าแล้วพู่กันเอ๊ย ซุ่มซ่ามจริงๆ เลยเรา"
ผมส่ายหัวเรียกสติให้ตัวเองรวบรวมสมาธิอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตอกไข่ลงในชามแก้วอย่างประณีตบรรจง ใช้ส้อมตีไข่จนเนียนละมุนตามด้วยการปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำป่นเล็กน้อย กลิ่นของเนยแท้ที่ผมตักใส่ลงในกระทะเทฟลอนเริ่มส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวกว้างเมื่อมันได้รับความร้อนจากเตาแม่เหล็กไฟฟ้า
ในจังหวะที่ผมกำลังยกชามไข่เตรียมจะเทลงในกระทะที่ร้อนได้ที่และเนยเริ่มส่งกลิ่นหอมกรุ่นนั่นเอง...
หมับ!
"อ๊ะ! พี่ธีร์"
ผมสะดุ้งตัวโยนจนเกือบทำชามไข่หลุดมือ ดีที่คนมาใหม่ที่เดินย่องเข้ามาอย่างเงียบเชียบเอื้อมมือหนามาช่วยประคองชามไข่ไว้ได้ทันท่วงที ขณะเดียวกันวงแขนแกร่งอีกข้างก็สอดประสานเข้ามาโอบกอดรัดรอบเอวคอดของผมจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วและแน่นหนาจนแผ่นหลังของผมแนบชิดไปกับแผงอกกว้างอันอบอุ่นและเปลือยเปล่าของเขา
ใช่ครับ... พี่ธีร์ในตอนนี้ไม่ได้สวมเสื้อนอน มีเพียงกางเกงขาสั้นผ้าฝ้ายตัวเดียว เผยให้เห็นแผงอกแกร่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อสวยงามตามประสาคนออกกำลังกายเป็นประจำ และหน้าท้องซิกแพ็กเรียงตัวสวยที่ทำเอาผมหน้าอุ่นวาบและใจสั่นระรัวทุกครั้งที่ได้สัมผัสหรือสบตาใกล้ชิดขนาดนี้
"ทำอะไรอยู่ครับ หืม? กลิ่นเนยหอมฟุ้งเชียว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยตามประสาคนเพิ่งตื่นนอนกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหูของผม ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนผมขนลุกซู่ไปทั้งตัวจนต้องย่นคอหนี
นอกจากจะไม่ยอมปล่อยมือแล้ว ใบหน้าหล่อเหลายังซบลงมาบนลาดไหล่ของผม คางสากที่มีไรหนวดจางๆ คลอเคลียถูไถไปกับผิวแก้มและซอกคอของผมเบาๆ ราวกับลูกหมาโกลเด้นตัวยักษ์ที่กำลังออดอ้อนและแสดงความเป็นเจ้าของไม่มีผิดเพี้ยน กลิ่นสบู่เด็กอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นกายอบอุ่นของเขาช่างเย้ายวนใจจนผมเกือบจะลืมเมนูอาหารเช้าในมือไปเสียสนิท
"พ...พี่ธีร์ ปล่อยพู่ก่อนครับ พู่กำลังจะเทไข่ลงกระทะนะ เดี๋ยวเนยก็ไหม้คาเตาหมดหรอก"
ผมพยายามเบี่ยงตัวหลบสัมผัสชวนสยิวและจั๊กจี้แต่ก็ทำได้ยากเหลือเกินเมื่อโดนคนตัวโตกว่าล็อกตัวไว้ด้วยวงแขนทรงพลัง
"ไม่เอา... ขอกอดก่อน ง่วงจังเลยครับพู่กัน"
พี่ธีร์งึมงำในลำคอ ซุกใบหน้าลงกับลาดไหล่ของผมลึกขึ้นกว่าเดิม แขนแกร่งรัดกุมรอบเอวผมแน่นขึ้นจนแทบไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน
"ตื่นมาแล้วไม่เจอพู่กันนอนอยู่ข้างๆ พี่นอนไม่หลับเลยรู้ไหม เตียงมันกว้างเกินไปเวลาไม่มีพู่อยู่ข้างๆ"
ดูคำพูดคำจาหวานเลี่ยนนั่นเข้าสิครับ มาดประธานผู้เย็นชาและไร้ความรู้สึกคนนั้นหายไปไหนหมดแล้วนะ ทำไมถึงเหลือแต่หมาใหญ่ขี้อ้อนตัวนี้ได้ล่ะเนี่ย!
"พี่ธีร์อย่ามาเนียนเลยครับ ง่วงก็นอนต่อสิครับลงมาทำไม พู่เพิ่งตื่นมาทำอาหารเช้าให้พี่ธีร์ทานไงครับ"
ผมว่าพลางใช้ส้อมคนไข่ในชามแก้เขินเพื่อกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่เต้นรัว
"นี่ปล่อยก่อนเร็ว พู่ต้องใช้สมาธินะครับ ถ้าทำออมเล็ตไหม้ พี่ธีร์ต้องรับผิดชอบกินให้หมดเลยนะ"
"กินสิ... ฝีมือพู่กัน ไหม้แค่ไหนพี่ก็กินหมดแหละครับ จะไหม้เป็นถ่านพี่ก็กิน"
เขาหัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มสั่นอยู่ในอกที่แนบสนิทกับหลังของผม แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยอมผ่อนแรงแขนลงเล็กน้อยเพื่อให้ผมหมุนตัวจัดการเทไข่ลงกระทะได้สะดวกขึ้น แต่ก็ยังดึงดันโอบรอบเอวผมไม่ยอมปล่อยไปไหนอยู่ดี
ผมส่ายหัวอย่างอ่อนใจแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกระยิบระยับปลาบปลื้มในอก ผมค่อยๆ เทไข่สีเหลืองทองลงบนกระทะร้อนที่มีเนยละลายชุ่มฉ่ำ เสียงซู่ซ่าของไข่ที่สัมผัสความร้อนดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมฟุ้งสะกดใจ ผมรีบคว้าไม้พายซิลิโคนมาตะล่อมไข่ด้านข้างเข้าหาตรงกลางอย่างเบามือ จากนั้นก็โรยชีสเชดดาร์และมอสซาเรลลาขูดฝอยลงไปตรงกลางอย่างพูนๆ ตามความชอบของคนตัวโตข้างหลัง
"พี่ธีร์ ช่วยหยิบมะเขือเทศกับพริกหวานมาใส่ให้พู่หน่อยสิครับ"
ผมหันไปสั่งผู้ช่วยกิตติมศักดิ์ที่ยังคงยืนซ้อนหลังกอดเอวผมไม่ยอมห่าง
"ได้ครับหัวหน้าเชฟตัวน้อย"
พี่ธีร์เอ่ยล้อเลียน ยื่นมือเรียวยาวข้ามไหล่ผมไปหยิบถ้วยมะเขือเทศหั่นเต๋ามาส่งให้ผม แต่แทนที่จะส่งให้ดีๆ เขากลับใช้ส้อมจิ้มมะเขือเทศชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งมาจ่อที่ริมฝีปากของผม
"ชิมดูหน่อยไหมครับว่าหวานหรือเปล่า? หรือจะชิมแก้มพี่ก่อนดี?"
ผมมองค้อนเขาตาเขียวปัดทันที
"พี่ธีร์! มะเขือเทศดิบนะ พู่จะเอาไปใส่ในออมเล็ต แล้วก็หน้ายังไม่ได้ล้างเลย จะมาชมทมาชิมแก้มอะไรกัน!"
"ฮ่าๆ พี่ล้อเล่นครับ"
พี่ธีร์หัวเราะชอบใจจนดวงตาคมหยีลง ดูมีความสุขกับการได้แกล้งหยอกเย้าผมแต่เช้า เขาโรยมะเขือเทศและพริกหวานลงในไข่อย่างรู้ใจ ก่อนจะช่วยหยิบแฮมหั่นเต๋าโรยตามลงไปอย่างสวยงามและเป็นระเบียบเนี้ยบกริบตามนิสัยรักความสมบูรณ์แบบของเขา
ในระหว่างที่ผมกำลังตั้งอกตั้งใจพับครึ่งออมเล็ตให้เป็นทรงรักบี้อย่างที่เคยฝึกฝนมาจากคลิปวิดีโอสอนทำอาหาร พี่ธีร์ก็เริ่มหันไปสนใจกล่องแป้งแพนเค้กสำเร็จรูปที่วางอยู่ด้านข้างเคาน์เตอร์ครัว
"พู่กัน อยากกินแพนเค้กด้วยไหม เดี๋ยวพี่ผสมแป้งให้เอง"
พี่ธีร์เสนอตัวอย่างมีน้ำใจและดูจริงจังมาก
"เอาสิครับ แต่พี่ธีร์ทำเป็นแน่นะ? ปกติพู่เห็นพี่ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังเกือบทำน้ำล้นจนครัวเกือบไหม้เลยนะ" ผมเอ่ยแซวอย่างขบขัน นึกไปถึงวีรกรรมแรกๆ ที่พี่ธีร์พยายามจะโชว์ปลายจวักเพื่อเอาใจผม ผลลัพธ์คือควันโขมงเต็มนอกครัวจนสปริงเกลอร์ดับเพลิงตรวจจับควันเกือบทำงานเดือดร้อนนิติบุคคลคอนโดไปหมด
"ดูถูกพี่เกินไปแล้วครับพู่กัน คราวนี้พี่แอบเปิดดูยูทูบมาอย่างดีแล้วนะ รับรองอร่อยเหาะ"
พี่ธีร์ขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ยแง่งอนแบบที่หาดูได้ยากยิ่งนอกจากเวลาอยู่กับผมสองคน เขาปล่อยมือจากเอวของผมแล้วขยับไปหยิบชามแก้วผสมแป้ง เทผงแป้งแพนเค้กลงไป ทว่า... ด้วยความที่เขายังไม่คุ้นชินกับการกะน้ำหนักมือในห้องครัว แรงเทที่แรงเกินไปบวกกับจังหวะกระชากทำให้ผงแป้งละเอียดสีขาวฟุ้งกระจายขึ้นมาเป็นละอองหมอกทันที!
ฟิ้ววว! แค่กๆ!
"พี่ธีร์ แป้งฟุ้งหมดแล้ว!"
ผมร้องลั่น พลางหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นผงแป้งแพนเค้กสีขาวลอยละล่องไปติดอยู่บนปลายจมูกโด่งและแก้มสากของท่านประธานผู้ยิ่งใหญ่ แถมผงแป้งบางส่วนยังปลิวข้ามมาเกาะอยู่บนแก้มซ้ายของผมจนขาวโพลนเป็นปื้นใหญ่
"ขอโทษครับๆ พี่ไม่ได้ตั้งใจเทแรงขนาดนั้น"
พี่ธีร์หันมามองผมแล้วเบิกตากว้างลนลานเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และดวงตาแพรวพราวจะค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาเมื่อเห็นสภาพแก้มเลอะแป้งของผม
"แต่... แป้งมันเกาะแก้มพู่กันเต็มเลยนะเนี่ย ขาวเหมือนกระต่ายชุบแป้งทอดเลย"
"ก็เพราะใครล่ะครับทำฟุ้ง หันหน้ามานี่เลยเดี๋ยวพู่เช็ดแป้งที่จมูกให้..."
พูดยังไม่ทันขาดคำ ใบหน้าคมคายของพี่ธีร์ก็ขยับพุ่งเข้ามาใกล้กะทันหัน ความอบอุ่นชวนใจสั่นแผ่ซ่านเข้ามาเยือนจนลมหายใจสะดุด ริมฝีปากหยักลึกอันแสนคุ้นเคยกดจูบลงบนแก้มเนียนนุ่มของผมที่เลอะแป้งสีขาวเบาๆ ปลายลิ้นร้อนชื้นแถมยังแตะชิมคราบแป้งบนแก้มของผมเนียนๆ ก่อนจะถอนริมฝีปากออกแล้วเบี่ยงไปกดจูบซ้ำๆ เน้นๆ ลงไปที่แก้มอีกข้างที่ยังสะอาดอยู่จนเกิดเสียงดังจุ๊บกระจายทั่วครัว
ฟอด! ฟอด!
"อืม... หวานดีเหมือนกันนะ แป้งร้านนี้อร่อยเป็นพิเศษเพราะเปื้อนแก้มพู่กันแน่ๆ เลย"
พี่ธีร์พึมพำชิดผิวแก้มของผม แววตาคมทอดมองผมอย่างคลั่งรักและแฝงความขี้แกล้งเต็มประดา
"พี่ธีร์! นี่มันแป้งดิบนะ กินเข้าไปได้ยังไง แล้วใครเขาให้เช็ดแก้มเลอะแป้งด้วยปากกันแบบนี้เล่า"
ผมร้องโวยวายด้วยความเขินอาย ใบหน้าร้อนผ่าวจนกลายเป็นสีแดงจัดเหมือนมะเขือเทศสุกตัดกับผงแป้งสีขาวบนแก้มอย่างเห็นได้ชัด ผมยกกำปั้นน้อยๆ ขึ้นทุบอกแกร่งเปลือยเปล่าของเขาเบาๆ แก้เขิน แต่คนตัวโตกลับหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี รวบจับข้อมือทั้งสองข้างของผมไว้ด้วยมือเดียวแล้วก้มลงมากดจูบที่ปลายจมูกของผมอีกหนึ่งทีเป็นการปิดท้ายอย่างแสนรัก
"ก็พี่อยากจูบแฟนนี่ครับ มีกฎข้อไหนของบริษัทระบุไว้เหรอว่าห้ามจูบแฟนตอนหน้าเลอะแป้ง?"
"พี่ธีร์บ้า พูดอะไรก็ไม่รู้ ใครแฟนพี่กัน... อ๊ะ ก็เป็นแฟนนั่นแหละ แต่ห้ามทำประเจิดประเจ้อแบบนี้ในครัวสิ!"
ผมมุดหน้าหนีลงกับอกแกร่งซุกไซ้ซ่อนความเขินอายขั้นสุด หัวใจเต้นรัวแรงจนกลัวว่าเขาจะได้ยินเสียงเต้นโครมคราม
สุดท้ายแล้ว อาหารเช้ามื้อนั้นก็เสร็จสิ้นลงท่ามกลางความอลเวงปนเสียงหัวใจเต้นโครมคราม ออมเล็ตชีสสีเหลืองทองเยิ้มๆ รสชาติกลมกล่อม ขนมปังปิ้งทาเนยหอมกรุ่น และแพนเค้กแผ่นกลมบิดๆ เบี้ยวๆ ฝีมือพี่ธีร์ (ที่เขาภูมิใจนำเสนอมากแม้ขอบๆ จะแอบไหม้เกรียมไปนิดหน่อยก็ตาม) ถูกวางเคียงข้างกับถ้วยโกโก้ร้อนเข้มข้นของพี่ธีร์และน้ำส้มคั้นสดของผม
เรานั่งทานอาหารเช้าด้วยกันที่โต๊ะอาหารยาวหรูหราสำหรับแปดที่นั่งที่ตอนนี้ใช้เพียงแค่สองที่นั่งมุมโต๊ะ พี่ธีร์คอยใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยคราบเนยและชีสที่มุมปากให้ผมอย่างใส่ใจและอ่อนโยนที่สุด ส่วนผมก็คอยป้อนออมเล็ตชีสชิ้นโตๆ เข้าปากเขาพร้อมกับหัวเราะหยอกเย้าขบขันกันไปมา เป็นเช้าวันใหม่ในเพนต์เฮาส์ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกันที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความสุขความฟินจิกหมอนอย่างแท้จริง
.
.
เวลาสายของวันเดียวกันนั้น แสงแดดสาดส่องแรงขึ้นตามเข็มนาฬิกาที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าแสดงเวลาใกล้เข้างาน
พวกเราเดินทางไปทำงานที่ตึก T-Group ร่วมกันด้วยรถยนต์ Aston Martin คันหรูหราสีดำขลับแวววับที่เป็นพาหนะคู่ใจของประธานใหญ่ ปกติแล้วเวลาเดินทางไปทำงาน ในอดีต พี่ธีร์มักจะสวมวิญญาณท่านประธานจอมโหดนั่งนิ่งเงียบขรึมดูเอกสารหรือคุยโทรศัพท์เรื่องงานธุรกิจพันล้านตลอดเวลา บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนผมเกร็งไปหมด แต่ทว่าในวันนี้... ตั้งแต่ล้อรถยนต์คันหรูเริ่มหมุนออกจากประตูเพนต์เฮาส์ มือหนาข้างซ้ายของเขาก็ไม่ได้วางไว้ใกล้พวงมาลัยหรือจับแท่นเกียร์เลยแม้แต่น้อย
เพราะมือหนาข้างนั้นขยับมากุมประสานนิ้วเข้ากับมือขวาของผมไว้อย่างแน่นหนาเหนือคอนโซลเกียร์รถนั่นเอง
"พี่ธีร์ครับ ขับรถดีๆ สิครับ มือเดียวมันอันตรายนะ รถคันตั้งแพงถ้าขูดขีดขึ้นมาพู่ไม่มีปัญญาจ่ายหรอกนะ"
ผมเอ่ยเตือนพลางอมยิ้มแก้มตุ่ย สายตาก้มมองนิ้วมือเรียวยาวของพี่ธีร์ที่สอดประสานเข้ากับนิ้วมือของผมอย่างพอดีราวกับชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ตามหากันจนเจอ
"อันตรายตรงไหนครับ พี่ขับรถมือเดียวคล่องจะตายไปพู่กัน"
พี่ธีร์เอ่ยหน้าตาย น้ำเสียงเรียบนิ่งขรึมแต่ดวงตาคมกลับทอดมองถนนเบื้องหน้าด้วยแววตาอ่อนโยนหวานเชื่อม ปลายนิ้วโป้งของเขาเกลี่ยหลังมือของผมไปมาแผ่วเบาสลับกับกระชับบีบเบาๆ สัมผัสอุ่นชื้นแฝงไปด้วยความรู้สึกรักและปกป้องอย่างท่วมท้นส่งผ่านเข้ามาถึงขั้วหัวใจของผมจนรู้สึกอบอุ่นไปหมด
"อีกอย่าง... การได้กุมมือพู่กันไว้แบบนี้มันช่วยให้พี่ขับรถมีสมาธิและมีพลังทำงานเพิ่มขึ้นเยอะเลยนะ ดีกว่าดื่มกาแฟตั้งหลายเท่า"
"อ้างน้ำขุ่นๆ เลยครับบอส ใครเขากุมมือแล้วขับรถดีขึ้นกันล่ะ"
ผมแกล้งประชดขำๆ แต่ก็กระชับบีบมือตอบกลับไปแน่นหนาไม่แพ้กัน ปล่อยให้ความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวานไหลผ่านไปช้าๆ ในตัวรถหรู
เมื่อรถแล่นเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ VIP ชั้นใต้ดินของตึก T-Group ความตื่นเต้นปนประหม่าของผมก็เริ่มแล่นพล่านขึ้นมาในอกทันที ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของเราจะเปิดเผยและพูดคุยกันเข้าใจแล้ว แต่การที่ต้องเดินจับมือประสานนิ้วกับท่านประธานใหญ่ก้าวเข้าตึกทำงานที่เต็มไปด้วยพนักงานนับร้อยนับพันคนก็ยังทำให้เด็กฝึกงานพนักงานใหม่อย่างผมทำตัวไม่ถูกและเกร็งจัดอยู่ดี
"ตื่นเต้นเหรอครับพู่กัน?"
พี่ธีร์ถามขึ้นขณะที่เขาดับเครื่องยนต์ หันมามองสบตากับผมที่ดูจะตัวเกร็งมือกำเนกไทแน่น
"นิดหน่อยครับ... พู่กลัวคนอื่นมองพี่ธีร์ไม่ดี กลัวพี่ๆ พนักงานเขาจะนินทากันว่าพู่ใช้เส้นสาย หรือมองพี่สองมาตรฐานอีก"
ผมสารภาพความกังวลใจออกไปตามตรง
พี่ธีร์ยิ้มบางเบาอย่างอบอุ่นใจ ยื่นมือหนามาลูบหัวผมเบาๆ จัดทรงผมให้เข้าที่อย่างเอ็นดูสุดแสน
"ไม่มีใครมองไม่ดีหรอกครับ พู่กันเป็นแฟนพี่ เป็นเจ้าของหัวใจประธานบริหารสูงสุดของ T-Group ใครจะกล้านินทาหรือขัดใจล่ะครับ หืม? อีกอย่าง... พี่สองมาตรฐานกับพู่คนเดียวมาตั้งนานแล้ว ทุกคนเขารู้กันหมดแล้วครับคนดี"
"พี่ธีร์ล่ะก็! พูดจาอะไรไม่รู้เรื่องเลย พู่ก็แค่พนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่งนะ"
ผมค้อนให้วงใหญ่แก้เขิน แต่คำพูดที่แสนจะให้เกียรติและมั่นคงของเขาก็ช่วยลดทอนความประหม่าและความกังวลในใจของผมลงไปได้จนเกือบหมดสิ้น
พี่ธีร์เปิดประตูรถลงไปก่อนตามมารยาท จากนั้นเขาก็เดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้ผมทันที เขาไม่เพียงแค่เปิดประตูรถให้เฉยๆ แต่ยื่นมือหนามาส่งให้ผมกุมเพื่อช่วยประคองตัวผมลงจากรถสปอร์ตคันหรูอย่างทะนุถนอมราวกับผมเป็นแก้วตาดวงใจแสนล้ำค่าที่เขาต้องดูแลอย่างดีที่สุด
พวกเราก้าวเดินเคียงข้างกัน มือของผมกุมมือหนาของเขาประสานนิ้วกันอย่างแนบแน่น ก้าวเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้าสู่โถงล็อบบี้อันกว้างใหญ่หรูหราของตึก T-Group
ทันทีที่เสียงฝีเท้าของพวกเราก้าวเดินเข้ามาในโถง พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์และเหล่าพนักงานออฟฟิศหลายแผนกที่กำลังเร่งรีบเดินไปสแกนบัตรเข้างานต่างก็ต้องหยุดชะงักกึกไปตามๆ กันราวกับมีคนกดปุ่มหยุดเวลา สายตาหลายสิบคู่หันมาจับจ้องที่พวกเราสองคนเป็นตาเดียว เสียงกระซิบกระซาบด้วยความตื่นเต้นและรอยยิ้มยินดีกรุ้มกริ่มกว้างขวางเริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวอย่างเห็นได้ชัด
"อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านประธาน อรุณสวัสดิ์คู่รักน้องพู่กันค่ะ"
พี่พนักงานประชาสัมพันธ์สาวสวยเอ่ยทักทายเสียงใสพร้อมส่งสายตาแซวปนยินดีมาให้
"อรุณสวัสดิ์ครับ"
พี่ธีร์พยักหน้ารับนิ่งๆ รักษาระดับมาดประธานผู้เคร่งขรึมเอาไว้ตามฟอร์มของเขา แต่สำหรับผมนั้นได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ หัวเราะแก้เก้อก้มหัวทักทายพี่ๆ เขาปลกๆ ตลอดทางเดินจนหน้าแดงแปร๊ดลามไปถึงใบหู
พี่ธีร์จูงมือผมก้าวเข้าลิฟต์ส่วนตัวสำหรับผู้บริหาร และกดปุ่มไปยังชั้นของแผนก Creative Design ทันที ซึ่งเป็นชั้นที่ทำงานของผม โดยปกติแล้วผู้บริหารสูงสุดอย่างเขาจะต้องตรงดิ่งไปยังชั้นบนสุดที่เป็นห้องทำงานส่วนตัวทันที แต่วันนี้เขากลับเลือกที่จะมาส่งผมด้วยตัวเองถึงหน้าแผนกเลยทีเดียว
ติ๊ง!
ประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นโซนออฟฟิศที่คุ้นเคยของแผนก Creative Design เสียงคีย์บอร์ดรัวและเสียงคุยงานเจรจาเรื่องงานดังแว่วเข้ามาแวบแรก ก่อนที่เสียงเหล่านั้นจะเงียบกริบลงในพริบตาเมื่อพนักงานทุกคนหันมาเห็นว่าใครจับมือเดินก้าวเท้าเข้ามาในเขตแผนก
"โอ้โห... อากาศยามเช้าของแผนก Creative Design วันนี้มันช่างหวานฉ่ำอบอวลน้ำตาลเรียกพี่ผิดปกติจริงๆ เลยนะเติ้ลว่าไหม"
เสียงเจื้อยแจ้วแซวเก่งของ พี่ส้ม หัวหน้าแผนกสุดแซ่บดังขึ้นเป็นคนแรก พี่ส้มยืนกอดอกพิงขอบประตูห้องทำงานส่วนตัวพลางส่งสายตาวิบวับและรอยยิ้มแซวมาทางพวกเราอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย
"จริงที่สุดครับพี่ส้ม ผมนึกว่าวันนี้ T-Group มีนโยบายจัดสวนน้ำตาลทรายในออฟฟิศซะอีก มดเดินไต่ตอมตึกจนโครงสร้างรากฐานจะผุกร่อนหมดแล้วครับเนี่ย หวานเจี๊ยบจนตาผมพร่ามัวไปหมดแล้ว"
เติ้ล เพื่อนร่วมงานตัวป่วนจอมกวนประสาทที่นั่งโต๊ะทำงานข้างๆ ผมรีบกระโดดเข้ามาร่วมวงรับส่งมุกทันทีพลางทำท่าใช้กระดาษพัดลมและปัดมดออกจากตัวอย่างตลกขบขันรวดเร็ว
"พวกพี่ๆ ก็แซวเกินไปแล้วครับ! พอได้แล้ว!"
ผมรีบชักมือออกจากการเกาะกุมของพี่ธีร์ทันทีด้วยความขวยเขินจนทำตัวไม่ถูก ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับจะระเบิดเป็นโกโก้เดือด พยายามจะเดินเลี่ยงก้มหน้าก้มตาหนีเข้าโต๊ะทำงานของตัวเอง แต่พี่ส้มกับเติ้ลก็ยังส่งเสียงหัวเราะคิกคักและสายตาล้อเลียนตามหลังผมมาไม่ยอมปล่อย
พี่ธีร์ที่ยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงสไตล์ประธานมาดเนี้ยบยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างผู้ชนะ สายตาคมกริบกวาดมองพนักงานในแผนกด้วยมาดเคร่งขรึมตามตึก T-Group แต่แฝงไปด้วยความเอ็นดูปนตลกขบขัน
"ฝากดูแลพู่กันด้วยนะครับพี่ส้ม ถ้าวันนี้ผมรู้ว่าใครแกล้งให้เขาทำงานหนักหรือเหนื่อยเกินไป ผมจะพิจารณาหักงบประมาณการจัดเลี้ยงสังสรรค์ของแผนกนี้นะครับ"
พี่ธีร์เอ่ยเย้าหน้านิ่งสนิท แต่น้ำเสียงทุ้มลึกและแววตาสองมาตรฐานเด่นชัดชวนขนลุกจนพี่ส้มต้องทำท่ากรีดร้องหวาดกลัวเบาๆ แบบทีเล่นทีจริง
"ตายแล้วท่านประธานค! นี่มันขู่บังคับกันชัดๆ เลยนี่คะ ทางส้มดูแลน้องพู่กันประหนึ่งไข่ในหินอยู่แล้วค่ะ ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่ให้สะดุดยอดหญ้าเลยสักนิดเดียว เชื่อฝีมือหัวหน้าแผนกคนนี้ได้เลยค่ะท่านประธาน"
พี่ส้มยกมือขึ้นทาบอกทำท่าทางลนลานโอเวอร์แอ็กติ้งล้อเลียน สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงเสียงดังฮือฮาให้พนักงานทั้งแผนกที่ลอบมองอยู่ด้วยความอารมณ์ดี
"พู่กัน... เย็นนี้เดี๋ยวพี่ลงมารับไปทานข้าวข้างนอกนะครับ ตั้งใจทำงานนะเด็กดี"
พี่ธีร์หันมาสบตากับผม น้ำเสียงอ่อนโยนเชื่อมโยงนุ่มนวลลงไปหลายระดับจนทุกคนรอบข้างส่งเสียง "วี้ดวิ้ว" เลียนแบบแซวเสียงหวานในลำคอพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
"ครับพี่ธีร์... ตั้งใจทำงานเหมือนกันนะครับบอส" ผมพยักหน้ารับอ้อมแอ้มเสียงเบา
พี่ธีร์ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ผมอีกครั้งเป็นรอบสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าลิฟต์ส่วนตัวเพื่อขึ้นไปยังห้องทำงานชั้นบนสุด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความสวีทหวานฉ่ำละมุนละไมจิกหมอนและเสียงแซวระงมลั่นแผนกจากพี่ส้มและเติ้ลที่กรูเข้ามาล้อมรอบโต๊ะทำงานของผมทันทีที่ประตูกิดลงอย่างรวดเร็ว
"แน่ะๆๆ 'ตั้งใจทำงานเหมือนกันนะครับพี่ธีร์' หวานหยดย้อยขนาดนี้ พี่ส้มยอมแพ้ราบคาบเลยค่ะน้องพู่กันจ๋า คืนนี้มีออมเล็ตชีสอีกรอบไหมเอ่ย?"
พี่ส้มแซวพลางเอื้อมมือมาหยิกแก้มยุ้ยของผมส่ายไปมาเบาๆ อย่างหมั่นเขี้ยว
"โธ่ พี่ส้มอะ! อย่าล้อพู่เลยครับ ทำงานกันเถอะครับ เติ้ลด้วย ห้ามขำเลยนะ"
ผมบ่นอุบอิบกลบเกลื่อนรอยยิ้มกว้างขวางที่แต้มบนใบหน้าอย่างเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขความอบอุ่นหัวใจจนล้นอก
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน จับปากกาและกระดาษสเกตช์ภาพเตรียมร่างงานดีไซน์ชิ้นใหม่ด้วยหัวใจที่พองโตและรู้สึกปลอดภัยอย่างที่สุด การก้าวเดินกุมมือร่วมกันในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดตัวความรักธรรมดาๆ แต่เป็นข้อตกลงตลอดชีพที่แสนวิเศษที่สุดระหว่างผมกับพี่ธีร์... หมาใหญ่โกลเด้นจอมซนและคลั่งรักผู้มีมาดประธานจอมร้ายกาจคนนั้นคนเดียวตลอดไป และผมก็พร้อมจะก้าวเดินไปข้างหน้ากับเขาในทุกๆ วันด้วยความเต็มใจและมีความสุขที่สุด