ความเงียบงันปกคลุมเทือกเขาเมฆาเขียวที่บัดนี้กลายเป็เพียงสุสานของความทะเยอทะยาน ซากปรักหักพังของสำนักที่เคยรุ่งเรืองถูกเถาวัลย์สีเขียวมรกตพันธนาการไว้ราวกับกรงขังธรรมชาติที่งอกเงยมาจากเืของเหล่าศิษย์ เยี่ยฉินยืนอยู่บนยอดผาสูงชันจ้องมองผลงานของตนด้วยดวงตาที่ปราศจากความรู้สึก พลังของ ภูตแกนกลางชีวิต และ ภูตแกนกลางกาลเวลา ที่หลอมรวมกันในร่างทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็ศูนย์กลางของจักรวาลที่กำลังหมุนวน
‘ชีวิตและกาลเวลา... สองขั้วอำนาจที่ข้าเคยทำผิดพลาดในการเมื่อชาติก่อน บัดนี้พวกมันสยบอยู่ใต้บัญชาของข้าอย่างสมบูรณ์’
เยี่ยฉินนั่งขัดสมาธิลงกลางลานหินที่ลมกรรโชกแรง เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะจากไป สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการ "ปรับสมดุลิญญา" ระดับิญญา์ที่เขาเพิ่งบรรลุมานั้นสั่นคลอนเล็กน้อยเนื่องจากเป็การก้าวะโที่รุนแรงเกินไป หากไม่จัดระเบียบปราณอนธการกาลชีวิตให้ดี ร่างกายของเขาอาจจะปริแตกจากภายใน
เขาเรียกปราณสีดำเข้มออกมา มันหมุนวนรอบกายดุจดักแด้ที่ห่อหุ้มั ทันใดนั้น ความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ในกระแสเืของเยี่ยฟานที่เขาสังเวยไปก็เริ่มผุดขึ้นมา เป็ภาพความสุขในวัยเยาว์ ภาพการปกป้องพี่ชาย...
"ไร้สาระ..." เยี่ยฉินพึมพำ น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง "ความทรงจำคือพันธนาการที่ทำให้ิญญาหนักอึ้ง หากข้า้าเป็ะ ข้าต้องสละสิ้นซึ่งความเป็มนุษย์"
เขาส่งพลังกาลเวลาเข้าไปบดขยี้เศษเสี้ยวความทรงจำเ่าั้จนกลายเป็เพียงพลังงานบริสุทธิ์ ทะเลลมปราณของเขาที่เคยเป็สีน้ำเงินจางๆ บัดนี้กลายเป็มหาสมุทรสีดำที่ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง ความจุที่เคยจำกัดไว้ที่ 42% บัดนี้ถูกขยายออกไปจนไร้ขีดจำกัดด้วยอำนาจแห่งการเกิดใหม่ของภูตชีวิต
ในขณะที่เยี่ยฉินกำลังปรับฐานพลัง เขาััได้ถึงกลิ่นอายปราณหลายสายที่กำลังมุ่งหน้ามายังเทือกเขาแห่งนี้ เป็ปราณที่กล้าแกร่งและดุดันยิ่งกว่าพวกสำนักเขี้ยวพยัคฆ์
‘พวกราชวงศ์และสำนักใหญ่เริ่มส่งหน่วยสอดแนมมาแล้วสินะ... แสงสีเขียวเมื่อคืนคงมองเห็นได้ไกลนับพันลี้’
เยี่ยฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาสะบัดมือเรียก ภูตพิรุณเยือกแข็ง ออกมาผสมผสานกับพลังกาลเวลา สร้างข่ายอาคมอำพรางตาที่สามารถ "บิดเบือนเวลาและแสง" รอบตัวเขาได้ แม้แต่ยอดฝีมือระดับิญญา์ขั้นสูงก็ยากจะตรวจพบหากไม่สังเกตด้วยจิตััระดับมหาเทพ
เขามุ่งหน้าลงจากเขาโดยใช้เส้นทางลับที่น้อยคนนักจะรู้จัก มุ่งตรงสู่ทิศใต้... สู่เขตแดนที่เรียกว่า "ทุ่งราบอโศก" ซึ่งเป็ทางผ่านไปสู่นครไร้ใจ
สามวันต่อมา เยี่ยฉินปรากฏตัวในสภาพนักเดินทางธรรมดา สวมหมวกงอบและชุดผ้าป่านสีมอซอ เขาเดินปะปนไปกับกองคาราวานสินค้าที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองการค้า
"นี่พวกเ้าได้ยินไหม? สำนักเมฆาเขียวถูกล้างบางในคืนเดียว!" เสียงของชายวัยกลางคนในกองคาราวานกล่าวด้วยความตื่นตระหนก "บ้างก็ว่าเป็ฝีมือของสัตว์อสูรา บ้างก็ว่าเป็จอมมารหวนคืนมาจุติ!"
"เหลวไหลน่ะลุง สำนักระดับนั้นจะถูกทำลายง่ายๆ ได้อย่างไร" ชายหนุ่มอีกคนค้าน "ข้าว่าเป็การแย่งชิงสมบัติภายในมากกว่า"
เยี่ยฉินที่เดินอยู่ท้ายขบวนแอบแสยะยิ้มใต้หมวกงอบ ‘มนุษย์มักจะหาเหตุผลที่ตัวเองยอมรับได้เพื่อปลอบประโลมความกลัว... ความจริงมักจะเรียบง่ายและโหดร้ายเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการ’
ทันใดนั้น กองคาราวานถูกสั่งให้หยุดลงที่ด่านตรวจของทางการ ทหารในชุดเกราะสีทองเคร่งขรึมกำลังตรวจค้นอย่างละเอียด
"ทุกคนต้องแสดงป้ายชื่อและให้ตรวจสอบระดับปราณ!" นายทหาระโ "เราได้รับคำสั่งให้จับกุมชายหนุ่มที่มีรอยสักรูปใบไม้ที่หน้าอก หรือผู้ที่มีพลังธาตุมรกตผิดปกติ!"
เยี่ยฉินนิ่งสบง รอยสักที่เขาสังเวยเยี่ยฟานไปนั้นหายไปแล้วด้วยพลังกาลเวลา แต่เขาต้องระวังไม่ให้ปราณดำถูกตรวจพบ เขาจึงใช้พลังของภูตชีวิตสร้าง "ปราณสีฟ้าอ่อน" จอมปลอมขึ้นมาห่อหุ้มจุดตันเถียนไว้ ให้ดูเหมือนศิษย์พเนจรระดับััปราณ ขั้นที่ 2 ทั่วไป
เมื่อถึงคิวของเยี่ยฉิน นายทหารใช้ศิลาตรวจปราณทาบลงบนหลังมือของเขา ศิลาเปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ ที่แสดงถึงพลังระดับต่ำ
"กระจอกนัก... ไสหัวไปได้!" นายทหารผลักเยี่ยฉินออกไปอย่างไม่ใยดี
เยี่ยฉินก้มหัวน้อมรับด้วยท่าทางหวาดกลัว แต่ในจังหวะที่เดินผ่านนายทหารผู้นั้น เขาแอบสะบัดนิ้วเบาๆ ส่ง "เมล็ดพันธุ์แห่งกาลเวลา" เข้าไปในเกราะของมัน เมล็ดพันธุ์นี้จะไม่ฆ่าในทันที แต่มันจะค่อยๆ สูบกินอายุขัยของเหยื่อทีละน้อยจนกว่าจะกลายเป็ซากเหี่ยวแห้งภายในเจ็ดวัน
‘โทษฐานที่เ้าััตัวข้าด้วยความดูิ่... จงลิ้มรสความแก่ชราที่เร่งรัดเสียเถอะ’
เป้าหมายของเขาอยู่ที่นครไร้ใจ
เมื่อพ้นด่านตรวจ เยี่ยฉินแยกตัวออกจากกองคาราวานและมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าทึบ เขาหยิบแผนที่เก่าแก่ที่ได้มาจากหอจดหมายเหตุออกมาดู นครไร้ใจไม่ใช่เมืองทั่วไป แต่มันคือ "นครมืด" ที่เป็ศูนย์รวมของเหล่านักฆ่า พ่อค้าตลาดมืด และผู้ฝึกตนวิถีมาร
ที่นั่นมีสิ่งที่เขา้า... "ภูตแกนกลางความทรงจำ"
"หากข้ามีภูตความทรงจำ ข้าจะสามารถดึงเอาความรู้และวรยุทธ์จากิญญาที่ข้าสังหารมาเป็ของข้าได้โดยตรง" เยี่ยฉินพึมพำกับตัวเอง "และข้าจะสามารถมองเห็น 'เส้นด้ายแห่งโชคชะตา' ของคนอื่นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น"
บนเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ เยี่ยฉินรู้ดีว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่ทหารระดับล่างเหล่านี้ แต่เป็พวก "สภาาุโแห่งวิหารเทพ" ที่ปกครองโลกใบนี้อยู่ พวกนั้นคือกลุ่มคนที่รุมสังหารเขาในชาติก่อน และครั้งนี้... เขาจะไม่เพียงแค่ล้างแค้น แต่เขาจะขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ของพวกมัน
เมื่อรัตติกาลที่เริ่มคืบคลานดวงจันทร์ขึ้นสู่กลางฟ้ายามค่ำคืน เยี่ยฉินหยุดพักริมลำธาร เขาเรียกภูตทั้งสามออกมาหมุนวนรอบตัว แสงสีทอง เขียว และน้ำเงินสะท้อนบนผิวน้ำดุจดวงดาวที่ตกลงมาในบ่อโคลน
"ชาติก่อนข้าเดินด้วยความแค้น... ชาตินี้ข้าเดินด้วยเหตุผล" เขาหลับตาลงััถึงสายลม "เหตุผลที่ว่า... ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะได้ทุกสิ่งที่้า"
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายในป่าลึกดังขึ้นสอดรับกับเจตจำนงสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ก้าวต่อไปของเยี่ยฉินจะนำพาความวิบัติไปสู่นครไร้ใจ และโลกใบนี้จะเริ่มตระหนักว่า ฝันร้ายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
ความต่ำต้อยคือที่พรางตัวที่ยอดเยี่ยมที่สุด และความอดทนคือคมดาบที่คมที่สุดในยามที่ศัตรูเผลอตัว เส้นทางหมื่นลี้เริ่มต้นด้วยก้าวแรกที่เปื้อนเื และเยี่ยฉินพร้อมแล้วที่จะเหยียบย่ำ
ทุกชีวิตเพื่อไปให้ถึงจุดสูงสุดนั้น