ระยะเวลาทอดยาวมาถึงปลายฤดูฝนทำให้ภูมิทัศน์เต็มไปด้วยหมอก กลิ่นดินชื้นและใบไม้ยังเปียกโชกหลังจากฝนใหญ่ที่เพิ่งตกลงมา เมื่อหลายชั่วโมงก่อน ความชื้นยังลอยตัวอยู่ในอากาศทำให้รู้สึกหนัก ๆ เมื่อหายใจเข้าไป โดยยังได้ยินเสียงของหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นหินของโบสถ์
เบเนดิกต์นั่งและอ่านหนังสือ แล้วเปิดเปลี่ยนหน้าหนังสืออย่างแ่เบา โดยมีเทียนเล่มเดียวส่องแสงอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา โดยมีมิคาแอลนั่งอยู่ด้านตรงข้ามและวางสมุดจด และหนังสือที่เปิดอยู่ตรงหน้าของเขา ดวงตาของมิคาแอล และมือเล็ก ๆ กำลังง่วนอยู่กับการแปล และถอดความอักษรรูนโบราณที่เขาได้รับมอบจากเบเนดิกต์ และเขาก็ถอดรหัสมาหลายวันแล้ว แม้ว่าอักษรรูนจะลึกลับ แต่หลังจากการทำงานหนัก และอ่านข้อความ รวมถึงบทความเกี่ยวกับอักษรรูนมาหลายเดือน ตอนนี้เขาก็เริ่มเข้าใจความหมายของมันบ้างแล้ว
เบเนดิกต์ซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับมิคาแอล และเฝ้าดูอย่างสนอกสนใจ กับการเรียนรู้ของมิคาแอล “มิคาแอล...เ้าก้าวหน้าขึ้นมากกว่าที่พ่อคาดหวังไว้เสียอีก.... ั้แ่ตอนที่เ้าเริ่มต้นเรียนในครั้งแรก เ้ามองอักษรรูนเหล่านี้ราวกับว่ามันเป็อักษรที่ตายตัว และไร้ชีวิตของวรรณกรรมโบราณ แต่ในตอนนี้เ้าเริ่มเข้าใจถึงชีวิตในวรรณกรรมที่แสดงออกมาจากรูนแล้ว”
มิคาแอลยิ้ม และยกมือลูบใบหน้าของตัวเอง “ผมยังรู้สึกเหมือนมันไม่ได้เรียนรู้มันดีพออยู่เลย แต่ตอนนี้ผมจับใจความได้สองสามคำแล้ว” เขาทำการจดความเข้าใจล่าสุดของเขาลงไปในสมุดบันทึก แล้วเงยหน้าขึ้นมองเบเนดิกต์
“แต่บอกตามตรงนะครับ..... ่นี้ผมกำลังนึกถึงเื่อื่นอยู่” มิคาแอลกล่าว
เบเนดิกต์ยกคิ้วขึ้น “โอ้.... เ้าคิดอะไรอยู่หรือ”
มิคาแอลลังเลเล็กน้อย ราวกับกำลังเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง “ผมสงสัยมาตลอดว่า..... ฉันควรเลือกเส้นทางแบบไหนในอนาคต ตามที่พ่อเคยได้ถามผม ทิ้งไว้ในวันนั้น และผมควรทำอะไรต่อไป...... ผมไม่้าแค่เข้มแข็ง ผมอยากเข้าใจโลกให้มากขึ้นได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือผู้คน แบบที่พ่อได้ทำตลอดที่ผ่านมา”
“เสียงพึมพำ และคำบ่นมากมายจากผู้คนที่อาศัยในโบสถ์ รวมถึงสภาพบรรยากาศในเทอร์เรียที่ผมได้เห็น ผมคิดว่าปรัชญาอันเป็รากฐานแิของสังคมเรา และการเมืองที่ผลักดันพวกเราให้ทำสิ่งต่าง ๆ หล่อหลอมทุกสิ่งรอบ” มิคาแอลกล่าวออกมาอยากตกอยู่ในภวังค์
หลังจากได้ยินคำพูดเ่าั้ของมิคาแอล สีหน้าของเบเนดิกต์เปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็อีกครั้งที่เขาต้องใกับแง่มุมความคิดของ มิคาแอล-ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้ และความอบอุ่น-เขาคาดว่ามิคาแอลจะพูดบางอย่างเกี่ยวกับา หรือเวทมนตร์ โดยพิจารณาจากการศึกษา และหนังสือที่มิคาแอลได้อ่านใน่เวลานี้ของเขา แต่คำตอบนี้แตกต่างออกไป
“ปรัชญาและการเมืองเหรอ” เบเนดิกต์กล่าวอย่างครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
“อำนาจเพียงอย่างเดียวไม่มีความหมายหากเ้าไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไร ผู้คนต้องทนทุกข์ไม่ใช่เพียงเพราะาเท่านั้น แต่เพราะการตัดสินใจของผู้ปกครองด้วย หากเ้า้าสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง เ้าต้องเข้าใจพลังที่หล่อหลอมสังคม” เบเนดิกต์ กล่าวตอบมิคาแอลออกไปหลังรับทราบความสนใจของเขา
“พ่อรู้สึกประหลาดใจมาก มิคาแอล..... นี่ไม่ใช่คำตอบที่พ่อคาดหวังไว้” เบเนดิกต์หายใจออกช้า ๆ จากนั้นก็ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
มิคาแอลเอียงคอ “แล้ว… คุณพ่อคิดว่าผมควรศึกษาเื่นี้หรือไม่ครับ”
“แน่นอน....เ้าควรเข้าใจสภาพสังคมนี้อย่างลึกซึ้ง” เบเนดิกต์พูดอย่างหนักแน่น แล้วเขาจึงลุกขึ้น และเดินไปที่ชั้นไม้เล็ก ๆ ด้านหลังของเก้าอี้ที่เข้านั่ง
“หากเ้า้าเข้าใจปรัชญาและการเมือง..... เ้าต้องเข้าใจความคิดของผู้คนเสียก่อน” เขาพูดพลางเลื่อนนิ้วมือผ่านสันหนังสือเก่า ๆ หลายเล่มก่อนจะหยิบออกมาสองสามเล่มแล้ววางไว้บนโต๊ะ
“นี่จะเป็ก้าวแรกของเ้า” เบเนดิกต์หยิบหนังสือ แล้วหมุนตัวเอามาวางไว้บนโต๊ะทำงาน
มิคาแอล มองหนังสือเก่า ๆ ที่เบเนดิกต์เอามาวางไว้เพื่อให้เขาอ่าน จากนั้นเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ซึ่งปกหนังสึกกร่อนตามกาลเวลา
“จริยธรรมแห่งการปกครอง” เขาเผลออ่านออกเสียง จากนั้นก็มองไปที่อีกเล่มหนึ่ง “วิภาษวิธีแห่งอำนาจ (dialectic of power) ” มิคาแอลคิ้วขมวด และรู้สึกสับสน
“หนังสือพวกนี้มันดูเหมือนจะเข้าใจยากกว่า รูน อีกนะครับ” มิคาแอลทำหน้ายุ่ง
เบเนดิกต์หัวเราะเบา ๆ “ใช่.....มันซับซ้อนมาก และยิ่งยากขึ้นเมื่อพยายามจะใช้มันเพื่ออธิบายสิ่งรอบตัว.... แต่ความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นเองจากอากาศนะมิคาแอล....ในก้าวแรกแค่อ่านมัน และเราจะหารือถึงความหมายของมันร่วมกัน....ถ้าเ้าไม่เข้าใจอะไรในส่วนไหนก็ตาม”
มิคาแอลยิ้มรับ และรู้สึกทั้งตื่นเต้นและหวาดกลัว “ตกลงครับ... ผมจะอ่านมันครับ”
หลังจากนั้นมิคาแอลกล่าวลา เบเนดิกต์ แล้วเขาแยกตัวกลับเข้าห้องนอนของเขา ห้องนอนเรียบงานที่มีเพียงเตียงนอนเล็ก ๆ ตู้เสื้อผ้า และ โต๊ะหนังสือ เท่านั้น เขาวางหนังสือเล่มใหม่ลงบนโต๊ะ ขณะที่ฝนระลอกใหม่ตกลงมาข้างนอก มิคาแอลเปิดหนังสือเล่มใหม่ที่เขาได้รับ และพยายามอ่านมัน เขา้าเข้าใจโลกและสังคมให้มากขึ้น
ใน่เวลาของกลางคืนในทุกวันหลังจากที่มิคาแอล และเบเนดิกต์ จัดการเื่ราวต่าง ๆ ในระหว่างวันในการจัดเตรียมอาหารสำหรับแรงงานและจัดการเหล่าผู้สูงอายุ และเด็ก เบเนดิกต์มักจะเรียกตัวมิคาแอลมาสอบถามความเข้าใจของเนื้อหาที่มิคาแอลได้อ่านในแต่ละวัน ใน่นี้พวกเขาไม่สามารถคุยเื่ราวแบบง่าย ๆ ได้บนโต๊ะอาหารแล้ว เพราะวิชาที่มิคาแอลศึกษาจำเป็ต้องใช้เวลาในการใคร่ครวญ
แสงเทียนส่องประกายระยิบระยับไปตามผนังหินในห้องทำงานของเบเนดิกต์ ขณะที่มิคาแอลกำลังอ่านหนังสือเล่มเล็กที่เปิดอยู่ตรงหน้าเขา รูนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็ปริศนาที่ยากจะตีความได้ กำลังเริ่มเผยให้เห็นความหมายของมัน เขาใช้ปลายนิ้วลูบสัญลักษณ์โบราณและพึมพำเสียงตามหลักสัทศาสตร์ในขณะที่เขาอ่าน
เบเนดิกต์ซึ่งเป็บาทหลวงแห่งศาสนจักรแห่งพระแม่ และอีกสถานะหนึ่งของเขาคือ ผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์ เขามองมิคาแอลด้วยความพึงพอใจอย่างเงียบ ๆ "มิคาแอล..เ้าเรียนรู้ได้เร็วขึ้นอีกขั้นแล้ว"
"บอกพ่อหน่อย จากแบบฝึกหัดที่พ่อให้ไปครั้งที่แล้ว เ้าเข้าใจอะไรจากข้อความนั้นบ้าง" เบเนดิกต์กล่าวออกมาเบา ๆ
มิคาแอล เอาการบ้านของเขาออกมาแล้วอ่านออกเสียงอย่างระมัดระวัง "อำนาจของกษัตริย์มีรากฐานมาจากเจตจำนงของประชาชน แต่ประชาชนไม่ได้รู้ถึงเจตจำนงของตนเองเสมอไป ผู้ที่สั่งการต้องเข้าใจความขัดแย้งนี้ ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกครอบงำโดยความโกลาหลมากกว่าความฉลาด"
“มันบอกว่าผู้ปกครองต้องชี้นำประชาชน แม้ว่าประชาชนจะไม่รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตนเองก็ตามครับ” มิคาแอล กล่าวความเข้าใจของเขาออกมา แล้วเงยหน้าขึ้นมองเบเนดิกต์
เบเนดิกต์พยักหน้า “ใช่แล้วมิคาแอล.......แต่มันไม่ง่ายในการตีความแบบนั้น ข้อความของอักษรรูน ตัวนี้ ‘เจตจำนง’ สามารถบอกเป็นัยถึง ทิศทาง การแนะนำ การกำหนด”
“ดังนั้นการตีความ บทความดังกล่าวควรเป็.......ความเป็ผู้นำนั้นต้องอาศัยความสมดุลที่ละเอียดอ่อน ผู้ปกครองไม่สามารถเพิกเฉยต่อความ้าของประชาชนได้ และไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนกำหนดการตัดสินใจทุกอย่างโดยขาดสติปัญญา มิฉะนั้น รัฐจะล่มสลาย” เบเนดิกต์ พยายามขยายความเข้าใจในการตีความให้กับมิคาแอล
มิคาแอลพยายามซึมซับความเข้าใจ จากนั้นสีหน้าของเขาแสดงอาการใ “แล้ว… นี่คือเหตุผลที่เทอร์เรีย ต้องบังคับให้ประชาชนเข้าการทำงานอย่างหนักหรือเปล่า เพราะผู้นำคิดว่าจำเป็ต่อการอยู่รอด”
“นั่นคือวิธีหนึ่งที่จะมองเห็นมัน การทำเหมืองถ่านหิน อุตสาหกรรมการถลุงแร่ ส่งผลทำให้เศรษฐกิจของเทอร์เรียมีเสถียรภาพ เพราะมันเป็ต้นทุนที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ เขาสหพันธ์ และด้วยาที่ใกล้เข้ามา ทรัพยากรของที่นี่จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย แต่บอกหน่อยสิ มิคาแอล..... เ้าคิดว่าความจำเป็ที่จะบังคับให้ประชาชนใช้แรงงานหรือไม่” เบเนดิกต์เอนหลัง แล้วผ่อนลมหายใจเล็กน้อย
มิคาแอลลังเลเล็กน้อย แล้วตอบออกไป “มิคาแอล… ไม่รู้ ถ้าสหพันธรัฐล่มสลาย สิ่งต่าง ๆ จะไม่เลวร้ายยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนหรอครับ”
เบเนดิกต์ ยิ้มเล็กน้อย “เป็ประเด็นที่ดี แต่ลองพิจารณาอักษรรูนดูอีกครั้ง ผู้ปกครองต้องเข้าใจเจตจำนงของประชาชน แม้ว่าพวกเขาจะไม่รู้เื่นี้ก็ตาม แล้วรัฐบาลของสหพันธ์เข้าใจเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ หรือเปล่า”
“นี้แหละคือความยาก ที่จะเอาหนังสือปรัชญา และการเมืองที่พ่อให้เ้าก่อนหน้านี้มาประยุกต์ใช้” เบเนดิกต์กล่าว
“แม้ว่าแบบฝึกหัดนี้จะมุ่งแน่นการเข้าใจการตีความ อักษรรูน ของคำว่า เจตจำนง แต่พ่ออยากให้เ้าพยายามคิดเชื่อมโยงกันระหว่างแขนงวิชาต่าง ๆ แม้ว่าในเวลานี้จะยากสำหรับเ้าก็ตาม” เบเนดิกต์กล่าวต่อ
“เอาล่ะ ถึงเวลามาทำความเข้าใจ หัวข้อปรัชญา และการเมืองอย่างจริงจังกันแล้ว....บอก พ่อหน่อยว่าเ้าอ่านถึงตรงไหนแล้วนะ” เขากล่าวพลางยิ้มออกมา เพื่อไม่ให้มิคาแอลคิดมากเกินไป
มิคาแอล พลิกสมุดบันทึกของตนเอง พลางเปิดหนังสือ จริยธรรมแห่งการปกครอง
“คุณพ่อ” มิคาแอล เริ่มพูดอย่างลังเล
“ผมนึกถึงสิ่งที่อ่านในแบบฝึกหัดของอักษรรูน เกี่ยวกับความเป็ผู้นำและเจตจำนงของประชาชน.... แต่ในหนังสือเล่มนี้ กล่าวไว้ว่า ‘ความมั่นคงเป็คุณธรรมสูงสุดของการปกครอง เพราะถ้าไม่มีความมั่นคง ก็มีแต่ความโกลาหลเท่านั้น’ ” มิคาแอล พูดออกมายัง งุนงง ขณะอ่านสิ่งที่เขาจดบันทึกไว้ในสมุด
เบเนดิกต์ พยักหน้า “ใช่แล้วมิคาแอล.... ความมั่นคงเป็สิ่งสำคัญสำหรับประเทศชาติใดก็ตาม ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับคำพูดนี้ แต่เพื่อความมั่นคง ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะสามารถกระทำการใด ๆ ในชื่อของความมั่นคงได้ แต่สิ่งที่รัฐจำเป็ต้องทำ หรือกระทำนั้นคือต้องแน่ใจว่าประชาชนของตนจะไม่ตกอยู่ในความทุกข์ยากด้วย เพราะความมั่นคงของประชาชนย่อมหมายถึงความมั่นคงของชาติในอีกประการหนึ่งด้วย”
“แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ ครับ” มิคาแอลกล่าวถามขึ้น
“คำถามนี้ดีมาก.......ผู้ปกครองหลายคนเข้าใจผิดว่าความกลัวคือความมั่นคง พวกเขาเชื่อว่าตราบใดที่ประชาชนเชื่อฟังก็จะมีสันติภาพ แต่ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการไม่มีการฏเท่านั้น แต่หมายถึงการมีความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับผู้นำ” เบเนดิกต์ กล่าวตอบ
“ถ้าอย่างนั้นสหพันธ์ก็ไม่มั่นคงอย่างแท้จริง ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐบาล พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปฏิบัติตามคำสั่ง หากพวกเขามีทางเลือก พวกเขาจะออกไปหรือก่อฏแล้วละ” มิคาแอลกล่าวความคิดเขาออกมาอย่างไม่อาจจะระงับความคิดตัวเองได้ แม้ว่ากำลังพูดถึงการฏ
สีหน้าของเบเนดิกต์กลายเป็จริงจัง “นั่นคือเหตุผลที่ปรัชญามีความสำคัญ มิคาแอล..... ผู้นำที่ปกครองโดยขาดความเข้าใจจะพาประชาชนของตนไปสู่ความหายนะเสมอ รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมมากกว่าความไว้วางใจจะก่อให้เกิดความขุ่นเคืองเท่านั้น”
“ความรู้ทางปรัชญา และการเมืองอาจจะเป็ประโยชน์กับเ้ามากในอนาคตก็ได้นะ มิคาแอล.... แต่เ้าต้องไม่ตัดสินใจอะไรง่าย ๆ เพราะชีวิตของผู้คนมักจะซับซ้อนอย่างถึงที่สุด บางทีในอนาคตเ้าอาจจะมองเห็นทางเลือกที่ไม่ต่างจากพวกเขา หรืออาจจะดีกว่าพวกเขา” เบเนดิกต์กล่าวตอบกับมิคาแอล พลางครุ่นคิด
มิคาแอลพยักหน้าช้า ๆ อย่างเข้าใจ อย่างน้อยเขาก็รับฟังมันอย่างจริงจัง