เมืองชิงหลานในยามเช้าไม่ได้คึกคักเพราะเสียงฆ้องกลองหรือขบวนใหญ่โตใด ๆ หากแต่คึกคักด้วยเสียงธรรมดาของผู้คนที่พยายามใช้ชีวิตให้ผ่านไปอีกหนึ่งวัน เสียงล้อเกวียนบดกับถนนดินชื้น เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า เสียงเด็กเล็กวิ่งไล่กันระหว่างตรอกแคบ ๆ และกลิ่นข้าวต้มร้อนจากร้านริมทาง ล้วนประกอบกันเป็ภาพของเมืองชายขอบที่เรียบง่ายเกินกว่าจะดึงดูดสายตาผู้ยิ่งใหญ่จากภายนอก
แต่สำหรับคนที่เกิดและเติบโตในเมืองแห่งนี้ ชิงหลานไม่ใช่เพียงเมืองเล็ก ๆ ที่ถูกทิ้งไว้สุดขอบฝั่งตะวันออกของโลกมนุษย์ หากแต่เป็โลกทั้งใบของพวกเขา
ตระกูลเย่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง กำแพงหินสีเทาไม่ได้สูงใหญ่เท่าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงที่เล่ากันปากต่อปาก แต่ในชิงหลานแล้ว มันก็เพียงพอจะทำให้คนธรรมดาเดินผ่านด้วยความเกรงใจ ภายในกำแพงนั้นมีเรือนหลายหลังเรียงตัวตามลำดับชั้น มีลานฝึก มีหอเก็บตำรา มีคลังสมุนไพร และมีห้องหินเล็ก ๆ ด้านหลังที่เด็กในตระกูลหลายคนมองด้วยสายตาใฝ่ฝัน
เพราะที่นั่นคือสถานที่เก็บ “หินปราณ”
สำหรับคนทั่วไป เหรียญทองแดงหนึ่งกำมืออาจซื้ออาหารได้หลายมื้อ เหรียญเงินหนึ่งเหรียญเพียงพอให้ครอบครัวเล็ก ๆ ใช้จ่ายอย่างประหยัดได้หลายวัน ส่วนเหรียญทองนั้นเป็ของที่ชาวบ้านธรรมดาหลายคนอาจไม่เคยได้จับตลอดชีวิต แต่สำหรับผู้ฝึกปราณ เหรียญเ่าั้เป็เพียงสิ่งจำเป็ในชีวิตประจำวันเท่านั้น สิ่งที่มีค่าจริง ๆ คือหินปราณ
หินปราณระดับต่ำเพียงก้อนเดียว ก็มีค่าพอให้ร้านสมุนไพรเล็ก ๆ ในเมืองยอมปิดร้านครึ่งวันเพื่อรับรองผู้ซื้อด้วยตนเอง
และสำหรับเด็กหนุ่มที่ยังไม่สามารถเปิดชีพจรได้อย่างเย่เทียน หินปราณระดับต่ำหนึ่งก้อนยิ่งเป็สิ่งที่ห่างไกลราวกับดาวบนฟ้า
เช้าวันนั้น ลานฝึกของตระกูลเย่ยังคงเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันกับเขา ทุกคนถูกเรียกมารวมตัวั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดี ผู้ฝึกสอนประจำลานยืนอยู่เบื้องหน้า มือไพล่หลัง สีหน้าเข้มงวดเช่นเคย แต่บนโต๊ะไม้ด้านข้างกลับมีถุงผ้าขนาดเล็กหลายถุงวางเรียงกันอยู่ ถุงเ่าั้ถูกผูกด้วยเชือกสีแดงซีด และแม้จะไม่ได้เปิดออก ทุกคนก็พอเดาได้ว่าข้างในคืออะไร
สายตาหลายคู่มองไปยังถุงผ้าเ่าั้อย่างร้อนแรง
“เดือนนี้ ตระกูลจะจัดสรรทรัพยากรฝึกฝนตามผลการประเมินพื้นฐาน” ผู้ฝึกสอนกล่าว น้ำเสียงนิ่งแต่ก้องชัดพอให้ทุกคนได้ยิน “ผู้ที่เปิดชีพจรได้มั่นคง จะได้รับหินปราณระดับต่ำหนึ่งก้อน ผู้ที่ยังอยู่ระหว่างปรับลมหายใจจะได้รับสมุนไพรช่วยฝึก ส่วนผู้ที่ยังไม่มีความคืบหน้า…”
เขาหยุดเพียงเล็กน้อย สายตากวาดผ่านทุกคนอย่างไม่เจาะจง แต่หลายคนกลับหันมามองเย่เทียนโดยไม่ได้นัดหมาย
“จะไม่ได้รับทรัพยากรพิเศษในเดือนนี้”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงกระซิบเบา ๆ ดังขึ้นเป็ระยะ เย่เทียนยืนอยู่ท้ายแถวตามเดิม สีหน้าของเขายังคงสงบ รอยยิ้มบางยังอยู่บนใบหน้าเหมือนเคย แต่ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับขยับเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เพราะเขาแปลกใจ
เขารู้อยู่แล้วว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นนี้
เพียงแต่การรู้อยู่แล้วกับการได้ยินมันต่อหน้าคนทั้งลานฝึกนั้น ให้ความรู้สึกต่างกันอยู่บ้าง
เด็กหนุ่มหลายคนเริ่มก้าวออกไปรับถุงทรัพยากรตามชื่อที่ถูกเรียก คนที่ได้รับหินปราณแม้พยายามเก็บอาการก็ยังซ่อนความภูมิใจไว้ไม่มิด ส่วนคนที่ได้รับเพียงสมุนไพรช่วยฝึกก็แสดงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยแต่ยังพอรับได้ มีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้รับอะไรเลย และเย่เทียนก็เป็หนึ่งในนั้น
“เย่ิ ได้หินปราณระดับต่ำหนึ่งก้อน”
“เย่หลง ได้สมุนไพรกลั่นลมหายใจสามห่อ”
“เย่เฉิง…”
เมื่อชื่อสุดท้ายดังขึ้น ลานฝึกเงียบลงโดยไม่ต้องมีใครสั่ง
เย่เฉิงเดินออกมาจากแถวด้วยท่าทางสงบ เสื้อฝึกของเขาสะอาดเรียบร้อยจนแทบไม่เห็นรอยยับ ใบหน้าหล่อคมยังคงไร้อารมณ์เช่นเคย เขาหยุดตรงหน้าผู้ฝึกสอนแล้วค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
ผู้ฝึกสอนมองเขาด้วยแววตาพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด “เย่เฉิง เปิดชีพจรปลายขั้น ลมหายใจมั่นคงกว่าก่อนมาก ได้หินปราณระดับต่ำสองก้อน และมีสิทธิ์ใช้ห้องฝึกหินครึ่งชั่วยาม”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็เพียงพอให้ความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่นชัดเจนขึ้นจนไม่จำเป็ต้องอธิบายอะไรอีก
หินปราณระดับต่ำสองก้อน
ห้องฝึกหินครึ่งชั่วยาม
สิ่งเหล่านี้สำหรับเด็กในตระกูลเย่ไม่ใช่เพียงทรัพยากร หากแต่เป็สัญญาณว่าตระกูลกำลังมองเห็นคุณค่าในตัวผู้ได้รับมัน เย่เฉิงรับถุงผ้าไปอย่างสงบ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าที่โดยไม่มองใคร
ระหว่างทาง สายตาของเขาเหลือบผ่านเย่เทียนเพียงเสี้ยวหนึ่ง
ไม่มีคำเยาะเย้ย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีการหยุดยืนกดดัน
มีเพียงการมองผ่าน
คล้ายเย่เทียนเป็ก้อนหินเล็ก ๆ ข้างทางที่ไม่จำเป็ต้องเหยียบ ไม่จำเป็ต้องหลบ และไม่จำเป็ต้องจดจำ
เย่เทียนยิ้มบาง ๆ เหมือนเดิม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่กดลงมาเบา ๆ ความรู้สึกนั้นไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความอิจฉาเสียทีเดียว หากแต่เป็ความเข้าใจอย่างชัดเจนว่าในตระกูลแห่งนี้ คนที่ก้าวไปข้างหน้าได้จะได้รับทุกสิ่ง ส่วนคนที่หยุดอยู่กับที่…แม้ไม่ถูกผลักออกไปในทันที ก็จะค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้เื้ั
หลังการแจกทรัพยากรสิ้นสุดลง เด็กหลายคนแยกย้ายกันไปฝึกต่อ บางคนเดินไปเป็กลุ่มเพื่อพูดคุยเื่หินปราณด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น บางคนรีบกลับห้องของตนเพราะกลัวว่าหินปราณในมือจะถูกผู้อื่นเห็นมากเกินไป เย่เทียนเดินออกจากลานฝึกช้า ๆ ไม่ได้รีบร้อน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ฟังเสียงกระซิบที่ตามหลังมา
“เย่เทียน!”
เสียงใสคุ้นเคยดังขึ้นจากใต้ต้นหลิวด้านข้างลานฝึก เย่เสี่ยวอวี่วิ่งเข้ามาหาเขา มือทั้งสองข้างกอดห่อผ้าเล็ก ๆ ไว้แน่น ใบหน้าของนางแดงเล็กน้อยเพราะวิ่งเร็วเกินไป
“เ้าไม่ต้องวิ่งก็ได้ ข้าไม่ได้จะหายไปไหนเสียหน่อย” เย่เทียนหันไปยิ้มให้
“ใครจะรู้” เสี่ยวอวี่เบ้ปากเล็กน้อย “เ้าชอบทำเหมือนไม่เป็อะไร แล้วก็ไปนั่งเงียบ ๆ คนเดียวบนเนินเขา”
เย่เทียนเลิกคิ้ว “ข้าแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยหรือ”
“ชัดมาก” นางตอบโดยไม่ลังเล ก่อนจะยื่นห่อผ้าในมือให้เขา “นี่ ข้าแบ่งมาให้”
เย่เทียนรับมาเปิดดู ข้างในเป็หมั่นโถวสองลูกกับขนมหวานชิ้นเล็ก ๆ ที่ห่อด้วยใบไม้สะอาด เขามองของในมือแล้วเงยหน้ามองนางด้วยสายตาขบขัน “เ้าคิดว่าข้าถูกตัดทรัพยากร แล้วจะอดข้าวด้วยหรือ”
“ไม่เกี่ยวกัน” เสี่ยวอวี่ตอบจริงจัง “แต่เวลาคนไม่สบายใจ กินอะไรหวาน ๆ แล้วจะดีขึ้น”
เย่เทียนหัวเราะเบา ๆ ความหนักอึ้งเล็ก ๆ ในอกเหมือนถูกลมอ่อนพัดผ่านไปบ้าง เขาหยิบขนมหวานขึ้นมากัดคำหนึ่ง รสหวานธรรมดาไม่ได้พิเศษนัก แต่กลับทำให้บรรยากาศรอบตัวอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
“อร่อยไหม” เสี่ยวอวี่ถาม
“อร่อย” เขาตอบทันที
นางยิ้มออกมาอย่างพอใจ รอยยิ้มของนางเรียบง่ายมากจนทำให้เย่เทียนอดคิดไม่ได้ว่าบางครั้ง คนเราก็ไม่จำเป็ต้องเข้าใจโลกทั้งใบ เพียงแค่เข้าใจความรู้สึกของคนตรงหน้าก็เพียงพอแล้ว
ทั้งสองเดินไปตามทางหินเล็ก ๆ ด้านหลังลานฝึกอย่างช้า ๆ เสี่ยวอวี่พูดเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในเรือนของนาง ทั้งเื่แมวที่ขโมยปลาแห้ง เื่ป้าคนครัวที่บ่นว่าเด็กในตระกูลกินจุขึ้นทุกปี และเื่ที่นางเผลอทำด้ายปักผ้าพันกันจนต้องนั่งแก้อยู่นาน เย่เทียนฟังไปยิ้มไป บางครั้งก็แซวกลับสองสามคำ ทำให้นางถลึงตาใส่อย่างไม่จริงจัง
แต่เมื่อเดินถึงทางแยก เสี่ยวอวี่กลับหยุดลง สีหน้าของนางลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเบากว่าเดิม “เย่เทียน เ้าจะไม่เป็ไรจริง ๆ ใช่ไหม”
เย่เทียนหยุดตาม ก่อนจะหันไปมองนางอย่างจริงจังขึ้น “เื่ทรัพยากรหรือ”
นางพยักหน้า “ทุกคนพูดกันว่า ถ้ายังเปิดชีพจรไม่ได้ อีกไม่นานเ้าจะถูกย้ายออกจากลานฝึกหลัก”
เย่เทียนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “ถ้าถูกย้ายจริง ข้าก็คงต้องหาที่ฝึกใหม่”
“เ้ายังยิ้มได้อีก” เสี่ยวอวี่ขมวดคิ้ว
“ถ้าไม่ยิ้ม แล้วข้าควรร้องไห้หรือ” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
เสี่ยวอวี่ทำท่าจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็เงียบไป นางมองเขาอยู่นาน ก่อนจะกล่าวเบา ๆ “ข้าไม่ได้คิดว่าเ้าอ่อนแอ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย ไม่มีถ้อยคำปลอบโยนสวยหรู ไม่มีเหตุผลยืดยาว แต่กลับทำให้เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย
เสี่ยวอวี่พูดต่อ “ข้าไม่รู้เื่ปราณมากนัก ไม่รู้ว่าเปิดชีพจรยากแค่ไหน หรือหินปราณสำคัญเพียงใด แต่ข้ารู้ว่าเ้าพยายามมาตลอด คนที่พยายามแบบนั้น…ไม่น่าจะเป็คนไร้ค่า”
เย่เทียนมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มของเขาอ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย “ขอบใจนะ เสี่ยวอวี่”
เด็กสาวหน้าแดงนิด ๆ แล้วรีบหันไปอีกทาง “ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น”
หลังจากแยกกับเสี่ยวอวี่ เย่เทียนไม่ได้กลับเรือนทันที เขาเดินอ้อมไปยังลานฝึกเล็กด้านหลังตระกูล ที่นั่นไม่ค่อยมีใครใช้เพราะพื้นหินไม่เรียบและอยู่ไกลจากลานหลัก แต่สำหรับเขา มันกลับเป็สถานที่ที่เหมาะที่สุด ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีสายตาดูแคลน และไม่มีใครมาคอยถามว่าวันนี้เขารู้สึกถึงปราณแล้วหรือยัง
เขาวางห่อผ้าไว้บนก้อนหินด้านข้าง ก่อนจะยืนตรงกลางลาน หายใจเข้าออกช้า ๆ ตามวิธีที่เย่จงเคยสอน
รวมลมหายใจ
นิ่งใจ
อย่าฝืน
คำพูดเหล่านี้ฟังดูง่าย แต่เมื่อทำจริงกลับยากยิ่งกว่าการแบกหินขึ้นเขา เย่เทียนพยายามปล่อยให้ลมหายใจไหลไปตามธรรมชาติ พยายามััจุดชีพจรภายในร่างตามที่ผู้ฝึกสอนบอก แต่ทุกครั้งที่เขาเกือบจับอะไรได้ ความรู้สึกนั้นก็จะเลือนหายไปเหมือนเงาในน้ำ
ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนเหงื่อเริ่มซึมออกตามขมับ
จนลมหายใจเริ่มหนักขึ้น
จนขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นเล็กน้อย
แต่ในร่างของเขา…ยังคงว่างเปล่า
เย่เทียนลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนจะถอนหายใจ เขายกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเองแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างช่วยไม่ได้ “ยากจริง ๆ แฮะ”
“ถ้าง่าย ทุกคนคงเป็ยอดฝีมือกันหมดแล้ว”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าลาน
เย่เทียนหันไปมองทันที เห็นเย่จงเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ ชายชราสวมชุดสีเข้มเรียบง่ายเหมือนเคย เส้นผมสีเทาขาวมัดไว้ด้านหลัง ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามวัย แต่ดวงตายังคมชัดจนทำให้คนถูกมองรู้สึกเหมือนถูกอ่านทะลุถึงความคิด
“ท่านปู่” เย่เทียนยิ้ม “ท่านมาเงียบเกินไปแล้ว”
“ถ้าแค่นี้เ้ายังไม่รู้ตัว วันหน้าเจอศัตรูจริง เ้าคงตายก่อนจะได้ยิ้ม” เย่จงกล่าวเรียบ ๆ
เย่เทียนหัวเราะแห้ง ๆ “ฟังดูเป็คำปลอบใจที่รุนแรงไปหน่อยนะ”
เย่จงไม่สนใจคำหยอกของเขา ชายชราเดินมาหยุดตรงหน้า หลุบตามองพื้นลานที่มีรอยเท้าของเย่เทียนวนซ้ำอยู่หลายจุด ก่อนจะเอ่ยถาม “วันนี้ถูกตัดทรัพยากรแล้วสินะ”
“ข่าวไปถึงท่านเร็วดี” เย่เทียนตอบ
“ข่าวในตระกูลไม่เคยช้า เพียงแต่บางคนเลือกฟังหรือไม่ฟังเท่านั้น” เย่จงกล่าว ก่อนจะมองเขาตรง ๆ “เ้าคิดอย่างไร”
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย รอยยิ้มยังอยู่ แต่ไม่ขี้เล่นเหมือนก่อน “ถ้าพูดว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงโกหก ข้ารู้ว่าหินปราณสำคัญ และรู้ว่าถ้าไม่มีมัน ข้าอาจตามคนอื่นไม่ทันยิ่งกว่าเดิม”
“แล้ว?”
“แล้วข้าก็ยังต้องฝึกอยู่ดี” เย่เทียนตอบช้า ๆ “เพราะถ้าข้าหยุดเพียงเพราะไม่ได้หินปราณสักก้อน เช่นนั้นคนที่พูดว่าข้าไร้ค่าก็คงพูดถูก”
เย่จงมองเขาเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แววตาของชายชราลึกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างแทบมองไม่เห็น
“จำไว้ เย่เทียน ทรัพยากรทำให้คนเดินเร็วขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่าคนผู้นั้นจะเดินได้ไกลเพียงใด” เขากล่าว “คนบางคนได้หินปราณั้แ่แรก แต่เมื่อเจอทางตันก็หยุดอยู่ตรงนั้นตลอดชีวิต คนบางคนไม่มีอะไรเลย แต่หากไม่หยุดเดิน วันหนึ่งย่อมไปถึงจุดที่คนอื่นคาดไม่ถึง”
เย่เทียนฟังเงียบ ๆ ก่อนจะถาม “แล้วข้าควรทำอย่างไร”
เย่จงยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วแตะนิ้วลงบนอกของเขาเบา ๆ “อย่าพยายามไล่ตามความรู้สึกของคนอื่น ร่างกายของเ้าไม่เหมือนพวกเขา ลมหายใจของเ้าก็ไม่เหมือนพวกเขา หากเ้าฝึกตามวิธีของคนอื่นทุกอย่าง เ้าจะยิ่งห่างจากตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้เย่เทียนชะงัก
“ร่างกายของข้าไม่เหมือนพวกเขา?”
เย่จงถอนมือกลับ สีหน้าไม่เปลี่ยน “ทุกคนไม่เหมือนกัน เพียงแต่คนส่วนใหญ่ชอบใช้วิธีเดียววัดทุกคน”
เย่เทียนรู้สึกเหมือนคำพูดนั้นมีอะไรมากกว่าที่ได้ยิน แต่ก่อนที่เขาจะถามต่อ เย่จงก็หันหลังเดินไปยังขอบลาน
“คืนนี้อย่าฝึกเกินยามสาม ร่างกายที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้ หากฝืนมากเกินไปจะาเ็เสียเปล่า”
“ท่านปู่” เย่เทียนเรียกไว้ “ท่านคิดว่าข้าจะเปิดชีพจรได้จริงหรือ”
เย่จงหยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับมาในทันที ลมเย็นพัดผ่านลานฝึกเล็ก ทำให้ชายเสื้อของเขาขยับเบา ๆ
“ข้าไม่รู้” เขาตอบตามตรง
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนนิ่งไป แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร เย่จงก็กล่าวต่อ
“แต่ข้ารู้ว่า ถ้าเ้ายังยืนอยู่ตรงนี้ทุกวัน โอกาสของเ้าก็ยังไม่เป็ศูนย์”
เมื่อพูดจบ ชายชราก็เดินจากไปอย่างช้า ๆ ทิ้งเย่เทียนให้ยืนอยู่กลางลานฝึกเพียงลำพัง
เย่เทียนมองตามแผ่นหลังของปู่ตนอยู่นาน ก่อนจะก้มลงมองมือทั้งสองข้างของตัวเอง เขายังไม่รู้สึกถึงปราณ ยังไม่เข้าใจว่าคำว่า “ร่างกายของเ้าไม่เหมือนพวกเขา” หมายถึงอะไร และยังไม่รู้ว่าตนเองจะเปิดชีพจรได้เมื่อใด
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด คำพูดของเย่จงกลับทำให้สิ่งที่หนักอยู่ในอกเบาลงเล็กน้อย
เขาหลับตาอีกครั้ง
หายใจเข้า
หายใจออก
คราวนี้เขาไม่ได้พยายามไล่ตามความรู้สึกของคนอื่น ไม่ได้ฝืนให้ร่างกายต้องตอบสนองเหมือนที่ผู้ฝึกสอนสั่ง แต่เพียงแค่ฟังเสียงลมหายใจของตนเองอย่างเงียบ ๆ
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ
ลมเย็นพัดผ่านใบหน้า
เสียงใบไม้ไหวดังแ่เบา
และในความเงียบนั้นเอง เย่เทียนรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างไหววูบอยู่ลึกมากภายในร่างกาย
มันเบาจนแทบไม่อาจเรียกว่าความรู้สึก
เลือนรางเสียจนหากเขาตั้งใจไขว่คว้ามันคงหายไปในทันที
เย่เทียนไม่ได้ขยับ ไม่ได้ตื่นเต้นจนเสียสมาธิ เขาเพียงปล่อยให้มันดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่มันจะจางหายไปอย่างเงียบงัน
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้าเหนือเมืองชิงหลานเริ่มเปลี่ยนเป็สีม่วงเข้ม
เย่เทียนยืนอยู่นิ่ง ๆ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ตามนิสัย
ครั้งนี้รอยยิ้มนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อปกปิดความผิดหวัง
แต่มันเหมือนกับรอยยิ้มของคนที่เพิ่งได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ จากที่ไกลแสนไกล
ประตูที่ยังไม่เปิด
แต่ก็ไม่ได้นิ่งเงียบเหมือนเดิมอีกต่อไป