ตอนที่ 316 ล่าอีกครั้ง
คิดว่าสู้ในร่างนี้ไหวมั้ยคีตา คำถามของนิทานดังขึ้นในดวงจิตของคีตา ใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีก่อนหน้าของนิทานไม่ใช่ของจริงทั้งหมดเสียทีเดียว
เป็นเรื่องจริงที่เขาคิดว่าโฟเรลนั้นสมควรไว้ใจได้และไม่ได้มีเจตนามาโจมตีเขา เพียงผ่านมาเพื่อทำภารกิจเท่านั้น แต่ด้วยนิสัยของนิทานเองจึงเลือกที่จะไม่วางใจเท่าใดนัก เขาเพียงทำเหมือนวางใจเท่านั้น ภายใต้รอยยิ้มนั้นคือพลังจิตวิญญาณในร่างของคีตาที่โคจรพร้อมถ่ายโอน
ภาพลักษณ์ของเรนเดลคือนักบวชหญิงผู้สุภาพเรียบร้อยแต่ก็มีความร่าเริงในตัวให้สมกับเป็นนักบวชธุดงค์ที่เดินทางไปมาหลายสถานที่ ด้วยความที่เธอเป็นใบ้เธอจึงต้องแสดงกิริยาท่าทางที่เข้าใจง่ายให้เข้ากับบุคลิกของเธอ นิทานจึงได้แสดงท่าทีเช่นนั้น เพื่อให้เข้ากับบทบาทเรนเดลของเขา หากแต่ในใจยังคงระแวดระวังเช่นเดิม
ไหว! แต่คงต้องใช้ดาบ! เสียงของคีตาดังขึ้นเป็นคำตอบ มันในร่างนี้ขาดความคล่องแคล่วไปบ้าง แต่ด้วยศักยภาพทางกายของมันที่ขึ้นไปได้ถึงระดับนักสลักไตรมันสมควรรับมือได้
การโจมตีด้วยคลื่นเสียงนั้นอันตรายอยู่บ้าง แต่มวลกล้ามเนื้อของมันก็ไม่ได้เปราะบางอย่างมนุษย์ ถึงโดนโจมตีทะลวงปราการอย่างมากก็เพียงบาดเจ็บภายในเล็กน้อยเท่านั้น ย่อมไม่ระเบิดออกจากภายในดังเช่นพวกลักลอบคนก่อน
รูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายของโฟเรลถูกคีตาบันทึกไว้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะพลังการปกปิดของโฟเรลที่นิทานเน้นย้ำเป็นพิเศษ เมื่อวิธีการทำงานของมันคล้ายคลึงกับจางหาย หลังจากนี้นิทานจึงเน้นย้ำให้มันเสริมการรับกลิ่นเข้าไประหว่างตรวจสอบเป็นพิเศษ
ในกรณีที่เจอกลิ่นแปลกปลอมให้รีบหาที่มาโดยทันที แม้จะเป็นภาระที่หนักมากขึ้นของคีตาแต่มันย่อมเต็มใจทำ ช่วงหลังมานี้มันละเลยการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการอื่นนอกจากอาณาเขตจนเคยตัว
ส่วนหนึ่งไม่อาจโทษคีตาได้ การใช้พลังอาณาเขตของมันนอกจากจะกินพลังสมาธิแล้วมันยังใช้ประสาทรับกลิ่นร่วมกับร่องรอยในการขยายอาณาเขตมานานแล้ว หลายครั้งที่มันใช้เชื่อมโยงเชื่อมจมูกของมันเข้ากับพื้นที่ในอาณาเขตเพื่อเพิ่มประสาทรับกลิ่น แต่เพราะเช่นนี้มันจึงพบเจอกลิ่นแปลกปลอมอยู่บ่อยครั้งจนบางครั้งก็ชะล่าใจไม่ตรวจสอบที่มา
เรนเดลก้มลงรักษาเหล่าหมาป่าที่บาดเจ็บและแกล้งทำเป็นสวดบทสวดให้แก่พวกมันเป็นเวลาเกือบชั่วโมง หลังจากนั้นจึงส่งพวกมันกลับออกไปโดยมีคีตาเป็นล่าม
เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบตัวอีกจึงออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนที่ลึกกว่าเดิม นิทานไต่ขึ้นต้นไม้สูงต้นหนึ่ง ใช้สายตาของตนมองจากมุมสูง ตรวจดูพื้นที่ที่ไกลเกินกว่าพลังอาณาเขตจะครอบคลุมได้
ทางตะวันตกมีฝูงตั๊กแตนแม่น้ำ ทางนั้นน่าจะเป็นรังของสัตว์อสูรระดับอริยะ นางพญาตั๊กแตนแม่น้ำ สัตว์อสูรสายพันธุ์แมลงที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำตามข้อมูล นิทานหรี่ตาลงมองแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลตัดผ่านป่า บริเวณหนึ่งของแม่น้ำนั้นมีรังขนาดไม่ใหญ่นัก คล้ายกับอุโมงค์เล็ก ๆ ในนครรัตนะ บริเวณโดยรอบคือตั๊กแตนสีฟ้าอ่อนและมีปีกที่ก่อขึ้นจากน้ำเคลื่อนไหวอยู่โดยรอบ
ตั๊กแตนแม่น้ำมักอาศัยอยู่ใต้ดินที่ติดกับแหล่งน้ำ โดยที่รังหลักของมันจะเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังใต้ดิน ทางเข้ารังเล็ก ๆ เช่นนั้นหากให้ประเมินจากปริมาณของตั๊กแตนโดยรอบแล้วภายในนั้นน่าจะใหญ่โตราวกับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ยังไม่นับรวมแม่น้ำด้านข้างที่มีการเคลื่อนไหวแปลก ๆ อยู่ภายในนั้นอีก
เบื้องหลังแม่น้ำแห่งนั้นไปหลายกิโลเมตรคือพื้นที่ว่างที่ส่องสะท้อนแสงอาทิตย์จนกลายเป็นสีทอง พื้นที่นั้นอยู่ไกลจนแม้แต่ต้นไม้สูงที่นิทานอยู่ยังทำให้เขาเห็นได้เพียงประกายสีทองเท่านั้น
นั่นคือทะเลทรายฝังอัญมณี พื้นที่ส่วนนอกของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว จุดหมายของเขา
ทางใต้คือพื้นที่เนินเขาสูงที่ใหญ่โตราวกับภูเขา เมื่อสังเกตดูดี ๆ นิทานจึงพบว่ามันเป็นพื้นที่เนินเขาที่ใจกลางเป็นแอ่ง เกิดเป็นปราการแห่งธรรมชาติที่ราวกับปกปักบางสิ่งอยู่ใจกลาง
บริเวณนั้นมีกลิ่นอายแปลกประหลาดถูกปลดปล่อยออกมาตลอดเวลา เป็นความรู้สึกราวกับพื้นที่บริเวณนี้ผิดพลาดอย่างรุนแรง เป็นพื้นที่ที่ถูกเกลียดชังจากโลกโดยที่มีต้นตอคือใจกลางเนินสูงนั้น
หลังจากตรวจสอบกับคีตาว่าทิศใต้คือบริเวณที่มันตรวจสอบด้วยอาณาเขตได้ลำบากที่สุดนิทานจึงมั่นใจ สัตว์อสูรที่ก่อกวนพลังจิตวิญญาณโดยรอบสมควรอาศัยอยู่ในหุบเขานั้นอย่างแน่นอน
พื้นที่แอ่ง งั้นก็ไม่น่าจะใช่ผีเสื้อจันทร์เต็มดวงหรือสมเสร็จกลืนฝันร้าย ตัวอะไรนะ.. นิทานวิเคราะห์ หลังจากคิดอยู่ชั่วครู่หนึ่งเขาจึงส่ายหน้าไปมา หากเขาต้องการข้ามแม่น้ำแห่งนั้นเขาสามารถเดินอ้อมไปข้ามแม่น้ำที่ทิศเหนือได้ ไม่จำเป็นต้องมุ่งลงใต้เพื่อหลบเลี่ยงเนินเขาแห่งนั้น
ถึงแม้ว่าทางเหนืออาจจะมีบางสิ่งที่อันตรายอยู่เช่นกันหากสัญชาตญาณของเขาก็ยังบอกแก่เขาว่าสิ่งนั้นหรือการฝ่าฝูงตั๊กแตนแม่น้ำไปโดยตรงสมควรปลอดภัยกว่าเนินเขาแห่งนั้นมาก
นิทานไม่ทราบถึงระดับพลังของสิ่งนั้น แต่การที่มันบิดเบี้ยวพลังจิตวิญญาณโดยรอบจนกินอาณาเขตหลายกิโลเมตรได้เช่นนั้นก็บ่งบอกถึงระดับของตัวมันเองแล้ว มันอาจเป็นได้ถึงระดับนักสลักจตุร
นิทานมุ่นหน้าลง สัตว์อสูรระดับนักสลักจตุรไม่สมควรมีอยู่ในป่าเขตชายแดน อย่างมากสมควรเป็นเพียงระดับอริยะที่ไม่อาจอาศัยอยู่ในทะเลทราย เขาเริ่มประเมินพงไพรภายในอุ้งมือทีรานแห่งนี้ใหม่
ต้องบอกหัวหน้าสิงค์ด้วย นิทานสีหน้าเคร่งเครียด การที่มีนักสลักจตุรอยู่ในพื้นที่ป่าเช่นนี้หมายความว่ามาตรการความปลอดภัยของเมืองศิลาลัยนั้นไม่เพียงพอแม้แต่น้อย
เมืองศิลาลัยอาศัยการที่มีอริยะอาศัยอยู่ใกล้จนสามารถมาถึงได้ภายในไม่กี่นาทีเป็นหลักประกัน แม้ในเมืองจะมีเพียงนักสลักเอกแต่ก็ยังมีนักผจญภัยเป็นจำนวนมาก หากมีสัตว์อสูรระดับนักสลักไตรบุกมาอย่างน้อยพวกเขาก็ถ่วงเวลาได้
นักสลักจตุรนั้นไม่เหมือนกัน ไม่มีนักสลักคนใดสามารถต้านทานพวกเขาได้ นิทานหยิกแก้มดึงสติของตน นี่ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ เขาหันมองไปยังพื้นที่ทิศเหนือ
พื้นที่ทางเหนือคือความหวังสุดท้ายของการเดินทางอันปลอดโปร่ง พื้นที่นั้นคือป่าเขียวชอุ่มที่ไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตอันแข็งแกร่งใด ๆ พลังจิตวิญญาณก็ไม่ปนเปื้อนมากเท่า
ความโล่งเช่นนั้นกลับไม่ได้ทำให้นิทานรู้สึกดีใจแต่อย่างใด แม้ระดับอริยะส่วนมากจะอาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายและหุบเหวแต่การที่พื้นที่หนึ่งของป่าจะไร้ผู้ปกครองก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากฝากความปลอดภัยไว้
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเห็นความเคลื่อนไหวบริเวณผิวแม่น้ำ ระยะนั้นเขาไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าชัด พลังอาณาเขตไม่อาจใช้ออกเต็มกำลัง เขาจึงใช้วิธีง่าย ๆ ที่หน่วยลาดตระเวนมักใช้กัน กล้องส่องทางไกล
จระเข้สองตัวไต่ขึ้นมาจากแม่น้ำ บริเวณปากของทั้งสองคือตั๊กแตนแม่น้ำขนาดใหญ่สองตัวที่ไร้ลมหายใจ พวกมันเพียงสะบัดหัวก็กลืนตั๊กแตนขนาดเท่ามนุษย์ลงไปในคำเดียว
จระเข้ตัวหนึ่งเป็นสีดำสนิททั้งร่าง เกล็ดของมันตั้งแหลมขึ้นราวกับสันกระดูกของมังกรบางชนิด อีกตัวหนึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ทั่วร่าง มันไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดแต่เป็นขนนก
หางของพวกมันทั้งสองยาวกว่าจระเข้ทั่วไปมาก ถึงกับยาวยิ่งกว่าร่างของพวกมันเอง หางยาวนั้นกลับไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดเมื่อนิทานพบว่าแท้จริงแล้วหางนั้นกลับสามารถแยกออกบนล่าง เผยให้เห็นฟันกรามนับร้อยซี่ภายในนั้น พวกมันมีถึงสองปาก
คีตา โยนสารานุกรมขึ้นมาหน่อย ขอประเภทสัตว์เลื้อยคลาน..เอาครึ่งบกครึ่งน้ำมาด้วยละกัน นิทานส่งสัญญาณผ่านการเชื่อมจิต คีตาที่ได้ยินดังนั้นจึงมุดหัวใหญ่ ๆ ของมันเข้าไปในกระเป๋า มันใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะคาบถูกสิ่งเพราะความยาวปากของมันในเวลานี้เปลี่ยนไป จมูกของมันชนเข้ากับกระเป๋าอยู่หลายครากว่าหนังสือเล่มหนาสองเล่มจะถูกเหวี่ยงขึ้นต้นไม้ไป
นิทานดูดหนังสือนั้นกลับเข้ามือ ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเจอภาพของจระเข้ที่มีสีดำสนิทและสีขาวบริสุทธิ์สองตัว ตัวที่มีสีดำนั้นมีชื่อว่าจระเข้กงจักร ส่วนตัวสีขาวนั้นคือการกลายพันธุ์จากจระเข้กงจักรที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้เท่านั้น จระเข้กงจักรหวน
พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มักอาศัยอยู่ในป่าดงดิบ ไม่ใช่ป่าชอุ่มเช่นป่าเขตชายแดนแห่งนี้ จึงเป็นเหตุที่ทำให้นิทานไม่เคยเห็นพวกมันมาก่อน ถือเป็นเรื่องดีแล้วที่เขาไม่เคยพบเจอมันก่อนจนกระทั่งวันนี้ ถ้าเขาพบพวกมันสมัยยังเป็นผู้เรียนรู้เขาคงไม่มีแม้แต่โอกาสจะหลบหนีหากพวกมันพบเจอทั้งสองเช่นกัน
จระเข้สองตัวนั้นเป็นระดับอริยะอย่างไม่ต้องสงสัย พวกมันสมควรเป็นนักสลักไตร เมื่อประเมินจากขนาดตัวพวกมันสมควรมีชีวิตเกือบร้อยปีแล้ว ระดับอริยะที่มีชีวิตเกือบร้อยปี พวกมันสมควรมีสติปัญญาระดับหนึ่ง
นายว่าไงคีตา ตั๊กแตนกับจระเข้ ทางไหนดี
“ฟืด!”
ไม่เคยกินเนื้อจระเข้! อยากลอง!
เนื้อตั๊กแตนก็น่าจะอร่อยนะ นี่ไงดูหน้าตามันสิ ดูชุ่มฉ่ำดีออก
“ฟืด!”
ไม่เอา! ไม่ใช่ที่เมืองของพวกมีเขี้ยวไม่กิน!
เรียกบาราทรัมว่าเมืองของพวกมีเขี้ยวเหรอ นิทานอดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินชื่อเล่นของแต่ละคนที่คีตารังสรรค์ขึ้นมา ถ้าเขาจำไม่ผิดไพลินจะมีถึงสองชื่อ พี่สาวขนมและพี่ตาชมพู
แม้การต่อสู้กับระดับอริยะถึง 2ตัวจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ถ้าเทียบกันแล้วสมควรง่ายกว่าการไปต่อสู้กับฝูงตั๊กแตนแม่น้ำ ถึงแม้ว่าพวกตัวลูกส่วนมากจะเป็นเพียงระดับผู้เรียนรู้ที่เขาใช้ร่มปกปักหทัยคลายเกลียวใส่ก็ตาย แต่การสู้กับผู้เรียนรู้ตัวลูกนับร้อยพร้อมกับรับมือตัวนางพญาอริยะนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทั้งสองทำได้
มีสิทธิ์ต้องลงไปสู้ใต้น้ำด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นไม่ไหวแหง ๆ ถ้าเป็นบนดินฉันกับคีตาก็น่าจะจัดการพวกลูกฝูงไม่ทัน อืม.. การต่อสู้กับตั๊กแตนเหล่านั้นหนึ่งต่อหนึ่งไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย แต่ในกรณีที่ต้องสู้ใต้น้ำหรือโดนรุมรอบทิศทางนั้นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หนึ่งในปัญหาหลักของนิทานคือเขาไม่มีความสามารถในการจัดการศัตรูจำนวนมากพร้อม ๆ กัน การโจมตีส่วนมากของเขาเป็นเป้าเดี่ยวทั้งสิ้น แรงดึงดูดศูนย์กลางเพียงผลักและดูดเข้า ขาดพลังทำลายที่รุนแรง ตัวคีตาเองก็ไม่ต่างกัน
มือ เท้า เข่า ศอก เขี้ยว กรงเล็บของทั้งคู่สามารถใช้จัดการพวกระดับผู้เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว แต่หากโดนรุมขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมั่นใจว่าพวกเขาจะจัดการทันโดยที่ต้องรับมือนางพญาไปด้วย
ในทางกลับกัน รับมือกับระดับอริยะสองตัวน่าจะง่ายกว่า จระเข้กงจักรก็ทำรังบนพื้นดินด้วย ถ้าลอบผ่านไปแล้วโดนเจอตัวจะลำบากกว่า งั้นฉันกับคีตาโจมตีก่อนน่าจะดีที่สุด
ปัญหาคือสู้ในร่างนี้สิน้า เมื่อเขาก้มดูมือที่เล็กและเนียนสวยของตนแล้วก็อดถอนใจไม่ได้ ทางด้านร่มปกปักหทัยแค่ปลดผนึกก็จบแล้ว แต่ร่างของเขาและคีตานั้นไม่ง่ายเช่นนั้น
ตวัดกรงเล็บไม่ได้แล้ว แต่คราวนี้คีตามีดาบด้วย! เสียงของคีตาดังช่วยคิด การวางแผนก่อนลอบโจมตีศัตรูเช่นนี้ทำให้มันนึกถึงอดีตสมัยเป็นหน่วยลาดตระเวนเป็นอย่างมาก
“ฟืด! ฟืด! ฟืด!”
ใช้กับดักมั้ย! ขุดหลุมมั้ย! ยาพิษก็ดีนะ!
คีตาส่ายหางไปมาอย่างตื่นเต้น พวกเขาไม่ได้วางแผนล่าสัตว์เช่นนี้กันมานานมากแล้ว ยิ่งช่วงหลังที่พวกเขาเริ่มแข็งแกร่งแผนหลาย ๆ อย่างก็ถูกขัดขวางได้โดยง่ายจากคำแห่งพลังอันหลากหลายของศัตรู
นิทานกระโดดลงมาจากต้นไม้สูงหลายสิบเมตร ก่อนถึงพื้นตัวของเขาพลันกลับกลายเป็นไร้น้ำหนัก หล่นลงพื้นอย่างนุ่มนวล มืออ่อนนุ่มของเรนเดลลูบหัวเจ้าม้าเซเรนเซ่คู่ใจอย่างนิ่มนวล
ตกลงออกล่ากันนะ?
“ฟืด!”
ลุย!