ตอนที่ 8 : เข้าครัวครั้งแรก
“ข้า........ข้าลืมกลับไปดูกับดักสัตว์ที่ทำไว้”
หลิวหย่งเฉินเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเอามือกุมหน้าผากของตัวเอง หลิวเหมยลี่ครั้นพอได้ยินก็ทำตาเบิกโพลงเหมือนกัน นางเองก็ลืมเื่นี้ไปแล้วเช่นกัน
ต้องเข้าใจว่าเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ช่างมากมายและตื่นตะลึงยิ่งนัก
ครั้งแรกพวกเขาดีใจที่เจอเห็ดจำนวนมาก และเห็ดขนาดใหญ่ที่คิดว่าจะเก็บได้กลับกลายเป็รูปปั้นหิน หลังจากนั้นรูปปั้นหินยังมิใช่ของธรรมดา แต่กลับมีิญญาลอยออกมาได้ นั่นก็ทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญแขวนขวัญกระเจิงกันอย่างยิ่ง
ต่อมาิญญาดวงนี้บอกว่าเขามิใช่ิญญาธรรมดา เขาเป็ถึงมือขวาของท่านเทพ
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังมีตำแหน่งเป็ถึง ‘ผู้พิทักษ์ตำรับอาหาร’ ชื่อนี้ฟังดูยิ่งใหญ่มาก
หลังจากนั้นยังรับเขาทั้งสองคนเป็ลูกศิษย์ แม้ยังมิได้ถ่ายทอดความรู้ด้านอาหารใดๆ แต่ก็ถ่ายทอดวิธีจับปลาให้ในแบบที่พวกเขาคาดไม่ถึง ทำให้เวลานี้ตะกร้าที่สะพายอยู่บนหลังของพวกเขามีปลาอยู่มากกว่าที่พวกเขาเคยเห็นเด็กคนไหนจับมาได้ทั้งหมด และเป็การจับปลาครั้งแรกของพวกเขาเสียด้วย
ความตื่นตะลึงทั้งหลายในวันเดียวนี้ อาจจะมากกว่าความตื่นตะลึงที่ผ่านมาทั้งปีของพวกเขารวมกันเสียอีก
บวกกับความดีใจที่จับได้มาได้เยอะมาก ทำให้เขาลืมไปเสียสนิทว่าเขาวางกับดักล่าสัตว์เอาไว้ อย่างไรเสียนี่ก็เป็วันแรกด้วยที่เขาลงมือทำกับดักสัตว์ด้วยตนเอง
“แต่นี่มันครั้งแรกของข้าเลยนะ” หลิวหย่งเฉินพูดพลางถอนหายใจ แม้เขาจะไม่ได้คาดหวังอะไรกับผลลัพธ์ในครั้งนี้มากนัก แต่อย่างไรเสียเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าผลงานตัวเองจะทำออกมาได้ดีหรือไม่ สำเร็จผลหรือเปล่า
“เอาน่าพี่ใหญ่ ไว้พรุ่งนี้พวกเราค่อยเข้าไปดูกันใหม่ก็ได้” หลิวเหมยลี่อดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปลอบใจ นางกลัวว่าพี่ใหญ่จะคิดย้อนกลับขึ้นเขาไปอีกครั้ง ทั้งๆที่เดินต่อไปอีกไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว
นางอยากกลับบ้านเอาเห็ดเอาปลาไปอวดมารดาจะแย่แล้ว
ไหนจะบิดาของนางที่นอนขาเจ็บอยู่อีกเล่า หากบิดารู้ว่านางสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีแล้ว เขาก็จะได้สบายใจและไม่ต้องรู้สึกผิดมากนักกับการที่เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาทำงานได้เหมือนตอนนี้
หลิวหย่งเฉินเองก็เข้าใจถึงเจตนาของน้องสาวดี ไม่นานเขาก็ตัดใจ อย่างไรเสียหากมีสัตว์ติดอยู่วันพรุ่งนี้ค่อยขึ้นไปก็ยังไม่สาย ได้แต่หวังว่าหากมีสัตว์ติดอยู่จริงจะไม่มีใครชิงตัดหน้าเอาไปเสียก่อน
เดินต่อมาอีกไม่นานทั้งสองก็กลับมาถึงบ้าน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว” เด็กๆทั้งสองะโด้วยความดีใจเมื่อเห็นบิดามารดากำลังทำงานอยู่ในไร่เล็กๆหลังบ้านของพวกเขา
“เฉินเอ๋อ ลี่เอ๋อ พวกเ้ากลับมาแล้วเหรอ” ตู้เจินจูที่กำลังทำงานอยู่ได้ยินเสียงลูกๆจึงพักมือจากงานที่ทำและรีบเดินตรงเข้ามาหาเด็กทั้งสอง
“เป็อย่างไรบ้าง ทั้งสองคนเหนื่อยไหม มาๆๆ มานั่งพักกันก่อน ลี่เออร์วันนี้ไปครั้งแรกเป็ไงบ้างลูก ไม่ได้ทำให้พี่เขาลำบากใจใช่ไหม”
ตู้เจินจูถามไถ่เด็กทั้งสองคนรัวเร็วด้วยความเป็ห่วง และสำรวจเนื้อตัวเด็กทั้งสองคนไปพร้อมๆกัน เมื่อเห็นว่าลูกๆของเธอไม่มีอันตรายอะไรจึงได้สบายใจ
โดยปกติแล้วคนที่ขึ้นเขาไปเก็บของป่าก็มิใช่มีเพียงแค่เด็กๆ หลายๆครั้งก็มีผู้ใหญ่ไปด้วย บรรดาผู้ชายก็มักจะไปล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงก็นิยมไปเก็บของป่ากัน โดยมากแล้วก็ไม่มีใครที่จะได้รับอันตรายกลับมา เพราะูเาลูกนี้กว้างใหญ่ บริเวณที่พวกเขานิยมไปเก็บของป่ากันก็อยู่เพียงรอบนอกเท่านั้น
นี่จึงทำให้นางตู้วางใจให้ลูกๆของเธอไปกันตามลำพัง
อันที่จริงก็มิใช่แต่เพียงบ้านตระกูลหลิวบ้านเดียวที่ให้เด็กๆไปกันตามลำพัง ยังมีอีกหลายบ้านที่เป็เช่นนี้ ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็มักจะทำงานในไร่ในสวนที่มักจะต้องใช้แรงมากกว่า สำหรับคนในหมู่บ้านแล้วนี่ถือเป็เื่ปกติ เพราะทุกคนรู้ว่าหากไม่ประมาทเข้าไปในป่าลึกเกินไป ก็ถือว่าไม่มีอันตรายอะไรร้ายแรงนัก
แต่ถึงจะปลอดภัยอย่างไรขึ้นชื่อว่าหัวอกแม่ อย่างไรเสียก็ยังคงห่วงใยความปลอดภัยของลูกๆก่อนเป็อันดับแรก
“เสี่ยวลี่ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้ข้าเลยขอรับท่านแม่ แถมยังช่วยงานได้ดีอีกต่างหาก” หลิวหย่งเฉินกล่าวชมเชยน้องสาวต่อหน้าบิดามารดา นี่จึงทำให้ทั้งสามคนที่ได้ยินปลาบปลื้มใจไปตามๆกัน
“เห็นมั้ยท่านพ่อท่านแม่ ข้าโตพอที่จะช่วยงานท่านพ่อท่านแม่ได้แล้วนะ” หลิวเหมยลี่พูดพลางทำสีหน้าภาคภูมิใจ
“แล้ววันนี้ได้อะไรมาบ้างละลูกพ่อ” คราวนี้เป็หลิวซานเหอผู้เป็บิดาเอ่ยถาม
หลังจากได้ยินคำถามนี้ หลิวหย่งเฉินและหลิวเหมยลี่หันมามองหน้ากัน และทันใดนั้นราวกับนัดกันมาทั้งสองคนก็ปลดตะกร้าสะพายหลังมาวางไว้ข้างหน้าอวดสายตาแก่บิดามารดาของพวกเขา
หลิวซานเหอและตู้เจินจูมองเห็นของในตะกร้าที่เด็กทั้งสองวางลงก็ใอึ้งตะลึงงัน เพราะของที่อยู่ในตะกร้านั้นนอกจากเห็ดที่เก็บมาได้เยอะแยะแล้ว ยังมีผักป่าบางชนิดที่กินได้ และที่สำคัญ ปลาจำนวนมากในตะกร้านั้นอีกเล่า
ปริมาณของมันมากเกินกว่าที่สามีภรรยาคู่นี้จะจินตนาการไปถึงว่าลูกๆของเธอจะสามารถนำกลับมาได้ ทั้งๆที่เป็การพาหลิวเหมยลี่ไปด้วยเป็ครั้งแรกอีกด้วย
“นี่มันมีทั้งเห็ด มีทั้งผัก แต่ที่สำคัญ... ทำไมถึงมีปลาเยอะขนาดนี้ พวกเ้าทำยังไงถึงสามารถจับปลามาได้มากมายขนาดนี้กัน”
พวกเขาสองคนสามีภรรยาคาดหวังแต่เพียงว่าลูกๆของเธอจะสามารถนำเพียงจำพวกพืชผักกลับมาได้เท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะสามารถนำเนื้อสัตว์กลับมาได้ แถมยังนำกลับมาได้เยอะเสียอีกด้วย
“ต้องยกความดีนี้ให้พี่ใหญ่เลยเ้าค่ะ” หลิวเหมยลี่ผายมือไปทางพี่ชายของเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
เด็กทั้งสองพูดคุยตกลงกันมาก่อนแล้วในระหว่างทาง ว่าจะเก็บเื่อาจารย์ของตนเป็ความลับ ดังนั้นจึงไม่สามารถเล่าได้ว่ามี ‘คน’ สอน ยิ่งไม่สามารถบอกได้เลยว่ามี ‘ิญญา’ สอน
ดังนั้นจึงได้แต่ยกให้เป็ความดีความชอบของพี่ชายของเธอไป เพราะอย่างไรเสียเธอก็เพิ่งจะตามพี่ชายเธอเข้าป่าวันนี้เป็วันแรก หากจะบอกว่าเธอคิดวิธีจับปลาขึ้นมาได้เองั้แ่วันแรกที่ไปก็คงยากที่จะมีใครเชื่อ
สองพี่น้องจึงสามารถพูดได้อย่างลื่นไหล บวกกับท่าทีที่หลิวหย่งเฉินแสดงออกมาด้วยการเชิดหน้าชูตา ทำสีหน้าภาคภูมิใจ ก็ยิ่งทำให้บิดามารดาของพวกเขาเชื่อสนิทใจ และยังกล่าวชมเชยบุตรชายรวมถึงบุตรสาวของพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจด้วย
“เอาละ พวกเ้าสองคนน่าจะเหนื่อยมาก ไม่ต้องมาช่วยงานในไร่แล้ว ไปล้างเนื้อล้างตัวกันก่อน ประเดี๋ยวพ่อกับแม่ช่วยกันคัดแยกของที่พวกเ้าเก็บกันมาได้ แล้ววันนี้เราจะเอาปลาที่พวกเ้าจับมาได้มาทำอาหารเย็นกินกัน”
หลิวซานเหอไล่ให้พวกเด็กไปพัก เขาคิดว่าลูกๆทั้งสองของเขาทั้งเก็บเห็ด ทั้งจับปลา ไหนจะแบกปลาจำนวนมากกลับมาบ้านอีก น่าจะเหนื่อยไม่น้อย ถึงแม้เขาเองจะเจ็บขาจนเดินไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังนั่งทำงานได้ อย่างไรเสียเขาก็ยังเป็หัวหน้าครอบครัว และด้วยนิสัยของเขาที่เดิมทีก็เป็คนขยันและรักครอบครัวอยู่แล้ว เขาไม่มีทางปล่อยให้ภรรยาและลูกๆต้องลำบากกันตามลำพังอยู่แล้ว
ตู้เจินจูภรรยาของเขาเองก็ซาบซึ้งใจ ถึงแม้ว่าชีวิตครอบครัวของพวกเขาจะยากจน แต่ก็ถือได้ว่ามีความสุขดี มีลูกๆที่น่ารัก มีสามีที่น่ารัก เื่ของปากท้องเงินทองก็ยังนับว่าไปดิ้นรนเอาได้ อย่างไรเสียขอให้ทุกคนเป็คนดีเสียอย่างเดียว
เงินทองสร้างกันได้ แต่นิสัยดีนั้นสร้างกันยาก
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่ปลูกฝังกันมาั้แ่เกิด แม้นในอนาคตจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ภายหลัง แต่ถ้าเลือกได้ก็ขอคนที่ดีทั้งในอดีตและปัจจุบันไว้ก่อนดีกว่า
ดังนั้นนอกจากสามีแล้ว นางจึงตั้งใจสั่งสอนลูกๆของนางด้วยความรักและความเอาใจใส่อย่างดีที่สุด เพื่อถึงเวลาที่ลูกๆของนางเติบโตขึ้น นางจะได้ไม่ต้องมีสิ่งใดที่เสียใจภายหลัง
เด็กๆทั้งสองคนจึงวางของเอาไว้ตามเดิมและเดินไปล้างเนื้อล้างตัวตามที่บิดามารดาของพวกเขาบอก เดิมทีมารดาของนางยังคิดจะให้เด็กๆนั่งพักจนกว่าจะถึงเวลาอาหาร ที่ไหนได้ เพียงไม่นานเด็กๆก็เดินกลับมาพร้อมทั้งยังบอกว่า
“ท่านแม่ วันนี้ข้ากับพี่ใหญ่จะช่วยท่านแม่ทำอาหารเองเ้าค่ะ” เสียงของหลิวเหมยลี่ะโเข้ามาด้วยความมั่นใจ
“แน่ใจเหรอลูก”
“แน่ใจสิ เ้าคะ”
เดิมทีหลิวเหมยลี่และหลิวหย่งเฉินเคยช่วยมารดาของนางทำอาหารบ้างเป็ครั้งคราว ทำให้นางรู้ว่าลูกๆของนางนั้นพอจะหยิบจับทำอาหารง่ายๆได้อยู่บ้าง ถึงแม้ยังไม่เคยรับผิดชอบเต็มตัวมาก่อนเลยก็ตาม ส่วนหลิวหย่งเฉินนั้นถึงแม้เขาจะเคยช่วยมานานกว่า แต่โดยปกติก็เป็ลูกมือในครัวเสียมากกว่า หน้าที่หลักในการทำและปรุงรสยังคงเป็มารดาของเขาที่เป็ผู้รับผิดชอบ
วันนี้ตู้เจินจูเห็นว่าลูกชายลูกสาวของนางสมัครสมานสามัคคีกันดี มีแรงมุ่งมั่นพร้อมใจกันจะเข้าครัว นี่น่าจะเป็ผลจากการที่ปล่อยให้เด็กทั้งสองขึ้นเขาไปกันสองคน
สองพี่น้องจากที่สนิทกันอยู่แล้วก็น่าจะสนิทสนมกันมากขึ้น ก็เลยคิดเสียว่าปล่อยเป็โอกาสให้เด็กๆได้เติบโต ภายภาคหน้าหากลูกๆทั้งสองของเธอสามารถทำงานครัวเหล่านี้ได้ดี ก็เท่ากับว่าเธอเองก็จะมีเวลามาช่วยแบ่งเบาภาระสามีที่กำลังเจ็บขาอยู่ในขณะนี้ได้มากขึ้น ก็นับว่าดีเหมือนกัน
“อย่างนั้นก็ย่อมได้ แต่ถ้ามีอะไรให้แม่ช่วยก็เรียกได้เลยนะ”
“เ้าค่ะ ท่านแม่”
ตกปากรับคำกันเสร็จเรียบร้อย สองพี่น้องก็ลากตัวเองเข้าไปในครัวทันที ห้องครัวในบ้านของตระกูลหลิวนั้นไม่ใหญ่มาก แต่ก็เรียกได้ว่ามีอุปกรณ์ครบครัน เตาไฟก่อด้วยอิฐและมีช่องด้านล่างสำหรับใส่ฟืนไฟ ้าเป็ช่องสำหรับวางกระทะหรือหม้อ มีอยู่ด้วยกัน 2 ช่อง หยางซวนเห็นแล้วถึงจะรู้สึกว่าเล็กไปหน่อย แต่ถือว่าสามารถใช้หม้อต้มกับกระทะพร้อมกันได้ก็ถือว่าดีแล้ว
หลังจากตรวจสอบเครื่องปรุงและวัตถุดิบต่างๆเท่าที่มีแล้ว ถึงจะไม่สมบูรณ์ครบครันมากนัก แต่หากไม่เป็เมนูที่เลิศหรูอะไรมากนักก็ถือว่าพอใช้การได้อยู่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วหยางซวนก็หันไปกล่าวกับเด็กทั้งสอง
“เอาละทั้งสองคนเตรียมพร้อมแล้วใช่มั้ย หลังจากนี้เรามาเริ่มทำอาหารกันเลย!”