ความปีติยินดีมักเป็สิ่งชั่วคราวหลังจากที่ได้ทดสอบพลังของเสี่ยวชิงแล้ว อวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มเข้าสู่เื่สำคัญ
“ม่านหมอกหนาทึบ”
เขาพึมพำแ่เบาแล้วความสามารถพิเศษเฉพาะก็ถูกปลุกขึ้น
“วึง!”
ราวกับมีไอปราณิญญาลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่วมองจากระยะไกล ต้นหลิวสูงตระหง่านกำลังปลดปล่อยม่านหมอกจางๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องคล้ายกับกำลังอบซาวน่าอยู่
แต่ต้องบอกว่าการกระตุ้นด้วยตนเองกับการทำงานตามสัญชาตญาณนั้นแตกต่างกันมาก
เช่นเดียวกับตอนนี้ภายใต้การกระตุ้นของอวี๋จื่ออวี๋ม่านหมอกแผ่กระจายออกไปด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ
เพียงไม่ถึงครึ่งวันก็แผ่ปกคลุมหุบเขาไปเกือบครึ่งแล้ว
หุบเขาไม่ได้กว้างใหญ่มากนักจึงเอื้อให้อวี๋จื่ออวี๋ประหยัดพลังงานไปได้มาก
“อันดับแรกคือแผ่หมอกปกคลุมหุบเขาจากนั้นใช้หุบเขาเป็ศูนย์กลาง แล้วขยายขอบเขตลึกเข้าไปในขุนเขา”
เมื่อตัดสินใจได้แล้วอวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วเื่นี้เกี่ยวข้องกับความเป็ความตาย เขาจึงไม่ควรประมาท
และที่นี่มีสิ่งหนึ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือม่านหมอกที่แผ่กระจายออกไปนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาในระดับหนึ่ง
แม้จะไม่ใช่การควบคุมที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งแต่ทิศทางโดยรวมนั้น อวี๋จื่ออวี๋ยังสามารถควบคุมได้
เช่นเดียวกับที่เขา้าให้ม่านหมอกปกคลุมหุบเขาม่านหมอกก็จะไม่ลอยไปไกลเกินไป
นอกจากนี้ม่านหมอกเหล่านี้ดูเหมือนจะมีความรู้สึกบางอย่างจากเขาติดมาด้วย
หากมีการเคลื่อนไหวใหญ่อวี๋จื่ออวี๋จะสามารถตรวจจับได้ผ่านม่านหมอก
ตัวอย่างเช่นเ้าฮันนี่แบดเจอร์ตัวนั้นได้ขุดหลุมลึกสี่เมตรแล้ว หวังจะหลบหนีออกจากกรงต้นไม้
น่าเสียดายกรงต้นไม้ที่ขังฮันนี่แบดเจอร์ไว้นั้นเขาสานขึ้นจากรากไม้ ยิ่งลงไปลึกรากไม้ของเขาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
“ถ้าเ้านี่ฝึกจนเชื่องได้ไม่ใช่แค่พลังต่อสู้ ความมุ่งมั่นและความบ้าบิ่นนี้ก็ใช้การได้แล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋ประเมินในใจขณะที่เขาสังเกตสัตว์เ่าั้
ด้วยวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องสัตว์เหล่านี้จึงไม่สามารถถูกมองว่าเป็แค่สัตว์ธรรมดาได้อีกต่อไป
เช่นเดียวกับลิงทองคำที่กำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้ของเขาในตอนนี้สติปัญญาของมันน่าจะเทียบเท่ากับเด็กอายุประมาณเจ็ดแปดขวบได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นความฉลาดของมันยังเพิ่มขึ้นทุกวันด้วย
นั่นหมายความว่าในอนาคตหากอัจฉริยะในหมู่พืชและสัตว์กลายพันธุ์จะปรากฏขึ้นมาก็ไม่ใช่เื่แปลก
ตัวอย่างเช่น ต้นหลิวอย่างเขา
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆ ในใจและรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นสีหน้าใสุดขีดของมนุษย์เมื่อเข้ามาเจอเขาในอนาคต
ต้นหลิวที่มีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์แค่คิดก็ขนลุกแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือต้นหลิวต้นนี้เข้าใจถึงความน่าสะพรึงกลัวของธรรมชาติมนุษย์อย่างลึกซึ้งและเริ่มระมัดระวังมนุษย์ั้แ่เริ่มต้นการเติบโต...
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือความไม่รู้และฉันก็กำลังวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ฉันเองก็ยังไม่รู้”
เขาพึมพำแ่เบาในใจแล้วก็กดแต้มวิวัฒนาการอีกครั้ง
ด้วยความเร็วในการแพร่กระจายของม่านหมอกตอนนี้ยังห่างไกลจากความ้าของเขามาก
เขาจะต้องใช้แต้มวิวัฒนาการเพื่อเสริมแกร่ง
“ติ๊ง! ความสามารถ ‘ม่านหมอกหนาทึบ’ได้รับการยกระดับ ใช้แต้มวิวัฒนาการ 10 แต้ม”
สายตาของเขาเลื่อนไปที่ความสามารถพิเศษ‘ม่านหมอกหนาทึบ’ ที่ได้รับการยกระดับ
[ม่านหมอกหนาทึบ (เลเวล 2) –กระตุ้นร่างหลักให้ปล่อยม่านหมอกหนาทึบสามารถปกคลุมพื้นที่หลายสิบถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตรรอบตัว เพื่อซ่อนร่างตนเองและในขณะเดียวกัน หมอกหนาทึบสามารถบดบังการมองเห็นเป็ส่วนใหญ่ทำให้มองทัศนวิสัยไม่เกินสี่ถึงห้าเมตร (หมายเหตุ:ม่านหมอกที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังิญญานั้นยากที่จะถูกลมพัดพาไป) ]
อวี๋จื่ออวี๋มองความสามารถที่ได้รับการเสริมแกร่งแล้วก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง
น่ากลัว มันน่ากลัวจริงๆ
หากใช้ความสามารถนี้ในเมืองทั้งเมืองนั้นอาจกลายเป็อัมพาตได้
เข้าใจหรือไม่ว่าทัศนวิสัยไม่เกินสี่ถึงห้าเมตรหมายความว่าอย่างไร?
นั่นหมายความว่า เมื่อคุณขับรถคุณยังไม่ทันได้เบรก ก็ชน ‘ตูม’ เข้าให้แล้วและนี่คือความน่ากลัวของม่านหมอก!
ความสามารถในการโจมตีโดยตรงอาจไม่รุนแรงนักแต่ความสามารถในการโจมตีทางอ้อมนั้นทรงพลังถึงขีดสุด
นี่ยังไม่พูดถึงขอบเขตการปกคลุมที่สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ถึงหนึ่งร้อยกิโลเมตร
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือม่านหมอกนี้ยากที่สายลมจะพัดพาไป
เรียกได้ว่าประเด็นนี้ช่วยขจัดความกังวลของอวี๋จื่ออวี๋ได้
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องกังวลว่าม่านหมอกที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นจะถูกอุปกรณ์สร้างลมของมนุษย์พัดกระจัดกระจายไป
.......
“ฮู่ว...”
อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจออกมาและรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
ตอนนี้เขาเห็นความหวังแล้ว
อาณาจักรแห่งหมอกดินแดนอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบ
ที่นั่น ทัศนวิสัยลดลงครึ่งหนึ่ง…
ที่นั่น ประสาทััทั้งห้าอ่อนแอลง...
ที่นั่นมีสัตว์อสูรกลายพันธุ์ที่ดุร้ายซุ่มซ่อนอยู่…
เป็ที่กล่าวขานกันว่า‘น่ากลัว’ จนผู้คนต้องหยุดชะงัก!
“ม่านหมอกหนาทึบผสานกับความสามารถ‘สร้างภาพหลอน’ เพื่อสร้างอาณาจักรแห่งหมอกไม่ใช่แค่เื่เพ้อฝันอีกต่อไป”
อวี๋จื่ออวี๋ครุ่นคิดและค่อนข้างจะมั่นใจ
ตอนนี้เขามองเห็นหุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบแล้ว
โครงร่างที่พร่ามัว
ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นกวัดแกว่งราวกับปีศาจกินทุกอย่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ร้ายแต่ละตัวที่อยู่ไม่ไกลจากร่างหลักของอวี๋จื่ออวี๋พวกมันเริ่มส่งเสียงร้องออกมาอย่างกระวนกระวายแล้ว
หมาป่าหอน นกกระเรียนร้องระงม...
ม่านหมอกอันน่าสะพรึงกลัวได้ทำให้แม้แต่สัตว์ร้ายที่น่าเกรงขามเหล่านี้ก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
“จงปรับตัวเสีย ปรับตัวให้เร็วที่สุด”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำในใจและรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เขาจะไม่สลายม่านหมอกเพื่อช่วยสัตว์ร้ายเหล่านี้และจะไม่เปิดทางให้พวกมันไปไหนได้
ตอนนี้เป็่เวลาที่ความยิ่งใหญ่กำลังจะผงาดขึ้น
ชีวิตกำลังวิวัฒนาการทุกขณะ
และเ้าตัวเล็กพวกนี้จะปรับตัวเข้ากับม่านหมอกได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าในไม่ช้าพวกมันจะวิวัฒนาการความสามารถในการปรับตัวเข้ากับม่านหมอกได้
และเมื่อถึงเวลานั้นม่านหมอกจะกลายเป็กำแพงธรรมชาติของพวกมันสัตว์ร้ายเหล่านี้ก็จะกลายเป็นักล่าที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในอาณาจักรแห่งหมอกและกลายเป็ผู้ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างแท้จริง!