11 2-2
บทที่22 ไม่สมหวังสักเื่
ณ เวลาเดียวกัน ที่ห้องเล็กๆในเมืองซ่างชิ่ง
หลินซงนั่งสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดำคล้ำ ไม่รู้เลยว่าเขากำลังครุ่นคิดเื่อะไรอยู่
ข้างกันคือหวงอิงที่เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ จนกระทั่งหลินซงสูบบุหรี่หนักขึ้นเรื่อยๆมวนแล้วมวนเล่าจนควันขาวลอยฟุ้งตลบไปทั่วห้อง สุดท้ายเธอทนต่อไปไม่ไหว จึงรีบลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ
“สูบๆๆ สูบมันเข้าไปเถอะ สูบให้ตายไปข้าง!! ของแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาอะไรได้? เอามาให้หมดเลยนะ! ฉันจะเอาบุหรี่พวกนี้ไปทิ้ง!!”
หวงอิงไอค่อกแค่กแสบไปทั้งลำคอ เธอชี้หลินซงพร้อมก่นด่าไม่หยุด
แต่หลินซงกลับไม่ได้แยแสสนใจเลยสักนิด เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนจะระดมพลังปอดดูดควันเขาไปอีกอึกใหญ่จนหมดมวน จากนั้น จึงค่อยกดก้นบุหรี่ลงในจานเขี่ยอย่างใจเย็น
“ความช่วยเหลือจากสกุลลู่พวกเราคงหมดหวังแล้วล่ะ สะใภ้รองก่อเื่วุ่นวายใหญ่โตซะขนาดนี้ พวกเราคงไม่สามารถลงมือกับเสี่ยวอวี่ได้อีก”
หวงอิงขมวดคิ้วถักแน่น เอ่ยถามสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก
“รอให้เื่เงียบก่อนค่อยวางแผนใหม่ไม่ได้เหรอ??”
“ที่ครั้งนี้พลาดก็เพราะคุณแม่นั่นล่ะ คราวหน้าเราวางแผนให้รอบคอบกว่านี้หน่อย ก็ไม่น่าจะมีปัญหาไม่ใช่เหรอ?”
หวงอิงกระแทกเสียงตอกย้ำถึงความไม่พอใจอย่างมากกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็ดังหวัง
หลินซงปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ ส่ายหน้าอานอย่างหมดสิ้นความหวัง
“ต่อให้เราจะทำสำเร็จ แต่สกุลลู่ก็คงไม่กล้ารับไว้แน่”
แม้ภายในใจของหวงอิงขณะนี้จะรู้สึกคับแค้นหงุดหงิดโมโหมากเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า คนที่ผิดหวังที่สุดย่อมหนีไม้พ้นตัวหลินซงเอง ทั้งที่โอกาสดีๆกำลังรอคอยอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ แต่กลับตกม้าตายเสียเอง สำหรับเื่ดังกล่าว กระทั่งตัวเขายังอดที่จะตำหนิโจวซื่ออยู่ในใจไม่ได้ ถ้ารู้ว่าจะกลับกลายเป็แบบนี้ เขาคงสั่งให้ลงมือเร็วกว่านี้แน่ ไม่ปล่อยให้เื่ราวบานปลายมากมายเพียงนี้เช่นกัน
“เลิกพูดเื่นี้เถอะ ถือซะว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน ส่วนเื่ส่งเสี่ยวเจ๋อไปเรียนมหาวิทยาลัย คงต้องหาวิธีอื่นแทนแล้วล่ะ”
“ว่าแต่ วันนี้สะใภ้รองกับเธอไปโรงพักกันมาใช่มั้ย? แม่จะถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อไหร่ล่ะ?”
อีกฝ่ายเป็ถึงแม่แท้ๆของตน ต่อให้จะรู้สึกหงุดหงิดโมโหแค่ไหน หลินซงก็ไม่อาจละเลยมองข้ามไปได้เช่นกัน
“เห็นสะใภ้รองบอกว่า คงจะถูกขังต่ออีกประมาณหนึ่งอาทิตย์”
ในระหว่างที่สองสามีภรรยาคู่นี้กำลังปรึกษาหารือกันอยู่นั้น เสียงไขขยับกุญแจก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
ทันทีที่เห็นลูกชายสุดที่รักเดินขากะเผลกเข้ามา พร้อมกับมือที่เป็แผลพุพอง หวงอิงก็รีบพุ่งเข้าไปหาด้วยความใสุดขีด
“ลูกแม่! นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้น? แล้วนี่เจ็บตรงไหนรึเปล่า?!”
“หึ! ก็นังเด็กเปรตเสี่ยวอวี่น่ะสิ! ทำน้ำร้อนหกใส่ผมจนเนื้อตัวพองไปหมดแล้วเนี่ย!”
หลินเจ๋อกัดฟันกรอด พ่นสะกดคำพูดออกมาด้วยความเคียดแค้นใจ
หวงอิงและหลินซงสบตากันแวบหนึ่ง ต่างคนต่างฉายสีหน้าแววตาประหลาดใจ
หลินเจ๋อที่อารมณ์กำลังเดือดพล่านไม่จางหาย ไล่เรียงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในร้านอาหารรัฐให้ฟังอย่างละเอียด
“ถ้าไม่ใช่เพราะนังเด็กเปรตนั่นเข้ามาสร้างเื่วุ่นวายแล้วล่ะก็ ผมคงไม่ถูกเจียงจื่อผิงประกาศตัดเพื่อนแบบนี้แน่! นังเด็กนั่นมันจงใจสร้างปัญหาให้ผมเดือดร้อนชัดๆ!!”
“อะไรนะ?! นี่แกประกาศตัดเพื่อนกับเจียงจื่อผิงงั้นเหรอ? นี่แกสองคนเลิกคบหาเป็เพื่อกันแล้วเหรอ?!”
“แกบ้าไปแล้วรึไง! เจียงจื่อผิงเป็ลูกชายเพียงคนเดียวของนายกรัฐมนตรีเมืองเราเลยนะ!!”
“แกรู้รึเปล่าว่าฉันต้องใช้ความพยายามขนาดไหน กว่าจะสร้างสถานการณ์ให้แกมีโอกาสได้พูดคุยกับเจียงจื่อผิง! แต่เพราะหลินเสี่ยวอวี่เพียงคนเดียว แกถึงกับตัดสัมพันธ์เขาเลยเหรอ?!”
หลินซงชี้หน้าจนปลายนิ้วแทบจะติดกับจมูกของหลินเจ๋อ พร้อมกับตะคอกใส่ชุดใหญ่ด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดโมโห
“ไม่ใช่ผมซะหน่อย! เป็เจียงจื่อผิงต่างหากที่เป็ฝ่ายประกาศตัดเพื่อนกับผม! แล้วผมจะทำอะไรได้ล่ะ!!”
“อีกอย่าง พ่อบอกเองไม่ใช่เหรอว่า จะส่งนังเด็กเปรตเสี่ยวอวี่ไปให้พวกสกุลลู่น่ะ…”
หลินเจ๋อยืนเถียงคอเป็เอ็นโต้สวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจบประโยคดี…
“โอ๊ย! พอแล้ว! ลูกหยุดพูดเื่นั้นเดี๋ยวนี้นะ!”
หวงอิงรีบยกมือขึ้นปิดปากลูกชายไว้โดยเร็ว ก่อนจะเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอีกครั้ง
“ห้ามพูดถึงเื่นี้อีกเด็ดขาด! เข้าใจมั้ย!?”
หลินซงกระแทกเสียงหนักทอดถอนใจออกมาคำโต ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้เหมือนคนอับจนหนทาง มือข้างหนึ่งตบหน้าผากตัวเองด้วยความโมโหที่ไม่สมดังใจสักอย่าง
เื่ไหนที่คิดว่าจะต้องสำเร็จแน่ๆ เื่นั้นก็กลับล้มเหลวอย่างไม่เป็ท่า!
“พรุ่งนี้ลูกต้องไปขอโทษเจียงจื่อผิงด้วยตัวเอง อธิบายทุกอย่างให้เขาเข้าใจ ทำยังไงก็ได้ให้แกกับเขากลับมาเป็เพื่อนกันเหมือนเดิม!”
หลินเจ๋อก้มหน้ามองพื้นท่าเดียว สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นเทิ้มด้วยความอัดอั้นใจจนแทบะเิ
หลินเจ๋อเองก็ไม่ใช่คนโง่ เขาตระหนักดีว่าการสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจียงจื่อผิงไว้ั้แ่ตอนนี้ ย่อมส่งผลดีอย่างมหาศาลต่ออนาคตของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็เป็เพียงวัยรุ่นคนหนึ่งที่ยังมีศักดิ์ศรีและทิฐิค้ำคอ ความขัดแย้งภายในใจเหล่านี้ทำให้เขายิ่งหงุดหงิดโมโห เพียงแค่คิดว่าต้องไปขอโทษขอขมาอีกฝ่าย ก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดใจจะแย่อยู่แล้ว!
ในฐานะคนเป็แม่ หวงอิงเฝ้าสังเกตเห็นถึงความไม่เต็มใจของลูกชายั้แ่แรกแล้ว เธอจึงรีบพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปลอบประโลมใจว่า
“ลูกรัก ฟังที่พ่อพูดเถอะนะ พ่อกับแม่ไม่มีวันคิดร้ายกับลูกตัวเองหรอก เพราะสถานการณ์มันบีบบังคับให้เราต้องทำต่างหาก หวังว่าลูกจะเข้าใจใช่มั้ย?”
“ครับ...ผมเข้าใจแล้วครับแม่”
ถึงจะรู้สึกอึดอัดไม่เต็มใจขนาดไหน แต่หลินเจ๋อก็ยังคงรับปากในท้ายที่สุด!