บนูเาซีซาน มีสถานที่เงียบสงบอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า,ผาหิน ครั้งก่อนจ้าวเจียนใช้ผาหินเป็ฉากหลังเพื่อวาดภาพท่านอาจารย์ เพราะมีทะเลหมอกที่งดงาม เวลานี้สามารถมองเห็นผืนทะเลสีครามแสนลึกล้ำ
ผาหินคือสถานที่สำหรับผู้ฝึกตนเพื่อเข้าณาน เวลาปกติท่านอาจารย์มักจะเข้าฌานที่นี่ เวลานี้ก็เช่นกัน
ท่านผู้เฒ่านั่งขัดสมาธิสงบนิ่ง หันหน้าออกจากหน้าผา ลมเค็มทะเลพัดกระทบใบหน้า ทำให้ผมสีดอกเลาปลิวไปทางด้านหลัง หลายชั่วยามแล้ว หลังจากที่ตัดสินโทษจ้าวเจียน ท้องของท่านผู้เฒ่าร้อง จ๊อก!จ๊อก! มันอยากลุกไปหาของกิน แต่นึกขึ้นได้ว่าจ้าวเจียนไม่ได้เตรียมอาหารไว้ให้มัน
หลังจากเข้าฌานมาสามชั่วยาม ท่านอาจารย์ค่อยลุกขึ้นหาน้ำชาดื่ม
ทันทีที่วางถ้วยชาลง หันหน้าไปยังทางขึ้นเขา พบว่ามีแขกมาเยือน
......
เด็กหญิงวัยห้าขวบสุดท้ายไม่สามารถขึ้นเขาได้ด้วยตนเอง ต้องขี่หลังบิดาขึ้นมา เมื่อมาถึงหน้าบ้านไม้ธรรมดาที่คุ้นเคย จ้าวหวงิ่ค่อยวางเด็กหญิงลง
บิดาใช่ผ้าเช็ดหน้าซับเหงือที่หน้าผากของเด็กหญิง กล่าวว่า "ท่านอาจารย์ไม่อยู่บ้าน น่าจะอยู่ที่ผาหิน"
"ผาหิน?" จ้าวซูเหลียงนึกสงสัย
"ผาหินคือสถานที่เข้าฌานแห่งหนึ่งที่งดงาม" มันยิ้มเห็นฟันขาว ลูบศรีษะบุตรตรี ถามว่า "ลูกอยากเห็นล่ะซิ"
เด็กหญิงยิ้มอายกล่าวว่า "ลูกอยากเห็นสวนท้อ"
ผู้เป็บิดาหัวเราะฮ่าฮ่า บอกว่า "ไปคำนับท่านผู้เฒ่ากับพ่อก่อน"
"เ้าค่ะ" จ้าวซูเหลียงพยักหน้า
ทั้งสองคนออกจากลานหน้าบ้านไม้ มาถึงผาหิน
พบชายชราสวมชุดเทา ไว้ผมยาวสีดอกเลา กำลังนั่งบนม้านั่งมองผืนทะเลที่ห่างไกล
"ท่านอาจารย์สบายดี" จ้าวหวงิ่ผสานมือโค้งศรีษะคารวะชายชราบนม้านั่ง
"อืมไม่ได้เจอกันนาน" ชายชรายิ้มแหยหันมองทั้งสองคน จ้าวหวงิ่คือศิษย์คนที่สองของมัน และเป็ศิษย์ที่มันพอใจมากที่สุด
จ้าวหวงิ่แนะนำบุตรีของตนเอง
"นี่ลูกสาวของศิษย์ ชื่อจ้าวซูเหลียง" เด็กหญิงย่อกายคารวะพลางกล่าวว่า "ซูเหลียงคำนับท่านผู้เฒ่า"
ชายชราพยักหน้า "ซูเหลียงเป็ชื่อที่ดี"
"ศิษย์นำปลาปักเป้าหินอ่อนของโปรดของท่านอาจารย์มาฝาก" จ้าวหวงิ่ยกกล่องสีขาวให้ท่านอาจารย์ชมดู
"โอ้ พอดีเลย" ชายชราหัวเราะฮ่าๆ กล่าวต่อว่า "ข้ากำลังหิวอยู่พอดี"
จ้าวหวงิ่ยิ้ม "เช่นนั้นศิษย์จะทำให้ทานก่อนก็แล้วกัน"
ท่านอาจารย์กล่าวว่า "ดีๆ แต่เ้ารีบหน่อย อาจารย์มีเื่สำคัญจะคุยกับเ้า"
"ขอรับท่านอาจารย์" จ้าวหวงิ่รับคำสั่ง บอกให้จ้าวซูเหลียงไปช่วยตนเตรียมอาหาร
ชายชรามองทั้งสองคนเดินออกไป ในใจรู้สึกมีความสุข
......
ทั้งสองกลับมาที่บ้านไม้หลังนั้น จ้าวหวงิ่เข้าครัว เตรียมตัวทำอาหารให้ท่านอาจารย์
"ท่านพ่อให้ข้าช่วย" จ้าวซูเหลียงล้างมือเตรียมช่วยบิดาตนเองทำอาหาร
จ้าวหวงิ่ยิ้มเห็นฟันขาว มองบุตรีของตนเอง พลางกล่าวว่า "ลูกไม่ต้อง พ่อทำทั้งหมดเอง พรุ่งนี้เราต้องกลับเมืองแต่เช้า ซูเหวียงเ้าอยากชมสวนท้อ เดินไปทางนั้นไม่ไกลก็ถึงแล้ว" พลางชี้มือไปที่ทางเดินหินอ่อนหลังบ้านไม้
เด็กหญิงลังเลเล็กน้อย กล่าวว่า "ทางนั้นหรือเ้าคะ"
บิดาพยักหน้า กล่าวว่า "ลูกอยากวาดรูปก็วาด พ่อมีเื่ต้องคุยกับท่านอาจารย์หลายเื่อยู่"
"เ้าค่ะ" เด็กหญิงรับคำก่อนจะหยิบห่อผ้าของนางขึ้นสะพาย เดินตามทางเดินหินอ่อนไป
......
จ้าวเจียนปวดระบมที่ก้น หลังจากทายาแล้วมันนอนคว่ำหน้าไม่สวมท่อนล่างในกระท่อมกลางสวนท้อ มันรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องให้ไม่ออก อย่างนี้อาจเรียกว่าหนีเสือปะจรเข้ หนีงูปะอาจารย์ ยังดีที่ท่านอาจารย์ไม่กินมันเหมือนอย่างจรเข้ แต่ก็ตีมันอย่างหนัก ถึงจะไม่ถือโทษโกรธเคือง แต่ก็อดนึกสงสัยไม่ได้ กิ่งไม้ที่ท่านอาจารย์ใช้ตีมันขนาดเล็กพอๆกับก้านมะพร้าว แต่ทำไมรอยแผลที่ปากฏบนก้นของมันใหญ่เท่ากับรอยไม้หวาย "ท่านอาจารย์กล้าใช้วิชาเวทกับศิษย์ โหดร้ายเกินไปแล้ว" มันคร่ำครวญอยู่นานสองนาน จนเผลอหลับไป
ตื่นขึ้นมาอีกที เพราะได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นหู เหมือนกับมีคนกำลังลากสิ่งของ
จ้าวเจียนชะโงกหน้าขึ้น มองผ่านหน้าต่างกระท่อม เห็นเด็กหญิงวัยสี่ถึงห้าขวบกำลังลากม้านั่งด้วยความยากลำบาง หัวใจมันเต้นตึก!ตัก!ๆ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา นี่คือครั้งแรกที่มีแขกมาบนเขา จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร
มันรีบสวมกางเกงะโลงจากกระท่อม เดินไปหาเด็กหญิง
"มาให้ข้าช่วย" จ้าวเจียนเดินมาถึงข้างกายนางพลันกล่าวขึ้น
เด็กหญิงสะดุ่งเล็กน้อย หันมองคนที่มา ใช้แขนเสื้อซับเหงื่อที่หน้าผาก ถามว่า "ท่านคือ?"
จ้าวเจียนเอามือไพร่หลัง กล่าวว่า "ข้าชื่อจ้าวเจียน เป็ศิษย์คนที่สี่ของท่านต้านต้าน เ้ามาทำอะไรทีู่เาซีซาน"
เด็กหญิงตาโตด้วยความใ รีบย่อกายคารวะ "จ้าวซูเหลียงคำนับศิษย์คนที่สี่ของท่านผู้เฒ่า" นางกล่าวต่อว่า "บิดาข้าชื่อจ้าวหวงิ่เป็ศิษย์คนที่สองของท่านผู้เฒ่า"
"อ้อ เช่นนี้เอง" จ้าวเจียนไม่ถามถึงเหตุผลของศิษย์พี่สองที่มาพบท่านอาจารย์ มันรู้ว่าตนยังเด็กเกินไป ไม่ควรยุ่งเื่ของผู้ใหญ่ เพียงแต่ตอนนี้มันรู้สึกชมชอบเด็กหญิงตรงหน้านี้เป็อย่างมาก นางมีสัมมาคารวะ แถ้มยังพูดจาอ่อนน้อมอีกด้วย
จ้าวเจียนเดินอ้อมไปอีกฝั่งของม้านั่ง กล่าวถามว่า "จะเอาไปไว้ตรงไหน"
เด็กหญิงตาโต ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ใต้ต้นท้อต้นใหญ่ นางและจ้าวเจียนช่วยกันยกม้านั่งมาวางไว้ใต้ต้นท้อ เสร็จแล้ว เด็กหญิงแก้ห่อผ้าออก หยิบพูกัน กระดาษสำหรับวาดภาพ สีหมึก และอุปกรณ์สำหรับวาดภาพชิ้นใหญ่ๆอีกหลายชิ้นออกมา
จ้าวเจียนยืนมองอย่างสนใจ เด็กหญิงเกร็งไม่น้อย นางพยายามทำตัวไห้เป็ปกติ แต่ก็ดูไม่ปกติเอาเสียเลย
จ้าวเจียนรู้ว่าอุปกรณ์ต่างๆนี้ไม่มีชิ้นไหนธรรมดาเลย ทุกชิ้นเป็ของดีที่หายาก แม้แต่มันเองก็ไม่มี
จ้าวซูเหลี่ยงจัดว่างสิ่งของต่างๆ ติดตั้งกระดาษให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะบนขาตั้ง นางนั่งบนม้านั่งหันหน้าเข้าหากระดาษ มองไปทิศตรงข้าม เห็นต้นท้อตนเล็กต้นหนึ่ง เป็ต้นท้อที่อายุน้อยที่สุดในสวนแห่งนี้ แต่กลับออกดอกบานสะพรั่งดูโดดเด่นสะดุดตาที่สุด
นางเริ่มใช้พูกันขนาดเล็กจุ่มสีหมึก และเริ่มวาดภาพ ระหว่างวาดภาพ นางหันมองจ้าวเจียนรอบเเล้ว รอบเล่า อยากจะบอกว่า ทำไมท่านยังยืนอยู่อีก?
จ้าวเจียนทำตัวเหมือนอาจารย์ที่กำลังดูลูกศิษย์ทำข้อสอบ จ้องมองตาไม่กระพริบ ทำให้นางวาดภาพติดๆขัดๆ
ไม่นานจ้าวเจียนคล้ายเข้าใจสายตาของเด็กหญิง มันกระแอมทีนึง แล้วเดินออกไป จ้าวซูเหลียงค่อยคายใจลง นางจะได้วาดภาพอย่างสบายใจเสียที นางเกร็งเพราะนางไม่เคยวาดภาพให้คนอื่นที่ไม่ใช่บิดาดู และนางไม่มีความมั้นใจขนาดนั้น ภาพวาดของนางไม่เลวก็จริง แต่นางมีนิสัยขี้อาย จึงคิดว่าดีแล้วที่จ้าวเจียนเดินออกไป แต่ที่ไหนได้ จ้าวเจียนเดินกลับมาพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับวาดภาพชุดหนึ่ง
จ้าวเจียนเว้นระยะห่างจากจ้าวซูเหลียงสี่ก้าว หันหน้าเข้าหาด้านข้างของนาง มันติดตั้งกระดาษวาดภาพไว้ในระดับพอเหมาะบนขาตั้ง หยิบพูกันจุ่มหมึกวาดภาพ มันไม่เหมือนซูเหลี่ยง ไม่ชมชอบวาดภาพต้นไม้ดอกไม้ ที่ชมชอบคือการวาดภาพผู้คน ต้นไม่ชนิดเดียวกันมีใบ มีดอก มีผล ที่เหมือนกัน แต่มนุษย์เพศเดียวกัน มีใบหน้าที่แตกต่างกัน ลักษณะท่าทางที่แตกต่างกัน มีอารมณ์ความรู้สึกที่แต่กต่างในแต่ระ่เวลา ทำให้จ้าวเจียนชมชอบที่จะวาดภาพผู้คน
จ้าวซูเหลียงเห็นว่าจ้าวเจียนกำลังจะวาดภาพ จึงถามขึ้น "ท่านก็ชอบวาดรูป?"
จ้าวเจียนตอบว่า "ถูกแล้ว"
จ้าวซูเหลียงถามว่า "ท่านจะวาดอะไร"
จ้าวเจียนตอบเสียงเรียบว่า "เ้า.. ข้าจะวาดรูปเ้า"