ฝนที่มาโดยไม่บอกล่วงหน้าไม่ต่างจากคนที่เข้ามาในใจโดยไม่ขออนุญาต และเมื่อเข้ามาแล้ว ทั้งฝนและคนนั้นไม่มีใครขับไล่ออกไปได้ หรือวันที่แม่ทัพผู้ไม่กลัวอะไรในโลกเดินเข้ามาในท้องพระโรงและจักรพรรดิผู้ไม่เคยมองใครเป็มนุษย์ก็เงยหน้าขึ้นมอง
"ลมในฤดูร้อนนั้นพัดแรงแต่ไม่มีใครเรียกมันว่าหยาบกระด้าง เพราะมันพัดมาพร้อมกลิ่นฝน และความเย็นที่โลกกำลัง้า
คนบางคนก็เช่นกัน มาในเวลาที่ไม่เหมาะแรงเกินไปสำหรับโลกที่เคยสงบ แต่นำมาซึ่งสิ่งที่หัวใจกำลังกระหาย โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากระหายอยู่"
"ใต้หล้าอันกว้างใหญ่ล้วนเป็แผ่นดินของาา ใต้หล้าอันหนักอึ้ง ล้วนอยู่ในใจของาา"
✦ บทนำ ราชวงศ์หรงเฉา ✦
ราชวงศ์ หรงเฉาปกครองแผ่นดิน จงหยวนมาสามร้อยสิบสองปี
นับั้แ่ ปฐมจักรพรรดิไท่จู่ รวมแผ่นดินจากความแตกแยกของหกอาณาจักรด้วยพระหัตถ์ที่เปื้อนเืและจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ราชวงศ์นี้ผ่านมาแปดรัชกาล ทั้งรุ่งเรืองและตกต่ำ ทั้งศึกในและศึกนอกทั้งยุคที่ข้าวปลาอาหารอุดมและยุคที่อดอยากแร้นแค้น
แต่ไม่มีรัชกาลใดที่ซับซ้อนและน่าจดจำเท่า รัชกาลเทียนหรง
ในปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชกาลเทียนหรง ฉางอันหลวง เมืองหลวงหยวนจิงมีประชากรกว่าสองล้านคน ถนนสายหลักกว้างพอให้รถม้าสิบคันแล่นเคียงกันตลาดกลางเมือง ต้าชิง เปิดั้แ่ก่อนรุ่งสางจนถึงดึกดื่นทุกวัน ร้านน้ำชาร้านผ้าไหม ร้านยา ร้านหนังสือ ร้านอาหาร ร้านเครื่องประดับ ร้านของวิเศษและร้านที่ขายสิ่งที่ไม่มีชื่อเรียก ล้วนเบียดเสียดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน
กลิ่นธูปจาก วัดต้าหลง ผสมกับกลิ่นน้ำมันทอดจากร้านขนมข้างถนนกลิ่นม้าจากกองทัพที่เดินลาดตระเวนผสมกับกลิ่นดอกไม้จากสวนขุนนางที่อยู่ลึกเข้าไปในย่านตะวันออก
เมืองหยวนจิงมีกลิ่นที่ไม่มีเมืองอื่นในโลกมี กลิ่นของอำนาจ เงิน ความฝันและบางอย่างที่อยู่ระหว่างทั้งสามสิ่ง
และอยู่ใจกลางของทุกสิ่งนั้น พระราชวังหลวงหรงเฉาที่ชาวเมืองเรียกกันว่า จิ้นพระราชวัง เพราะหลังคาทองคำที่เห็นได้จากทุกมุมเมือง
ประตูทองสัมฤทธิ์สูงสิบห้าฉื่อัหยกสองตัวพันอยู่บนเสาสองข้าง ทหารองครักษ์ในชุดเกราะแดงยืนตรงไม่กระดิกตำหนักแล้วตำหนักเล่าซ้อนทับกันไปจนสุดสายตา สวนที่มีต้นสนอายุสามร้อยปีสระน้ำที่มีปลาทองว่ายวนั้แ่รุ่งสางถึงค่ำระเบียงหินอ่อนที่สะท้อนแสงจันทร์ในยามดึก
และอยู่ลึกที่สุด ห่างไกลจากสายตาคนมากที่สุด ห้องพระเ้าแผ่นดินที่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหนแน่ชัด เพราะจักรพรรดิเปลี่ยนที่บรรทมทุกคืนตามคำแนะนำของโหร และตามสัญชาตญาณของตัวเอง
☽ จักรพรรดิเฉินหยาน ☽
วันที่สิบห้า เดือนที่สี่ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชกาลเทียนหรง
ตีสี่ครึ่ง
ยังมืดอยู่
แต่ จักรพรรดิเฉินหยาน ตื่นขึ้นแล้ว
ไม่ใช่เพราะมีใครปลุกไม่ใช่เพราะมีเื่เร่งด่วน แต่เพราะเขาไม่ค่อยหลับนาน ในสิบปีที่ผ่านมานั้นยิ่งนานวัน ยิ่งหลับได้น้อยลงราวกับว่าร่างกายรู้ดีว่าการหลับนานเกินไปในพระราชวังนั้นอันตราย แม้แต่ในความฝัน
เขานอนอยู่บนพระแท่นที่หุ้มด้วยผ้าไหมสีดำปักัทองมองเพดานที่ทาสีน้ำเงินเข้มและปักดาวทองเป็รูปจักรวาล
อายุยี่สิบแปดปี
ใบหน้าที่คนทั้งพระราชวังพูดถึงด้วยความกลัวปนความเลื่อมใสคมชัด กรามแข็ง ริมฝีปากที่ดูเหมือนไม่เคยยิ้มหากไม่มีเหตุผลดวงตาสีดำเข้มที่อ่านทุกคนออกในเวลาไม่กี่วินาที
แต่ตอนนี้ในความมืดของตีสี่ครึ่งที่ไม่มีใครเห็น ดวงตานั้นเหนื่อยล้า
"อีกคืนหนึ่ง"
เขาลุกขึ้นนั่ง ผ้าไหมสีดำร่วงลงมาที่เอวเปิดเผยร่างกายที่แข็งแรงจากการฝึกฝนมาตลอดชีวิต รอยแผลเป็เล็กๆที่ซี่โครงซ้าย จากดาบของพี่ชายตัวเองเมื่อสิบปีก่อน คืนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เขาไม่เคยบอกให้ใครลืมรอยแผลนั้นเพราะเขาไม่เคยลืมเอง
"ฝ่าา" เสียงเบาจากนอกม่าน "น้ำร้อนพร้อมแล้วพะย่ะค่ะ"
หลิงเซวียน ขันทีาุโที่อยู่กับเฉินหยานมาั้แ่ก่อนขึ้นครองราชย์เสียงเขาเบาเสมอเหมือนกับว่าเขาเรียนรู้มาั้แ่เด็กว่าการทำให้ตัวเองเป็เพียงเงาในห้องนั้นปลอดภัยกว่า
"เข้ามาได้" เฉินหยานพูด
หลิงเซวียนอายุห้าสิบสองปีใบหน้าที่เคยงามตอนหนุ่มยังเหลือร่องรอยของความงดงามนั้น ผมสีเทาปนดำ มัดเรียบเดินเข้ามาพร้อมถาดน้ำร้อนและผ้าเช็ดพระพักตร์ที่หมาดพอดี
เขาวางถาดลง ก้มลงกราบ แล้วค่อยๆ ตั้งตัวขึ้น
"คืนนี้ฝ่าาหลับได้สักแค่ไหนพะย่ะค่ะ"
"สองชั่วยามบางที" เฉินหยานพูดตรงๆในแบบที่เขาพูดได้เฉพาะกับหลิงเซวียน "คิดเื่ทางเหนืออยู่"
หลิงเซวียนไม่ถามต่อ เขาเอื้อมหยิบผ้าอุ่นๆถวาย
"หยูกั๋วกงกำลังเดินทางกลับมา" หลิงเซวียนพูดเบาๆ "ตามที่รับสั่งไว้พะย่ะค่ะ"
เฉินหยานไม่ขยับแต่มีบางสิ่งในดวงตาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
"รู้แล้ว"
หยูกั๋วกง ตำแหน่งที่แปลว่า "ดยุคแห่งหยก" ตำแหน่งสูงสุดที่จักรพรรดิพระราชทานให้บุคคลที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หรงเฉา
ชื่อจริง เซียวจ้านหยู
แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือ กุนซือหัวหน้าที่ปรึกษาราชการ ผู้คุมกองทัพสามแสนคนและคนที่เฉินหยานไว้วางใจมากที่สุดในโลก แม้เขาจะไม่เคยพูดประโยคนั้นออกมาให้ใครได้ยิน
เซียวจ้านหยูออกไปทางเหนือเมื่อสี่เดือนก่อนเพื่อจัดการปัญหาที่ชายแดน แคว้นเหลียนหยาง ที่มีการปะทะกับกองทัพ อาณาจักรเป่ยหรงถี่ขึ้นผิดปกติ
สี่เดือน
เป็ครั้งแรกในรอบสามปีที่เฉินหยานต้องจัดการราชการทั้งหมดคนเดียว
"สี่เดือน นานเหมือนสี่ปี"
เฉินหยานไม่ยอมรับประโยคนั้นแม้แต่ในใจตัวเองแต่มันก็อยู่ที่นั่น ทุกวันั้แ่เช้าจนดึก
"ถึงเมื่อไหร่" เขาถาม
"ตามที่ผู้ส่งสารรายงานท่านกุนซือน่าจะถึงประตูเมืองในตอนสาย ราวๆ ตอนที่บ่ายสองพะย่ะค่ะ" หลิงเซวียนพูด "อยากให้ข้าพระองค์จัดเตรียมการต้อนรับอย่างเป็ทางการไหมพะย่ะค่ะ"
"ไม่ต้อง" เฉินหยานพูดทันที
หลิงเซวียนพยักหน้าเบาๆ ราวกับรู้คำตอบล่วงหน้า
"งั้นข้าพระองค์จะให้เตรียมห้องรับแขกส่วนพระองค์ไว้พะย่ะค่ะ"
"ให้เตรียมห้องทำงานส่วนพระองค์" เฉินหยานแก้ "มีเื่ราชการต้องพูด"
"พะย่ะค่ะ"
แต่ทั้งคู่รู้ว่าไม่มีเื่ราชการที่รอไม่ได้จนถึงบ่ายสองวันนี้
☁ หยวนจิงในยามเช้า ☁
ตลาดต้าชิง เช้าตรู่
ในขณะที่จักรพรรดินั่งมองเพดานในพระราชวังเมืองหยวนจิงตื่นขึ้นแล้ว
ตลาดต้าชิงในเช้าตรู่มีกลิ่นของโจ๊กร้อนและน้ำมันงาพ่อค้าแม่ค้าที่มาวางของั้แ่ก่อนฟ้าสาง เสียงล้อเกวียนบนหินปูถนนเสียงคนขายของร้องเรียกลูกค้า
ร้านน้ำชาเหลียนหัวที่มุมถนนใกล้ประตูใต้ของตลาดเปิดั้แ่ตีสี่เ้าของร้านชื่อ เฉินม่า หญิงอ้วนอายุห้าสิบปลายๆ ใบหน้าเปื้อนยิ้มฝีมือชงชาที่ทำให้คนทั้งย่านมาประจำทุกวัน
ในเช้าวันนั้นมีลูกค้าพิเศษนั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสุด
ชายหนุ่มสามคนแต่งตัวเรียบง่ายเกินไปสำหรับขุนนาง แต่สะอาดเกินไปสำหรับชาวบ้านทั่วไป
"ได้ข่าวไหม" คนแรกพูด เสียงต่ำ "หยูกั๋วกงกำลังกลับมา"
"รู้แล้ว" คนที่สองพูด ดื่มชา "ท่านทำงานได้รวดเร็วมากสี่เดือนนิดๆ กับปัญหาที่คนอื่นคิดว่าต้องใช้เวลาปีกว่า"
"นั่นแหละปัญหา" คนที่สามพูดเสียงที่เบาที่สุดแต่ทั้งสองคนหยุดฟังทันที "ท่านเก่งเกินไป ฉลาดเกินไปอยู่นานเกินไป ฝ่าาเชื่อใจท่านมากเกินไป สิ่งเ่าั้ล้วนเป็อันตราย"
"อันตรายต่อใคร"
"ต่อทุกคนที่้าอะไรบางอย่างจากราชสำนัก" คนที่สามพูด ยิ้มเบาๆยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่น "รวมถึงพวกเรา"
ทั้งสองนิ่ง
ลมเช้าพัดผ่านผ้าม่านร้านน้ำชาพาเอาเสียงตลาดเข้ามา เสียงคนทั่วไปที่ไม่รู้ว่าในมุมมืดของร้านน้ำชาเล็กๆมีการสมคบคิดที่จะเปลี่ยนแปลงราชสำนักครั้งใหญ่
????การเดินทางกลับมา ????
ถนนใหญ่ทางเหนือเส้นทางเข้าเมืองหยวนจิง บ่าย
กองทหารม้าสามสิบคนเดินทางเข้าเมืองในความเงียบ
ไม่มีป้ายประกาศ ไม่มีกลอง ไม่มีพิธีรีตองตามคำสั่งของผู้นำที่ไม่ชอบความอึกทึกครึกโครม
ชาวบ้านที่เห็นกองทหารแดงผ่านไปรู้ทันทีว่านั่นคือธงหยูกั๋วกง ธงสีดำปักอักษร "蕭" สีทองซึ่งในแวดวงทหารหมายความว่า "ถ้าเห็นธงนี้ให้ระวังตัวให้ดี"
และกองทหารม้าก็หยุดคุยกัน
ตลอดทางทั้งสองข้างของถนนชาวบ้านที่กำลังทำธุระหยุดและหลีกทาง บางคนก้มหัว บางคนมองด้วยความอยากรู้แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้
เซียวจ้านหยู นั่งบนหลังม้าสีดำ ตัวตรงสายตาที่มองไปข้างหน้าตลอดเวลา
อายุสามสิบสี่ปี
ร่างกายที่สูงและแข็งแกร่งจากการฝึกทหารมาั้แ่อายุสิบสองใบหน้าที่คมและลึกลับในแบบที่ทำให้คนไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่สังเกตทุกสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ดูเหมือนว่ากำลังสังเกต
เสื้อผ้าเรียบง่ายกว่าที่ตำแหน่งของเขากำหนดผ้าดำและเทา ไม่มีเครื่องประดับนอกจากหยกสีขาวขนาดเล็กที่ห้อยอยู่ที่เอวของขวัญที่เขาไม่เคยถอดออก
"กลับมาแล้ว"
เขาคิดในใจ แต่ไม่แสดงออกมาทางสีหน้า
ข้างหลังเขา อิงหลาน ผู้บัญชาการหญิงอายุยี่สิบแปดขี่ม้าสีน้ำตาล ดวงตาที่สังเกตเหมือนกันแต่มีประกายที่ต่างออกไปประกายของคนที่รู้สึกดีที่ได้กลับมาบ้าน
"ท่านกุนซือ" นางพูดเบาๆ ให้ได้ยินแค่สองคน
"อะไร"
"ยิ้มบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครเห็น"
เซียวจ้านหยูไม่หัน
"ข้าไม่ยิ้ม"
"ท่านยิ้มอยู่ในใจ" อิงหลานพูดเสียงที่รู้จักเ้านายของตัวเองดีพอที่จะพูดแบบนี้ได้ "ข้าเห็น"
ความเงียบสักครู่
"ท่านเห็นได้อย่างไรถ้าข้าไม่แสดงออก"
"เพราะท่านไม่ขมวดคิ้วในขณะที่มองเมืองเหมือนตอนออกไป" อิงหลานพูด "นั่นแหละที่ข้าเรียกว่ายิ้มสำหรับท่านกุนซือ"
เซียวจ้านหยูไม่ตอบแต่สายตาที่มองไปข้างหน้านั้นอ่อนลงเล็กน้อย เล็กน้อยมากจนแทบไม่เห็น
"ถึงแล้ว"
????พระราชวังและการเฝ้า ????
ท้องพระโรงหลักจงเหอเตี้ยน ยามเว่ย
พระราชวังหลวงในเวลากลางวันนั้นต่างจากกลางคืนโดยสิ้นเชิง
ตอนกลางวันมีเสียงเสียงข้าราชการที่เดินสลับกันไปมา เสียงขันทีที่ประกาศชื่อเสียงจากห้องเตรียมอาหาร เสียงทหารที่เปลี่ยนเวรเสียงระฆังที่บอกเวลาทุกสี่สิบห้านาที
แต่ท้องพระโรงหลักในบ่ายวันนั้นเงียบผิดปกติ
เฉินหยานนั่งอยู่บนพระราชบัลลังก์สีทองที่แกะสลักัสิบหกตัวบัลลังก์ที่สูงกว่าพื้นห้องห้าชั้นบันไดที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนที่เข้ามาต้องเงยหน้ามอง และถูกมองกลับจากมุมสูง
ในเวลาปกติจะมีข้าราชการหลายสิบคนอยู่ในท้องพระโรงแต่วันนี้เฉินหยานขอให้ว่างเปล่า มีแค่หลิงเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ บัลลังก์และทหารองครักษ์สี่คนที่ประตู
เขาถือกระดาษรายงานจากกรมการคลังอ่านอยู่แต่ดวงตาที่อ่านนั้นไม่ได้มองที่ตัวอักษรจริงๆ
เสียงประกาศจากนอกประตู
"หยูกั๋วกงเข้าเฝ้าฝ่าา—"
"ให้เข้า" เฉินหยานพูดก่อนที่ขันทีจะประกาศจบ
เสียงก้าวเท้าบนพื้นหินอ่อน ช้า สม่ำเสมอไม่รีบไม่ช้า ก้าวเท้าที่เฉินหยานจำได้จากทุกเสียงในพระราชวังนี้
เซียวจ้านหยูเดินเข้ามา
ชุดสีดำ ผมมัดเรียบ ไม่มีเครื่องประดับพิเศษท่าทางที่เดินเข้าท้องพระโรงหลวงเหมือนกับเดินเข้าร้านน้ำชาข้างถนน ไม่ย่อตัวไม่แสดงความกลัว แต่ก็ไม่หยิ่ง
ที่ระยะสิบก้าวจากบัลลังก์ เขาหยุดก้มลงคุกเข่าในการก้มกราบอย่างเป็ทางการ
"ข้าพระองค์ เซียวจ้านหยู หยูกั๋วกงขอเข้าเฝ้าฝ่าา" เสียงที่ชัดเจน ไม่สูงไม่ต่ำ "ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"
เฉินหยานวางกระดาษลง มองลงมาจากบัลลังก์
มองสักครู่
"ลุกขึ้น"
เซียวจ้านหยูลุกขึ้นยืนและครั้งแรกทั้งสองมองหน้ากัน
สี่เดือน
สั้นในประวัติศาสตร์ยาวในสิ่งที่ทั้งสองไม่พูดออกมา
เฉินหยานสังเกตทุกอย่างในไม่กี่วินาทีแผลเล็กน้อยที่แก้มซ้าย ดวงตาที่เหนื่อยกว่าปกติแต่ไม่ยอมแสดงท่าทางที่ตรงเสมอแต่ไหล่ซ้ายเกร็งกว่าปกติซึ่งหมายความว่าได้รับาเ็ที่ไหนสักแห่งและซ่อนไว้
"สี่เดือน" เฉินหยานพูดเสียงที่เรียบและราบเรียบในแบบของจักรพรรดิ
"ข้าพระองค์กราบประทานอภัยที่ใช้เวลานาน"
"ไม่ได้ว่าเื่นั้น" เฉินหยานพูด ลงมาจากบัลลังก์ขั้นละขั้น ช้าๆ "รายงานว่ามีอะไรบ้าง"
เซียวจ้านหยูรอให้เฉินหยานลงมาถึงพื้นจากนั้นจึงพูด
"ปัญหาชายแดนแคว้นเหลียนหยางคลี่คลายแล้วพะย่ะค่ะไม่ใช่การรุกรานของเป่ยหรงโดยตรง แต่เป็กองโจรที่รับจ้างจากภายในข้าพระองค์จัดการได้ครบถ้วนแล้ว รายงานฉบับเต็มจะถวายภายในวันนี้"
"กองโจรรับจ้างจากภายใน" เฉินหยานทวน เดินช้าๆไปทางหน้าต่างที่มองออกไปเห็นสวนหลวง
"ใช่พะย่ะค่ะ จากการสอบสวนเงินมาจากสองแหล่ง แหล่งหนึ่งอยู่ในเป่ยหรง แหล่งที่สองอยู่ในหยวนจิง"
ความเงียบ
"และท่านรู้แล้วว่าแหล่งในหยวนจิงคือใคร"
"รู้พะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดช้าๆ "แต่ยังไม่สมควรรายงานในที่โล่งแบบนี้"
เฉินหยานหันมา สายตาที่คมทันที
"ท่านกำลังบอกว่าในท้องพระโรงของข้ามีคนที่ไว้ใจไม่ได้"
"ข้าพระองค์กำลังบอกว่าเื่นี้ควรรายงานในที่ที่มีแค่ฝ่าาและข้าพระองค์พะย่ะค่ะ"
หลิงเซวียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่แสดงอาการใดๆราวกับไม่ได้ยิน แต่เฉินหยานรู้ว่าเขาฟังทุกคำ
"งั้น" เฉินหยานพูด หันกลับไปมองสวน "มาพบข้าที่ห้องเก็บหนังสือส่วนพระองค์ในตอนเย็นหลังอาหารค่ำ"
"รับพระบัญชา"
"มีอะไรอีกไหม"
"มีอีกเื่หนึ่งพะย่ะค่ะ" เซียวจ้านหยูพูดเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย "เื่ส่วนตัว"
เฉินหยานหัน มองเขา
ในเวลาสิบปีที่ผ่านมาเซียวจ้านหยูไม่เคยพูดว่ามีเื่ส่วนตัว
"พูดมา"
"ข้าพระองค์ได้รับาเ็เล็กน้อยที่ไหล่ซ้ายระหว่างปฏิบัติภารกิจ" เซียวจ้านหยูพูดเรียบๆ "แพทย์ประจำกองทัพรักษาแล้วแต่คิดว่าฝ่าาควรรับทราบ"
"เล็กน้อย" เฉินหยานทวนเสียงที่ราบเรียบแต่คมอยู่ข้างใน
"ไม่อันตรายพะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่ได้ถาม" เฉินหยานพูด เดินกลับไปที่บัลลังก์"ข้ากำลังบอกว่าคำว่าเล็กน้อยของท่านและคำว่าเล็กน้อยของคนอื่นนั้นต่างกัน"
เซียวจ้านหยูไม่ตอบ
"แพทย์หลวงจะไปดูท่านภายในวันนี้" เฉินหยานพูดน้ำเสียงที่บอกว่าไม่ใช่การขอ "ท่านจะไม่ปฏิเสธ"
"พะย่ะค่ะ"
หลังเซียวจ้านหยูออกไป ท้องพระโรงกลับมาเงียบ
หลิงเซวียนยืนอยู่ข้างบัลลังก์ ไม่พูดอะไร
"พูดมา" เฉินหยานพูดขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์อีกครั้ง
"ข้าพระองค์ไม่มีอะไรจะพูดพะย่ะค่ะ"
"ท่านกำลังคิดอะไรอยู่"
"กำลังคิดว่า" หลิงเซวียนพูดช้าๆ "ฝ่าาและท่านกุนซือนั้นทั้งคู่เหมือนกันในหลายอย่างมากพะย่ะค่ะ"
"เหมือนกันอย่างไร"
"ทั้งคู่บอกว่าไม่มีอะไรในเวลาที่มีอะไรที่สุด" หลิงเซวียนพูด เงียบสักครู่ "ขอถวายพระพร"
แล้วก็ก้มลงกราบ หันออกไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ประวัติศาสตร์จะจารึกว่า ในรัชกาลเทียนหรงเฉินหยานปกครองแผ่นดินอย่างไร สงบสี่ทิศอย่างไร
ประวัติศาสตร์จะไม่จารึกคืนนั้น ที่กษัตริย์นั่งอยู่คนเดียวในห้องทรงพระอักษรตรวจราชการเสร็จฉบับสุดท้าย วางพู่กันหลวงลง แล้วมองไปทางทิศเหนือนานมาก
ประวัติศาสตร์จะไม่จารึกรุ่งสางนั้น ที่กษัตริย์ยืนอยู่บนกำแพงพระราชวังครั้งที่หนึ่งร้อยเจ็ด มองไปในทิศเดิม
♥️"แผ่นดินคุกเข่าต่อเขา เขาคุกเข่าต่อการรอ
ไม่ใช่เพราะการรอยิ่งใหญ่กว่าแผ่นดิน แต่เพราะแผ่นดินให้เขาได้ทุกสิ่งยกเว้นคนที่ยังไม่กลับมา
เขาจึงนั่งบนบัลลังก์ั ทำสิ่งที่เขาไม่ถนัดที่สุด ไม่ทำอะไรเลยแค่รอ"♥️
..สุสาส์นราคะ..