เช้าวันต่อมา นาวินมาทำงานตามปกติจิตใจของเขาแทบไม่ได้อยู่กับงานเลย เพราะเขารอเพียงแค่เวลาพักเพื่อที่จะไปหาพาฝันที่หลังอาคารเรียน ที่พวกเขาเคยพบกันเมื่อครั้งก่อน
ทันทีที่สัญญาณพักดังขึ้น นาวินรีบวิ่งไปยังหลังอาคารในทันที
เขารออยู่ตรงนั้นนานหลายนาทีแต่ก็ไม่มีวี่แววว่า จะมีใครผ่านไปผ่านมา
นาวินรอจนหมดความอดทน เขาหันหลังกลับก็ชนเจอใครบางคนยืนอยู่ด้านหลังของเขา
“อ้าวครูวิน มาทำอะไรที่นี่” เสียงคุ้นเคยเอ่ยทักทายเขาอย่างเป็อันเอง
“ผมก็แค่แวะมาหาที่สงบๆ ครูจิราละ มาทำอะไรแถวนี้”
“จิราก็แค่แวะมาดูหน่ะคะวันนี้เวรจิรา จุดนี้มีเด็กมารายงานบ่อยว่า มีนักเรียนมาแอบสูบบุหรี่แถวนี้ก็เลยต้องแวะมาบ้าง ไม่นึกเลยว่าจะเจอครูวิน ว่าแต่ ครูวินมาสูบบุหรี่เหรอค่ะ”
“อ้อ เปล่าหรอกครับ ผมไม่สูบบุหรี่แค่แวะมาหาที่เงียบๆ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” นาวินแทรกตัวเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อนสิค่ะจิรามีบางอย่างจะคุยกับครูวิน” จันจิราฉุดแขนเขาเอาไว้ นาวินสะบัดเบาๆ เพื่อไม่ให้เธอเสียหน้า
“มีอะไรเหรอครับเราไปคุยกับข้างนอกดีกว่า คุยกันแบบนี้ใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
“แหมครูวินก็ ไปนั่งคุยกันข้างนอกคนอื่นมาเห็นก็ไม่ดีเหมือนกันนั่นแหละค่ะ”
นาวินถอนหายใจเฮือกใหญ่ “งั้นมีอะไรก็ว่ามาครับ”
“ก็ั้แ่เกิดเื่วันนั้นเราไม่เคยได้คุยกันอีกเลย จิรามีอีกหลายอย่างที่อยากจะเล่าให้ครูวินฟัง”
“อ้อ ไม่เป็ไรหรอกครับที่ผ่านมาครูจิราก็ช่วยผมได้เยอะแล้ว ตอนนี้ ผมไม่อยากรู้อะไรอีกแล้วละครับขอบคุณนะครับ” นาวินเตรียมตัวจะไปเดินหนีไปอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อนสิค่ะ” จันจิรา ห้ามเขาไว้อีกครั้ง “เื่นี้สำคัญ จิราคิดว่าครูวินต้องรู้เื่ของพาฝันกับท่าน ผอ หน่ะคะ มันมีอะไรมากกว่าที่จิราเคยเล่า” เธอทำสายตายั่วยวนให้เขาสนใจและแน่นอนนาวินก็สนใจเช่นกัน
“เอางี้นะค่ะ” เธอถือโอกาสรุกต่อทันที “คืนนี้เราไปหาที่สงบๆคุยกันดีกว่ามั้ยคะ” นาวินไม่ตอบเธอจึงรีบยื่นขอเสนอทันที
“คราวนี้รับรองไม่มีใครเจอเราแน่นอนจิรารู้จักร้านร้านหนึ่ง ร้านนี้มีแต่พวกวัยรุ่น รับรองไม่มีใครรู้จักพวกเราแน่เป็ผับเล็กๆ ที่อยู่ตรงถนนเลี่ยงเมือง เห็นว่าบรรยากาศดี ถ้าครูวินสะดวกคืนนี้เรานัดเจอกันที่นั่นดีมั้ย”
“ขอบคุณครับ”นาวินกล่าวขอบคุณพร้อมกับเดินจากไป โดยไม่ฟังเสียงเรียกของจันจิรา ที่ยืนทำหน้างงอยู่เื้ั
.....................................................
สองวันแล้วที่พาฝันไม่ได้ไปโรงเรียนเธอพยายามจะหนีปัญหาที่เกิดขึ้น แม้ภายนอกจะดูเข้มแข็ง แต่เธอก็รู้ตัวเองดีว่าจริงๆ แล้วเธออ่อนแอแค่ไหน
การที่เธอต้องมาทำงานกลางคืน ท่ามกลางผู้คนมากหน้าหลายตาโดยเฉพาะผู้ชายเ่าั้ที่หวังจะเข้ามาแทะโลมเธอมันจึงจำเป็ที่เธอจะต้องแสดงให้คนพวกนั้นได้เห็นว่า เธอร้ายแค่ไหน
นับั้แ่เกิดเื่ครั้งก่อนเธอปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือจากคุณลุงประพาสถึงแม้คุณย่าของเธอจะรับมันเอาไว้ แต่เธอก็เคยเอามันมาจับจ่ายใช้สอยแม้แต่สตางค์เดียว
โชคดีที่เธอยังพอมีญาติๆ อยู่บ้าง แม้คนเ่าั้จะไม่ได้เป็ใหญ่เป็โตแต่ก็พอจะมีที่ทางให้เธอได้หาเงินด้วยตัวเอง ข้อเสนอที่เข้ามามากมาย เธอเลือกที่จะอยู่กับน้าคมกริชลูกพี่ลูกน้องของพ่อ ที่เธอเองเคยรู้จักมาั้แ่สมัยเด็กๆด้วยวัยที่ไม่ห่างกันมากนักมันจะเป็โอกาสดีที่เธอจะใช้น้าคนนี้เป็เกราะกำบัง
น้าคมกริชที่เธอเคยรู้จักเป็นักเลงหัวไม้มาั้แ่เด็กๆ มีเื่ให้ต้องปวดหัวอยู่บ่อยๆจนต้องถูกส่งไปอยู่ที่อื่นเสียหลายปี กลับมาอีกที ก็กลายเป็คนละคน ตั้งหน้าทำมาหากินอาศัยที่เป็คนมีน้ำใจกว้างขวาง จึงมีเพื่อนพ้องอยู่มากมาย จากที่กินเหล้าเมายาจึงค้นพบหนทางในการทำมาหากิน ด้วยการเปิดผับที่เธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าผับแห่งนี้เป็ของน้าคมกริช
จนเมื่อเกิดเื่กับเธอน้าคมกริชเป็คนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วย และเธอก็ยินดีรับมันด้วยความเต็มใจ
น้ากริชจะคอยรับส่งเธอไปกลับที่ผับทุกวันไม่มีใครเคยถามว่า เธอเป็ใครมาจากไหน เพียงแค่น้ากริชบอกพวกเขาเ่าั้ว่า“นี่เด็กกู” แค่นั้น ทุกคนก็มองเธอด้วยความเคารพและไม่มีใครกล้าตอแยกับเธอแค่นี้เธอก็ทำงานด้วยความสนุกและสบายใจ ลืมเื่ร้ายๆ ที่โรงเรียนไปจนหมดสิ้น
ผับแห่งนี้จึงเป็เหมือนเซฟโซนที่เธอใช้เยียวยาตัวเองมาโดยตลอดสถานที่แบบนี้น้อยครั้งนักที่ครูจากโรงเรียนของเธอจะแวะเวียนมาใช้บริการยิ่งพวกเด็กนักเรียนด้วยกันแล้ว ยิ่งหมดสิทธิ เพราะที่นี่เข้มงวดกับเด็กที่อายุต่ำกว่า18 ปี เื่ราวของเธอกับผับแห่งนี้จึงเป็ความลับที่ยังไม่มีใครล่วงรู้มาก่อน
จนกระทั่งการมาของครูนาวินในคืนนั้น
น้ากริชสังเกตเห็นความผิดปกติั้แ่ตอนหัวค่ำเมื่อมีรถมอเตอร์ไซด์ขับตามพวกเขาั้แ่ออกจากซอยข้างโรงเรียนแล้วน้ากริชจึงสั่งให้ลูกน้องคอยจับตาเอาไว้ จนเมื่อทุกคนเห็นครูนาวินเดินเข้าในผับมันคงไม่เกิดเื่วุ่นวายหากครูนาวินจะแค่มานั่งดื่มเครื่องดื่มและสนุกไปกับเสียงเพลงเหมือนคนอื่นๆ
เดิมทีพวกเขาแค่อยากจะสั่งสอนเบาๆเท่านั้น แต่คาดไม่ถึงว่า หมอนี่จะมีฝีมือใช้ได้เล่นเอาคนของน้ากริชนอนกองไปกับพื้นจนหมด เธอเฝ้ามองเหตุการณ์อยู่บนรถของน้ากริชเมื่อเห็นเื่ราวทำท่าจะบานปลาย น้ากริชต้องดีที่พาฝันขอร้องให้น้ากริชปล่อยเขาไป เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมเธอต้องทำเช่นนั้นแต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี
“ไปบอกหมอนั่นว่าอย่ามาที่นี่อีกไอ้เด็กพวกนั้นมันยอมซะที่ไหน” น้ากริชบอกเธอตอนขับรถมาส่ง
นี่ก็หลายวันแล้วที่เธอไม่ได้เจอหน้าครูนาวิน และเธอก็ยังไม่ได้นำคำพูดของน้ากริชมาบอกเขาเธอกังวลเหลือเกิน กลัวว่าเขาจะกลับเข้ามาที่นี่อีก
“นั่งใจลอยอีกแล้วนะเรา”
เสียงน้ากริชดังมาจากด้านหลังพาฟันหันไปมองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งผิดปกติจากที่เธอเคยเป็
“ไม่ต้องห่วงหรอก ถึงเขากลับมาน้าก็จะไม่ทำอะไรเขา สัญญา” น้ากริชเหมือนจะรู้ว่าพาฝันคิดอะไรอยู่
ได้ยินคำของน้ากริชทำให้พาฝันรู้สึกดีขึ้นมานิดนึงแต่เธอก็ยังไม่มีรอยยิ้มอยู่ดี
“เอางี้ดีมั้ย ไหนๆคืนนี้แขกก็น้อยอยู่แล้ว น้าไปส่งเธอก่อนดีกว่าได้ข่าวว่าไม่ได้ไปโรงเรียนมาหลายวันแล้ว วันนี้กลับไปเตรียมตัว น้าไม่อยากให้เธอขาดเรียน รู้มั้ย”
พูดจบน้ากริชลุกขึ้นพร้อมส่งสัญญาณให้เธอตามเขาไป
พาฝันเก็บสัมภาระออกตามน้ากริชไปอย่างว่าง่าย
..................................................
เช้าวันนี้ทุกคนอยู่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาคุณประพาสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ พยายามชวนทุกคนพูดคุยอย่างเช่นที่เคยมาแม้หนังสือพิมพ์ที่อยู่ตรงหน้าจะเปิดอยู่ แต่เขาแทบไม่ได้อ่านมันเลยเพราะการสนทนากับคนในครอบครัว ทำให้เขามีความสุขมากกว่า
ทั้งหมดทานไปพูดคุยกันไปโดยไม่มีความเร่งรีบอะไร จนกระทั่งคุณประพาสพูดบางอย่างออกมา
“วันนี้พ่อว่าจะเข้าไปที่โรงเรียนสักหน่อย”
ฉับพลัน บรรยากาศได้เปลี่ยนไปในทันที ภาสกรแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินเขาชะงักนิดหน่อย แต่ก็พยายามเก็บอาการเอาไว้ ในขณะที่วนิดาที่นั่งอยู่ข้างๆได้แต่รอลุ้นว่า สามีจะตอบว่าอย่าง
“พ่อจะเข้าไปทำไม” ภาสกรถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก
“มันเป็โรงเรียนของฉันทำไมฉันจะเข้าไปไม่ได้ละ” คุณประพาสสวนกลับมาในทันที
จากนั้น ความเงียบก็เข้ามาปกคลุมพวกเขาอีกครั้ง ไม่มีการพูดคุยกันต่างคนต่างรีบกินอาหารให้เสร็จๆ จะได้แยกย้ายกันไปให้เร็วที่สุด
ภาสกรเป็คนแรกที่เดินจากไปโดยมีวนิดาเดินตามหลังไปติดๆ
“หวังว่าแกคงจะรออยู่ที่โรงเรียนนะ”คุณประพาสะโตามหลัง หวังจะให้ลูกชายได้ยิน
คุณประพาสนั่งมองลูกชายและลูกสะใภ้เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลยเขาทำได้แค่ถอนหายใจออกมาเสียงดัง จนคุณพิสมัย ภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆต้องรีบออกตัวแทนลูก
“คุณพี่ก็อย่าไปอะไรกับเ้ากรมันมากเลยคุณพี่ก็รู้ว่าเ้าหนะเป็เด็กยังไง”
“เพราะผมรู้ว่ามันเป็ยังไงนี่แหละผมจึงอดเป็ห่วงไม่ได้” คุณประพาสส่ายหัวไปมา “ั้แ่มันมีเมีย มันไม่เคยฟังผมเลย คุณก็ลองดูสิ พูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็โมโหเดินออกไปซะดื้อๆ แบบนั้น”
“คงเพราะ่นี้ ที่โรงเรียนมีปัญหาหลายอย่างเ้ากรก็เลยเครียดมากไป” คุณพิสมัยพยายามออกตัวแทนลูกชาย
“ทำตัวเองทั้งนั้น” คุณประพาสสบถออกมา “ถ้ามันไม่เที่ยวไปเอานักเรียนกับครูมาทำเมียมีรึจะเกิดปัญหาแบบนี้”
“ลูกก็สนุกๆไปตามประสาวัยรุ่นนั่นแหละ เดี๋ยวสักพักก็คงจะหยุดไปเอง”
“หยุดไปเอง นี่คุณพูดแบบนี้ได้ยังไงเพราะคุณมัวแต่ตามใจแบบนี้แหละ เ้ากรมันถึงได้เหลิงจนเคยตัว”
คุณพิสมัยรู้ดีว่าเถียงไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ได้แต่นั่งเฉยๆ ไม่ต่อล้อต่อเถียง จนคุณประพาสต้องหันมาชวนคุย
“วันนี้คุณจะเข้าไปที่โรงเรียนด้วยกันมั้ย”
“ก็เห็นๆอยู่ว่าลูกไม่อยากให้พวกเราเข้าไป คุณก็ยังจะไปอีก”
“เอานา... เข้าไปดูสักหน่อยว่ามันเป็ยังไงกันแน่”
“เชิญคุณไปคนเดียวเถอะฉันขออยู่บ้านดีกว่า”
.............................................................
ไม่มีใครรู้มาก่อนว่าท่านประธานจะเดินทางมาที่โรงเรียนในวันนี้ดังนั้น เมื่อคุณประพาสปรากฏตัวขึ้นที่โรงเรียนก็สร้างความแปลกใจให้กับทุกคนเป็อย่างมาก เพราะนานมาแล้วที่ท่านไม่ได้เข้ามาและครูรุ่นใหม่บางคนแทบจะไม่รู้จักท่านด้วยซ้ำ
จึงไม่แปลกที่ถึงแม้เ้าของตัวจริงจะอยู่ที่นั่นแต่กิจกรรมหน้าเสาธงทั้งหมดยังถูกควบคุมโดยผู้อำนวยการ แม้มันจะทำให้ความสนใจในตัวของเขาถูกลดทอนลงไปบ้าง เขาก็ยังคงเป็ผู้อำนวยการคนเดิมที่ควบคุมทุกอย่างไว้ได้อย่างไม่มีที่ติ
เวลาค่อยผ่านไปอย่างช้าๆ ไม่นานนัก สิ่งที่ทุกคนเฝ้ารอก็ปรากฏขึ้น
....พาฝัน เดินเข้ามาในโรงเรียน....
หลายคนเริ่มขยับตัวด้วยความเคยชินเพราะคิดว่า อีกเพียงแค่อึดใจเดียว ก็คงต้องแยกย้ายกันไป
แต่ผิดคาด
ผู้อำนวยการยังคงพูดต่อไปไม่ยอมหยุด
เด็กสาวที่เคยหนีเข้าห้องเรียนก่อนใครกลับเดินเข้ามายังแถวของนักเรียนมาสาย เหมือนคนอื่นๆ
ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ผู้อำนวยการยังคงให้โอวาทกับนักเรียนต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งทุกคนแยกย้ายกันไป
ผู้อำนวยการเดินหัวเสียเข้าห้องทำงาน กลับพบกับสิ่งที่ให้เขาต้องหัวเสียหนักขึ้นไปอีก
“แกทำได้ดีมาก” น้ำเสียงนิ่งๆ แต่แฝงไว้ด้วยอะไรหลายๆดังขึ้นมาทันทีที่เขาผลักประตูเข้าไป
“พ่อเข้ามาในห้องของผมทำไม” เห็นได้ชัดว่า ภาสกรไม่พอใจอย่างมากที่เห็นคนอื่นอยู่ในห้องก่อนเขา
“ทำไมฉันจะเข้ามาไม่ได้ละ ในเมื่อมันเคยเป็ห้องทำงานของฉันมาก่อน” คุณประพาสเอนหลังพิงโซฟารับแขกอย่างสบายใจ
“คุณพ่อโทรไปบอกเ้าเด็กนั่นใช่มั้ย”
“ก็ฉันบอกแกแล้วหนูพาฝันก็ต้องรู้ด้วยสิ”
ได้ฟังคำตอบแล้วภาสกรได้แต่นั่งหน้าบึ้งอยู่ที่โต๊ะทำงาน
“แกไม่ถามสักคำเลยเหรอว่าพ่อมาทำไม” คุณประพาสหันไปมองหน้าลูกชายแต่อีกฝ่ายยังนิ่งเงียบไม่ยอมตอบกลับมา คุณประพาสจึงเอ่ยต่อ
“ฉันรู้มาว่า ตอนนี้แกมีปัญหารอบด้านความดื้อด้านของแก กำลังทำร้ายตัวแกเอง ที่สำคัญมันกำลังทำลายโรงเรียนแห่งนี้ไปทีละนิด ฉันไม่เข้าใจเลยแกจริงเลยจริงๆของมันดีอยู่แล้ว แกจะดื้อด้านไปเปลี่ยนแปลงมันทำไม”คุณประพาสหยุดหายใจนิดนึง “ฉันรู้ว่าแกอยากจะสลัดคราบของพ่อออกไปจากโรงเรียนนี้ แต่แกจะทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกถ้าแกไม่ได้แสดงฝีมือให้ทุกคนได้เห็นก่อน ถ้าแกคิดจะรื้อระบบแกก็ต้องอยู่ในระบบเก่าให้ได้ก่อน ไม่ใช่มาถึงก็รื้อทุกอย่างแบบนี้”
ถึงแม้ภาสกรจะนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยมแต่ดูเหมือนว่า ผู้อำนวยการคนนี้จะไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่คนเป็พ่อพูดออกมามากนักเขาเอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่
“สิ่งที่ผมทำอยู่มันก็ไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้โรงเรียนเป็แบบนี้” น้ำเสียงที่มีแต่ความมั่นใจในตัวเองของภาสกรเอ่ยออกมาในที่สุด “ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาผมเองก็เตรียมใจไว้แล้วว่ามันต้องเป็แบบนี้ แต่พ่อเชื่อได้เลย อีก 2-3 ปีเมื่อทุกอย่างมันลงตัว โรงเรียนของเราก็จะกลับมาเป็ที่นิยมอีกครั้ง”
คุณประพาสได้แต่ส่ายหัว “ถ้าแกมั่นใจแบบนั้น ก็แล้วแต่แกมันเป็โรงเรียนของแกแล้วนิ คนแก่อย่างฉันคงทำอะไรไม่ได้แล้ว อย่างที่ฉันเคยบอกฉันจะไม่ยุ่งกับแก ขอเพียงแค่แกรับข้อเสนอสองข้อของฉันได้”
ภาสกรหันขวับมาทันที
“เพราะไอ้สองข้อของคุณพ่อนี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างมันเป็แบบนี้”
คุณประพาสนั่งมองลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินออกจากห้องทำงานของตัวเองไปด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวภาสกรไม่สนใจที่จะหันกลับมามองผู้เป็บิดา ว่าสายตาที่จับจ้องไปที่เขานั้นจะเต็มไปด้วยแววตาแห่งความเป็ห่วงมากน้อยแค่ไหน
เขาเป็ลูกชายแท้ๆแต่คุณพ่อกลับไปไว้ใจคนอื่นมากกว่าตัวเอง ร้อยวันพันปี ไม่เคยเลยที่คุณพ่อจะพูดกับเขาแบบนี้ เขาอยากได้อะไร ก็ต้องได้ อยากทำอะไรก็ได้ทำเพียงเพราะเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เขายังจำเื่ราวในอดีตได้เป็อย่างดีเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่ข้างบ้าน กับยายแก่ๆ คนหนึ่ง ที่คุณพ่อรักหนักรักหนาแม้กระทั่งให้เขารักเด็กคนนี้เหมือนน้องสาวคนนึง ซึ่งเขาก็ไม่เคยปฏิเสธ
เขากับพาฝันโตมาด้วยกันแม้อายุจะห่างกันราวสิบปี แต่ความเป็พี่เป็น้องก็ยังคงดำเนินไปตามความ้าของคุณพ่อ
ยิ่งเวลาผ่านไปจากเด็กสองคนที่วิ่งเล่นด้วยกันตามประสาพี่น้อง ภาสกร โตเป็หนุ่มพาฝันเองก็เป็สาวในเวลาไม่นาน แต่เขาก็ไม่เคยคิดเกินเลยไปจากคำว่าน้องสาวดั่งเช่นที่คุณพ่อ้า
หลังจากเรียนจบได้ไม่นานภาสกรก็แต่งงานกับวนิดา ทุกคนก็เห็นได้ชัดว่าพาฝันดีใจขนาดไหนที่เขาจะมีพี่สาวอีกคน แต่หลังจากที่วนิดาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ภาสกร้าให้วนิดารู้สึกเหมือนกับเขาที่เห็นพาฝันเป็น้องสาวอีกคน แต่ยิ่งทำเท่าไหร่ยิ่งทำให้ความรู้สึกของวนิดายิ่งถอยห่างยิ่งขึ้นแม้ภายนอกเขาจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงอำนาจในการจัดการกับครูนับร้อยในโรงเรียนแต่ใครจะรู้ ลึกๆ แล้ว เขากลับตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะจัดการกับเื่นี้อย่างไรเมื่อคิดได้อีกที พาฝันก็พาตัวเองออกห่างจากครอบครัวของเขาไปเสียแล้ว เขารู้ว่าทั้งหมดคือความผิดของเขาแต่เขาก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้เลย มิหนำซ้ำ เื่ร้ายๆยังเกิดขึ้นตามมาติดๆ จนทำให้เขามองหน้าพาฝันไม่ติด จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของจิตราเพื่อนสนิทของพาฝันนั่นทำให้พาฝันกลายเป็คนละคน และเป็พาฝันเหมือนดั่งเช่นทุกวันนี้
ภาสกรเดินออกมาโดยไร้จุดมุ่งหมาย เขามารู้สึกตัวอีกที ก็มาหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของวนิดาเสียแล้วเขารู้ดีว่า ในเวลาที่เขาสับสน ไร้ทางออก วนิดา คือคนที่ชี้หนทางให้เขาได้ เขาค่อยๆ รวบรวมสติ แล้วนั่งลงข้างๆ โต๊ะตัวนั้น ครูคนอื่นที่อยู่ร่วมห้องเมื่อเห็นผู้อำนวยการคนนี้เดินมา ก็ทำทีเป็กุลีกุจอ ทำตัวให้ยุ่ง บ้างก็ถือโอกาสเดินออกจากห้องไปเพียงไม่นาน ก็เหลือเพียงภาสกรกับวนิดาเท่านั้น ที่นั่งอยู่ในห้อง
“ทะเลาะกับคุณพ่อมาอีกละสิ” วนิดาถามขึ้นโดยไม่หันไปมองด้วยซ้ำ“ฉันบอกคุณแล้วว่าอย่าปล่อยให้คุณพ่อมาวุ่นวายที่นี่ แค่นี้คุณก็ทำไม่ได้”
ภาสกรได้แต่นั่งนิ่ง สมองของเขาแทบไม่ทำงานด้วยซ้ำเขากำลังรอว่าภรรยาของเขาจะพูดอะไรต่อ
“ลำพังยัยเด็กนั่นคนเดียวก็วุ่นวายแล้วนี่เพิ่มมาอีกคน แทนที่จะทำให้อะไรมันง่ายๆ กลับยากยิ่งกว่าเดิม”
“ทำไงได้ละก็คุณพ่อสั่งไม่ให้ผมไปยุ่งกับสองคนนี้” ภาสกรเอ่ยออกมาเบาๆ เหมือนกลัวใครจะได้ยิน
“นี่มันโรงเรียนของคุณแล้วนะคุณจะทำอะไรก็ได้” วนิดาสวนกลับมาทันควัน
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงเล่า”ภาสกรสวนกลับไปเช่นกัน
วนิดาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ ภาสกรพลางกระซิบเบาๆ
“ถ้าเื่แค่นี้ คุณยังจัดการไม่ได้เห็นทีฉันคงจะต้องจัดการด้วยวิธีของฉันเองซะแล้ว” พูดจบวนิดาก็เดินจากภาสกรไปอีกคนทิ้งให้เขานั่งอยู่ในห้องนั้นเพียงคนเดียว