กัวซีฉือถอนหายใจ
เยี่ยนเจาเจาได้ยิน “สลักกุญแจเชียนจี”จู่ๆ เรียวคิ้วพลันขมวด แม้ใบหน้านางจะไม่ได้แสดงสิ่งใดออกมาชัดๆทว่าในใจกลับเหมือนมีคลื่นลูกใหญ่ซัดอยู่
สลักกุญแจเชียนจีมิใช่ของเล่นธรรมดาทั่วไป
นางระงับอาการตกใจเอาไว้ในใจเอ่ยถามเสียงเบาว่า “มารดาของโยวหนิงนี่เป็นสตรีเช่นใดกัน ไยถึงปล่อยให้บุตรสาวของตนโดนผู้อื่นรังแกเช่นนี้?”
“ข้าได้ยินโยวหนิงบอกว่านางมิเคยเจอหน้ามารดาและยังรู้เรื่องของมารดาน้อยมากเช่นกัน ทั้งตระกูลเฉินมิอาจหาข่าวคราวของมารดานางได้เลยแม้แต่มารดาเป็นใครก็ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ ในมือของโยวหนิงมีเพียงกุญแจหนึ่งดอก มันเป็นของสิ่งเดียวที่มารดาเหลือไว้ให้นางมีชื่อเรียกประมาณว่าสลักกุญแจเชียนจีนี่แหละ”
“เป็นตระกูลที่มั่งคั่งของเมืองซูโจวมิใช่หรือ?”
ฝ่ามือของเยี่ยนเจาเจาเปียกชื้นไปหมด
“ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นหากเป็นตระกูลร่ำรวยมั่งคั่ง แม้จะเลิกราไปแล้ว แต่ก็ไม่อาจทิ้งเลือดเนื้อของตัวเองไปได้หรอกแค่มองก็ยังไม่มองด้วยซ้ำ
นอกจากนี้นางยังเคยได้ยินบิดากล่าวว่ามารดาของนางแซ่เหลียงไม่ได้เป็นแซ่ของคนแคว้นนี้ แต่เป็นเหลียงที่มาจากคำว่าเวินเหลียง
เหลียงเป็นแซ่ที่เดิมทีไม่อาจพบเห็นได้บ่อยเมืองซูโจวแห่งนี้ไม่มีสตรีแซ่เหลียง เช่นนั้นจึงน่าจะเป็นบุคคลที่มาจากนอกพื้นที่”
กัวซีฉือคาดเดาได้อย่างสมเหตุสมผล
เมื่อครู่เยี่ยนเจาเจาคิดจะพูดออกมาเฉินโยวหนิงที่อยู่ในกระโจมจู่ๆ ก็อาเจียน กัวซีฉือหันเดินกลับไปทันทีเยี่ยนเจาเจาเองก็เดิมตามไปติดๆ
ครั้งนี้อาการอาเจียนของเฉินโยวหนิงร้ายแรงยิ่งนักเยี่ยนเจาเจาเพิ่งเดินเข้าไปในกระโจม ก็เห็นเฉินโยวหนิงโผล่ออกมาจากเตียงแค่ครึ่งตัวนางปีนไปยังข้างเบาะนอน จากนั้นก็อาเจียนจนเลอะไปทั่วร่างกาย
“ข้าเอง”
ไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอพบสิ่งใดเข้าเรียวคิ้วของเขาถึงได้ขมวดยามที่หันไปพูดกับเยี่ยนเจาเจา เยี่ยนเจาเจารู้ว่าหนานหมิงเหอรู้วิชาแพทย์ดังนั้นนางจึงหลีกทางให้หนานหมิงเหอเข้าไป
“พี่ชายของข้ารู้วิชาแพทย์ซีฉือ เจ้าให้พี่ชายของข้าดูโยวหนิงแทนเถอะ”
เยี่ยนเจาเจาดึงแขนเสื้อของกัวซีฉือดวงตาของกัวซีฉือเผยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลีกทางให้หนานหมิงเหอเข้าไปนั่งลงข้างเตียงของเฉินโยวหนิง
สภาพของเฉินโยวหนิงมิสู้ดีเท่าไรนักดูเหมือนนางจะอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น กัวซีฉือเรียกนางเบาๆ แต่นางกลับไม่มีการตอบโต้แต่อย่างใด
หนานหมิงเหอนำผ้าเช็ดหน้าออกมาวางลงบนข้อมือของเฉินโยวหนิงแล้วสัมผัสชีพจรนางเงียบๆ ครู่หนึ่งเขาก็ขมวดคิ้ว
ท่าทีของเขาดูจริงจังหนักแน่นหลังจากเก็บผ้าเช็ดหน้าก็หยิบเข็มเงินออกมาจากที่ใดสักแห่งใช้เข็มเงินนั้นทิ่มไปที่ปลายนิ้วของนางจนเห็นเลือดจากนั้นก็หยดมันลงที่ถ้วยชาด้านข้าง
เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือไม่เข้าใจสิ่งนี้เลยสักนิดทั้งสองคนมองจนแทบไม่กล้าหายใจ ไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอทำอะไรกับเลือดในถ้วยชามีเพียงคำพูดที่กล่าวออกมาเบาๆ “นางโดนพิษที่ยากจะสังเกตเห็นได้ และฤทธิ์ยังร้ายแรงมีความเป็นไปได้สูงที่พิษจะคร่าชีวิตของนาง”
หนานหมิงเหอไม่ได้จงใจพูดถึงอาการป่วยอย่างเกินจริงการที่เขาพูดเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องมีผู้แอบซุ่มลงมือกับนางอย่างแน่นอน
นางเป็นเพียงเด็กสาวอายุน้อยปกติแล้วนางมีบุคลิกร่าเริงมีชีวิตชีวา หรือว่ามีใครเห็นนางเป็นเช่นนี้แล้วไม่มีความสุข?
ในสถานศึกษาตระกูลหยวนมีผู้ลงมือกับบัณฑิตหญิงพิษที่ใช้ก็ยังรุนแรงถึงชีวิต นี่ถือว่าผิดปรกติเป็นอย่างยิ่ง
เยี่ยนเจาเจาคิดว่ามีบางสิ่งที่ไม่ปกติเมื่อลองนึกย้อนดูว่าเฉินโยวหนิงมีสลักกุญแจเชียนจี ก็รู้สึกว่าเรื่องราวต่างๆ อาจไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิด
“เจาเจาเจ้าเอาสิ่งนี้ผสมกับน้ำชา หลังจากนั้นใช้ผสมกับน้ำเย็นแล้วค่อยป้อนให้นางดื่ม”
หนานหมิงเหอขัดจังหวะความคิดของเยี่ยนเจาเจา
เขาหยิบขวดเล็กๆออกมาจากแขนเสื้อ เปิดจุกฝาออก เทเม็ดยาลูกกลอนที่ปิดผนึกไว้ด้วยขี้ผึ้ง ส่งใส่มือเยี่ยนเจาเจา
กัวซีฉือเอ่ยถาม “นี่คือสิ่งใดหรือ?”
“ยาถอนพิษพิษที่นางโดนแม้จะร้ายแรง แต่ประสิทธิภาพของมันก็เป็นที่ยอมรับ” เดิมทีหนานหมิงเหอไม่อยากอธิบายทว่าเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ของกัวซีฉือและน้องสาวของตนเขาจึงเลือกอธิบายอย่างกระชับ
กัวซีฉือกังขาเกี่ยวกับความสามารถของหนานหมิงเหอแต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใด เมื่อนึกถึงความเชื่อใจที่มีต่อเยี่ยนเจาเจา จึงทำให้ความเชื่อมั่นนั้นแผ่ไปถึงหนานหมิงเหอด้วย
เยี่ยนเจาเจารับมันมานางนำมันไปผสมกับชาและน้ำเย็นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินไปที่ข้างเตียง ค่อยๆ ป้อนให้เฉินโยวหนิงดื่ม
เฉินโยวหนิงรู้สึกตัวเลือนรางทำให้ไม่อาจป้อนยาน้ำเข้าไปได้ หนานหมิงเหอจึงกล่าวออกมาเบาๆ “ล่วงเกินแล้ว”เขากดมือของตนลงบนลำคอของเฉินโยวหนิง ไม่รู้ว่าเขากดโดนจุดฝังเข็มจุดใดของนางเยี่ยนเจาเจาถึงสามารถป้อนยาน้ำใส่ปากของนางได้สำเร็จ
ยาน้ำถูกป้อนเข้าไปได้ไม่นานใบหน้าของเฉินโยวหนิงก็มีสีฝาดของเลือดปรากฏขึ้น เวลาผ่านไปครึ่งถ้วยชานางก็ค่อยๆตื่นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ายาลูกกลอนของหนานหมิงเหอมีผลลัพธ์ค่อนข้างดีทีเดียว
“อ๊ะจวิ้นจู่ อาจ้าว ยังมีศิษย์น้องสิงจื่อ เหตุใดพวกเจ้าพากันมาอยู่ที่นี่?”
เฉินโยวหนิงยังคงมีอาการมึนงงแววตาของนางดูเลื่อนลอย แม้แต่ใบหน้าของคนตรงหน้านางก็ยังจดจำไม่ได้ว่าเป็นผู้ใด
“เมื่อครู่เจ้าหมดสติไป”
กัวซีฉือเห็นว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอไม่ได้กล่าวเรื่องยาพิษออกมาเช่นนั้นนางจึงปิดบังมันเอาไว้ พูดเพียงว่านางไม่ได้ทานมื้อกลางวัน และตื่นเต้นมากเกินไปตอนแข่งตีคลีจึงทำให้นางหมดสติไปเพราะความหิว
เฉินโยวหนิงมีนิสัยร่าเริงเมื่อได้ยินเรื่องนี้นางก็หัวเราะออกมา “ฮ่าๆ เป็นเช่นนี้นี่เองไยทุกคนต้องมาเฝ้าข้ามากมายถึงเพียงนี้ เรื่องกินไม่ลงท้องปัญหาเรื่องทางเดินอาหารสำหรับข้ามันเป็นเรื่องปกติ ไม่เป็นไรๆ”
ท่าทางของนางทั้งน่าสงสารและน่ารักเดิมทีเยี่ยนเจาเจาคิดถึงเพียงสลักกุญแจเชียนจี หัวใจของนางจึงอดมิได้ที่ต้องอ่อนลงเล็กน้อยนางกล่าวเสียงเบาว่า “ช่วงท้องของเจ้ามิค่อยดี ไยจึงไม่ไปหาท่านหมอ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าร่างกายนี้จะทนรับต่อไปไม่ไหว”
เฉินโยวหนิงลูบช่วงท้องของตนอย่างไร้เดียงสาและกล่าวเพียงว่า “มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไร เหตุใดต้องไปหาท่านหมอด้วยเล่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไรเลย”
ที่นางพูดเช่นนั้น เพราะเดิมทีเยี่ยนเจาเจาก็ไม่ได้สนิทหรือใกล้ชิดกับเฉินโยวหนิงเท่าไรนักก็เลยไม่อยากกล่าวชักชวนมากไปกว่านี้เมื่อเห็นว่าเฉินโยวหนิงมีเรื่องบางอย่างที่อยากกล่าวกับกัวซีฉือ นางจึงลากแขนหนานหมิงเหอออกมาอย่างรู้ความ
เยี่ยนเจาเจาเองก็มีเรื่องที่อยากพูดกับหนานหมิงเหอทว่าหนานหมิงเหอมิได้มีความสนใจในเรื่องราวของผู้อื่นเรื่องเดียวที่อยู่ในใจของเขาก็คือ การพาเยี่ยนเจาเจากลับไปที่กระโจมเพื่อล้างตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้น
“ก็ได้ก็ได้ รู้แล้ว ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด ช่างเป็นผู้ดูแลที่ดีจริงๆ”
เยี่ยนเจาเจาทำปากจู๋
แต่จะทำอย่างไรได้เล่าคำพูดของพี่รองเป็นสิ่งที่เยี่ยนเจาเจาเชื่อฟังมากที่สุด
เยี่ยนเจาเจาเดินเข้ากระโจมไปอย่างยอมรับชะตากรรมเตรียมพร้อมสำหรับการอาบน้ำล้างตัวแต่หนานหมิงเหอหันกลับไปยืนอยู่ที่ใต้ต้นไม้เล็กๆ ข้างกระโจมด้านหลังของเขามีคนเดินมาจากบริเวณที่หลีกเลี่ยงจากหูตาของผู้อื่น
“คุณชาย”
บุรุษคนนั้นกำมือของตนท่าทีที่มีต่อหนานหมิงเหอแสดงออกถึงการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
“ไปตามสืบว่าพิษที่เฉินโยวหนิงโดนวันนี้เป็นฝีมือผู้ใดเวลาที่เฉินโยวหนิงออกไปจนถึงตอนที่โดนพิษ นางได้ติดต่อใกล้ชิดกับผู้ใดสืบได้แล้วกลับมารายงานข้า”
“ขอรับ”
ผู้ใต้บังคับบัญชารับคำสั่งแล้วก็ออกไปทันทีหนานหมิงเหอรอจนผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนมา
คราวนี้น้ำเสียงของเขาเย็นชายิ่งกว่าเดิม “ตรวจดูการสอบเข้าอาคารทางใต้ของเหล่าบัณฑิตชายอีกรอบหากมีคนที่ฝ่ายนั้นส่งมา เจ้าคงรู้ว่าควรจัดการอย่างไร”
“แต่ตอนเข้าศึกษาพวกเราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วมิใช่หรือขอรับ?”
“เกรงว่ายังคงมีตรวจหาอย่างละเอียดอีกครั้ง”
แม้ว่าท่าทีของหนานหมิงเหอจะดูอ่อนโยนในคำพูดของเขาก็มิได้ดูมีความคมคายอะไร ทว่าผู้ใต้บัญชาของหนานหมิงเหอรู้ดีว่าเขาไม่เคยพูดเรื่องไร้สาระในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าเขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่เหมาะสมปะปนอยู่ในเหล่าบัณฑิตใหม่
ผู้ใต้บัญชาก้มหน้าลงยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
“เป็นข้าน้อยที่บกพร่องต่อหน้าที่”
หนานหมิงเหอมิได้กล่าวสิ่งใดต่อเขาเพียงโบกมือสื่อว่าเขาไม่ใส่ใจ
ความหวาดผวายังคงติดอยู่กับร่างของผู้ใต้บัญชาแต่ท่าทีก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
แต่ไหนแต่ไรมาหนานหมิงเหอไม่เคยมีความเข้มงวดกับเหล่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีนิสัยอ่อนแอ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือมิอาจล้อเล่นไม่จริงจังครั้งนี้ที่เขาทำงานบกพร่อง หนานหมิงเหอมีท่าทีเข้าใจและให้อภัยอย่างง่ายดาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาสามารถทำความผิดเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สองได้
มีเรื่องบางเรื่องที่หนานหมิงเหอได้พูดกับเขาอย่างละเอียดแต่เมื่อประมาณการว่าเยี่ยนเจาเจาน่าจะจัดการตัวเองใกล้เสร็จแล้ว เขาถึงให้เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาออกไปจากนั้นก็กลับไปหาเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งเดินออกมาจากห้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อผ้าที่สะอาด นั่งอยู่บนฟูกนอนนุ่มๆ รอให้หนานหมิงเหอเดินเข้ามา
กระโจมหลังนี้แม้จะเป็นสถานที่ที่เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉืออาศัยอยู่ด้วยกันทว่าก็มีม่านและฉากกั้นระหว่างกันไว้ ยามที่กัวซีฉือไม่อยู่หนานหมิงเหอก็เข้ามาอยู่ใกล้เยี่ยนเจาเจาไม่มีจุดใดที่ขัดต่อหลักจารีตประเพณี
เรือนผมยาวพาดไหล่ของเยี่ยนเจาเจายังคงเปียกอยู่ในตอนที่หนานหมิงเหอเดินเข้ามานางก็เหวี่ยงขาไปอีกด้านพร้อมรอยยิ้มออดอ้อน “ท่านพี่มาแล้ว”
หนานหมิงเหอนั่งลงที่ด้านหลังของเยี่ยนเจาเจาอย่างคุ้นเคยหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดผมของนาง อีกด้านหนึ่งก็ตอบกลับเสียงเบา “อืม”
เสียงนี้ฟังแล้วเบาหูเป็นอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจารู้สึกเหมือนมีบางอย่างเข้ามาชนที่หัวใจของนาง
นางยอมปล่อยให้ตัวเองได้ทำตามใจของตนเข้าไปใกล้ชิดกับมือของหนานหมิงเหอ มือหนาของหนานหมิงเหอจับศีรษะเล็กๆของเยี่ยนเจาเจาอย่างมั่นคง ส่วนมืออีกข้างก็เช็ดผมให้นาง
ปลายผมที่แสนอ่อนนุ่มเกาะติดที่นิ้วมือของเขาหยดน้ำที่อยู่บนผมได้ทิ้งร่องรอยความเปียกชื้นเอาไว้บนฝ่ามือ
ยามกระทำสิ่งใดเขามักจะเคร่งครัดเอาจริงเอาจังเสมอแม้ว่าจะเป็นการช่วยเยี่ยนเจาเจาเช็ดผม แต่สำหรับเขาแล้วก็ยังลงมือโดยถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก
หนานหมิงเหอเช็ดผมของนางผมของนางก็แห้งกว่าเดิมมาก เยี่ยนเจาเจาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไม
ด้านหนึ่งนางสัมผัสได้ถึงความร้อนจากฝ่ามือของหนานหมิงเหอที่ส่งมาอีกด้านหนึ่งนางก็กล่าวเชิงติดตลกออกมาว่า “บนมือของท่านมีอาทิตย์ดวงน้อยอยู่ด้วยหรือเจ้าคะผมของข้าแห้งเร็วขึ้นมากทีเดียว”
หนานหมิงเหอหัวเราะ “แค่กำลังภายใน”
ชาติก่อนเยี่ยนเจาเจามิเคยได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้นางมักจะเอาแต่คิดว่าเรื่องการต่อสู้แบบโบราณและเรื่องกำลังภายใน เป็นเพียงสิ่งที่บันทึกเอาไว้ในตำราเมื่อได้ยินหนานหมิงเหอพูดเช่นนี้ จู่ๆ นางก็เกิดความรู้สึกสนใจขึ้นมาจนกะพริบตาถี่ๆแล้วจึงถามออกไป “กำลังภายใน? มันเป็นดั่งลมไร้เงาภายในระยะร้อยก้าวกำลังภายในสามารถพรากชีวิตของผู้คนไปได้น่ะหรือเจ้าคะ?”
ท่าทีสงสัยราวกับเด็กของนางทำให้ยิ่งดูน่ารักน่าชังจนหนานหมิงเหออดใจไม่ได้ที่ต้องหยิกแก้มนาง จากนั้นก็ค่อยตอบกลับไป
“ก็ไม่ได้เกินไปอย่างที่เจ้ากล่าวมากหรอกเดินเหินอยู่บนหลังคาได้อย่างคล่องแคล่ว ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้เกินความเป็นจริงทว่าเป็นไปไม่ได้ที่ในระยะร้อยก้าวจะสามารถลงมือเอาชีวิตของผู้คน แต่เรื่องสัมผัสทั้งห้าก็มีความอ่อนไหวมากกว่าคนทั่วไปและสามารถใช้อาวุธได้อย่างคล่องมือเท่านั้น”