ตอนที่2 ครอบครัวมารับ
“ไปสิครับเ้านายตอนนี้คันไม้คันมือมากเลย”
หลี่ซูเต๋อตบเข่าอย่างชอบใจที่พบใครบางคนที่สามารถเอาชนะเ้านายของตนได้
ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็ใครเขาจะขอจับมือทำความรู้จักสักครั้ง
“อีกสองวันออกเดินทาง!” หลิวเย่ลูบคางแล้วตัดสินใจสั่งการ
..........
เอกสารลับที่ซ่งเย่ดาวโหลดมา
เธอเปิดอ่านมันพบว่าสาเหตุแท้จริงของอุบัติเหตุของตาเส้าจ้านคือการฆาตกรรมอำพรางจากคนกลุ่มหนึ่ง
ส่วนยายม่อฮวาเป็จิตรกรพิเศษของกองทัพมีหน้าที่วาดภาพเพื่อส่งสัญลักษณ์ลับระหว่างองค์กร
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นกับข้อมูลของตาและยายที่มีเพียงน้อยนิด
ดูไปแล้วคงต้องเข้าไปสืบเองในกองทัพ
ส่วนข้อมูลของแม่หลังจากแยกทางกับซ่งซ่านจิงแล้ว เส้าม่านเอ๋อเปิดร้านอาหารเล็กๆอยู่ในเมืองเหอเป่ย
รุ่งเช้า 04.00น.
ซ่งเย่ลุกจากที่นอนในห้องเธอวิ่งออกกำลังกายรอบสนามกีฬาและฝึกท่าการต่อสู้จากดาวเอเอส
มันเป็ศิลปะการต่อสู้ที่ผสมผสานจนเกิดเป็ศิลปะใหม่ในชื่อ“ซาเซิน” ซึ่งมีพลังทำลายล้างสูง
หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดคือขั้นที่สิบมันสามารถทำลายล้างเทพได้
ชาติก่อนที่ดาวเอเอสซ่งเย่ฝึกฝนได้ถึงขั้นที่เจ็ดเท่านั้น
เวลา 06.00 น.
ซ่งเย่กลับไปอาบน้ำแต่งตัวและเตรียมไปทานอาหารเช้า
ถ้าเธอจำไม่ผิดพลาดพรุ่งนี้เวลาประมาณบ่ายสองโมง พ่อจะมารับเธอกลับบ้าน
เมื่อทานอาหารเช้าเสร็จแล้วซ่งเย่ไม่ได้เข้าเรียนตามปกติเพราะสามารถเรียนรู้เื่พวกนี้ได้เอง
เธอเดินตรงไปหาม่านหลงจินโดยตรง
“ก๊อก ก๊อก”ซ่งเย่เคาะหน้าประตูห้อง
“นั่นใคร?” ม่านหลงจินร้องถามด้วยความแปลกใจ
“ซ่งเย่ค่ะ”
“เย่เอ๋อร์มีอะไร? เข้ามาสิ!”ม่านหลงจินเอ่ยขึ้นอย่างใจดี
“อยากเรียนวาดภาพจีนค่ะอาจารย์ช่วยหาคนมาสอนได้ไหมคะ?”ซ่งเย่บอกจุดประสงค์โดยตรง
“โอ้!....นี่เป็ครั้งแรกที่เธอร้องขอ ได้สิอาจารย์ยินดี”เธอยินดีที่ซ่งเย่มีความสนใจสิ่งต่างๆมากขึ้น
“ขอเป็บ่ายนี้ได้ไหมคะ?” ซ่งเย่ต่อรองเธอ้าเรียนรู้ก่อนกลับตระกูลซ่ง
“หือ!อาจารย์มีเพื่อนคนหนึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านพอดี จะลองติดต่อก่อนนะ”
ม่านหลงจินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนดีดนิ้วนึกถึงเพื่อนเก่าของเธอที่เป็ลูกศิษย์ของอาจารย์ถังซิ่วปรมาจารย์วาดภาพจีนระดับประเทศ
ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบและนั่งรอคำตอบบนโซฟาในห้อง
“กริ๊ง กริ๊งกริ๊ง” อึดใจหนึ่งปลายสายอีกทางก็รับโทรศัพท์ของม่านหลงจิน
“สวัสดีหลงจิน ฮี่ฮี่เธอคิดถึงเพื่อนคนนี้มากหรือ?” ปลายสายเป็หญิงวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ
“ใช่จ้ะ กำลังคิดถึงเธอมากเว่ยหรู”ม่านหลงจินตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
“มีอะไรว่ามาเพื่อน?” ฉีเว่ยหรูเข้าใจเพื่อนสาวเป็อย่างดีจึงถามตรงไปตรงมา
“เป็อย่างนี้ ฉันมีลูกศิษย์ที่น่ารักและ้าเรียนวาดภาพจีนเธอพอจะเสียสละเวลาอันมีค่ามาสอนในบ่ายวันนี้ได้ไหม?แล้วฉันจะ
เลี้ยงข้าวตอบแทนเธอเป็อย่างดีจ้ะ”ม่านหลงจินอ้อนวอนเพื่อนของเธอ
“โอ้!....พอดีเลย ฉันมากับอาจารย์อาจารย์กำลัง้าเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมแลกเปลี่ยนพอดีเลย”น้ำเสียงตื่นเต้นดังเข้ามาใน
สายโทรศัพท์
“จะให้ฉันไปรับพวกเธอไหมจ๊ะ?” ม่านหลงจินถามอย่างเกรงใจ
“ไม่ต้องไม่ต้อง พวกเราจะนั่งรถไปกันเอง”
“ขอบคุณอาจารย์ถังและเธอด้วยนะจ้ะ”
“ไม่เป็ไรไม่เป็ไร”
หลังจากวางสายโทรศัพท์แล้วม่านหลงจินหันหน้ามาบอกซ่งเย่ตามข้อความในโทรศัพท์นั้น
ซ่งเย่พยักหน้ารับทราบ“ขอบคุณอาจารย์ม่านค่ะ” จากนั้นเธอเดินหันหลังออกจากห้อง
ขณะกำลังจะเปิดประตูเธอเอ่ยขึ้นว่า“หนูจะรอที่ห้องวาดรูปนะคะ”
ในห้องคอมพิวเตอร์
ซ่งเย่เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเรียนรู้ทักษะภาษาต่างประเทศที่จำเป็เช้านี้เธอเลือกเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉานมากกว่าคำศัพท์เฉพาะ
ของคอมพิวเตอร์ภาษาที่ใช้บนดาวเอเอสนั้นเป็ภาษากลางที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่มันถูกผสมผสานระหว่างภาษาอังกฤษ ละติน จีน
และรัสเซีย เรียกว่าภาษาจักรวาลสำหรับภาษาที่ใช้อยู่บนโลกใบนี้กลายเป็ภาษาโบราณที่ไม่มีคนเรียนรู้แล้วในยุคจักรวาล
ั้แ่เวลา09.00-12.00 น. ซ่งเย่ได้เรียนรู้คำศัพท์ การฟัง อ่าน พูด และเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว ความสามารถของเอสเปอร์ที่ทรง
พลังยังคงมีอยู่ภายในเธอมีทักษะความจำเป็เลิศ สามารถเรียนรู้ทักษะต่างๆได้อย่างรวดเร็วรวมถึงทักษะการต่อสู้ที่ได้ขึ้นถึงจุดสูงสุด
บนดาวเอเอส และได้เป็แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพTriple S
ในโรงอาหารขณะทานอาหารกลางวัน
หลงว่านเอ๋อมองเห็นซ่งเย่เธอถือถาดข้าวมาวางและนั่งลงตรงข้ามซ่งเย่อย่างดีใจ
“พี่เย่ เมื่อเช้าไม่เห็นพี่เลยค่ะ”ว่านเอ๋อถามด้วยความสงสัย
“อือ มีธุระน่ะ”ซ่งเย่เงยหน้ามองและก้มทานอาหารต่อ
“ว่านเอ๋อคงคิดถึงพี่มากเลยค่ะพรุ่งนี้พี่จะไปแล้ว” ว่านเอ๋อมีสีหน้าเศร้าสลดเล็กน้อย
“ถ้าว่างพี่จะมาเยี่ยมจ้ะ”ซ่งเย่เงยหน้ามองตรงและตอบเบาๆ เธอไม่ถนัดในการปลอบใจคน
“ไม่เป็ไรค่ะแค่พี่เย่สบายดีก็พอแล้ว” ว่านเอ๋อตัดความน้อยใจออกไปและทำสีหน้าสดชื่นรื่นเริง
“ไว้จะโทรหาจ้ะ”ซ่งเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“อือพวกเราทานข้าวกันเถอะ ดูสิแม่ครัวตักน่องไก่ให้พี่เย่เยอะเลย พี่ต้องทานเยอะๆนะคะ”
“จ้ะ”
หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วซ่งเย่แยกตัวเดินไปยังห้องวาดรูป
เธอเดินเข้าไปสำรวจอุปกรณ์ที่จำเป็ต้องใช้และจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“แอ๊ด”เสียงประตูถูกเปิดจากข้างนอกเข้ามา
ซ่งเย่ที่จัดเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้วได้ยืนพิงหน้าต่างดูเด็กๆกำลังวิ่งเล่นในสนามกีฬาอย่างสนุกสนานแสงแดดเบาบางที่สาดส่อง
เข้ามายังตำแหน่งที่เธอยืน ทำให้เกิดภาพสลัวและมีแสงสีเหลืองอ่อนโอบล้อมรอบตัวเธอ
ถังซิ่วเมื่อก้าวเข้ามาในห้องเขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อมองเห็นภาพของซ่งเย่ วิวนั้นช่างเหมือนเทพธิดาท่ามกลางแสงแดดยามเช้าอันอบอุ่น
“เย่เอ๋อร์! อาจารย์ถังมาแล้วจ้ะ”ม่านหลงจินเอ่ยเรียกเย่เอ๋อที่ยังคงยืนยิ่งอยู่
ซ่งเย่หันหน้ามาช้าๆและมองตรงไปยังชายชราเครายาวผมหงอกขาวและหญิงวัยกลางคนหน้าตาสวยคนหนึ่ง
“เย่เอ๋อร์นี่คืออาจารย์ถัง ปรมาจารย์จิตรกรวาดภาพจีนอันดับหนึ่งของประเทศและอาจารย์ฉีเว่ยหรู เพื่อนของอาจารย์เองจ้ะ” ม่าน
หลงจินแนะนำแขกมีผู้เกียรติเพื่อนสาว และซ่งเย่
“ส่วนนี่คือซ่งเย่ลูกศิษย์ของฉันเองค่ะ”
“สวัสดีค่ะ”ซ่งเย่ทักทายพวกเขาทั้งคู่อย่างเรียบง่าย
ถังซิ่วมองซ่งเย่อย่างพิจารณา“เด็กน้อย เธอเคยเรียนวาดรูปมาก่อนไหม?”
เขา้าสอบถามพื้นฐานก่อนที่จะลงมือสอน
“.....”ซ่งเย่ส่ายหน้าเบาๆ และกล่าวเพิ่ม “แต่หนูเรียนรู้ได้เร็วค่ะ”
ชายชรายิ้มเล็กน้อยอย่างเมตตาเขารู้สึกถูกชะตากับความเฉยเมยของเธอ
ฉีเว่ยหรูเห็นพฤติกรรมของซ่งเย่ เธอกังวลว่าจะทำให้อาจารย์ขุ่นเคืองใจ จึงอาสาสอนแทน
“อาจารย์ถังคะถ้าเช่นนั้นให้ศิษย์สอนพื้นฐานแก่เธอก่อนดีไหมคะ?”
“ไม่ ไม่เป็ไรเธอบอกว่าเรียนรู้ได้เร็ว อาจารย์คนนี้อยากจะลองดูสักหน่อย” ถังซิ่วโบกมือปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ
เขาเดินตรงมายังโต๊ะหนึ่งที่มีแจกันดอกไม้เสียบดอกเบญจมาศห้าดอกมุมนั้นใกล้กับหน้าต่างที่มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาเกิดเป็มิติ
ภาพอันสวยงามและอบอุ่น
“อาจารย์จะวาดภาพแจกันดอกไม้นี้เธอลองวาดตามดูนะ”
ถังซิ่วหยิบขาตั้งผ้าใบมาวางในมุมที่สะดวกแล้วหยิบพู่กันและสีน้ำมาร่างแบบและระบายสี
ซ่งเย่เดินเข้าไปสังเกตการเคลื่อนไหวมือของอาจารย์ถังอย่างละเอียดเธอยืนเอียงคอมองนิ่งๆไม่ส่งเสียงอะไร
อาจารย์ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูเดินแยกตัวไปนั่งที่เก้าอี้และจิบชาอีกมุมหนึ่งของห้อง
สองชั่วโมงผ่านไป
อาจารย์ถังวางพู่กันลงเมื่อระบายสีแปรงสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว
ภาพของแจกันดอกไม้ที่สมจริงปรากฏต่อหน้าสายตาทุกคน
ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูมายืนดูและกล่าวชื่นชม
“อาจารย์ถังภาพงดงามมากค่ะ มันดูเหมือนมีชีวิตชีวาคล้ายดอกไม้จริงๆ!”ม่านหลงจินอุทานอย่างแปลกใจ
“ระดับฝีมืออาจารย์ถังท่านไม่เคยวาดรูปลดมาตรฐานตัวเองจ้ะ ขนาดแค่สอนยังสวยงามขนาดนี้เลยนะหลงจิน”
ฉีเว่ยหรูเอ่ยชื่นชมอาจารย์ของตน
“เอาล่ะไหนลองดูสิ?ทำเท่าที่ทำได้ ไม่ต้องเคร่งเครียดเกินไป”
ถังซิ่วหันมาบอกซ่งเย่ที่ยังยืนจ้องมองระหว่างแจกันดอกไม้และภาพวาดสลับไปมา
“ตกลงค่ะ” ซ่งเย่ในตอนนี้ได้สรุปเทคนิคการวาดภาพที่ประมวลจากการเฝ้าสังเกตออกมาได้ตอบรับคำทันที
เธอเดินตรงไปหยิบขาตั้งผ้าใบอันหนึ่งมาวางใกล้ๆกับแจกันดอกไม้
จากนั้นหยิบพู่กันและสีน้ำมาวางบนมืออีกข้างหนึ่งและเริ่มลงแปรงทันที
ถังซิ่วที่เห็นซ่งเย่ทำเช่นนั้นเขาได้แต่ส่ายหัวเบาๆกับความใจร้อนของเธอ
แต่เมื่อเขาเดินมายืนอยู่ข้างหลังเธอพลันตัวแข็งทื่อตกตะลึงทันใด
ภาพความสวยงามของแจกันดอกไม้ที่มีมิติของแสงแดดและมุมลึกกว้างของวัตถุปรากฏแก่สายตาของถังซิ่ว
นี่! นี่มัน!
พร์!
พร์ที่แท้จริง!
การเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง!
มันทรงพลังมาก!
ม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูที่มองเห็นอาการตกตะลึงของอาจารย์ถัง
พวกเธอรีบเดินมายืนข้างๆอาจารย์ถังและจ้องไปที่ภาพวาดของซ่งเย่
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
แปรงสุดท้ายที่ซ่งเย่วาดเสร็จแล้วเธอวางลงและหันกลับมาถามอาจารย์ถัง “ภาพนี้พอใช้ได้ไหมคะ?”
อาจารย์ถังแทบกระอักเื“นี่มัน! พอใช้ได้อะไรกัน! มันเยี่ยมยอด!สุดยอดจริง! เหนือกว่าอาจารย์อีก!”
เมื่อเขาพิจารณาภาพอย่างละเอียดจึงให้คำแนะนำเพิ่มเติมแก่ซ่งเย่
“หากวาดภาพแล้วมีมิติของอารมณ์มากกว่านี้มันจะเป็ภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่น“อารมณ์หรือคะ?”
ส่วนม่านหลงจินและฉีเว่ยหรูตอนนี้พวกเธออ้าปางค้างด้วยความแปลกใจกับพร์ของซ่งเย่
ม่านหลงจินพึมพำขึ้นมา“โอ้! ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าซ่งเย่จะเก่งขนาดนี้”
“ลูกศิษย์ของเธอเยี่ยมยอดจริง”ฉีเว่ยหรูตื่นเต้นที่พบว่าอาจารย์ถังเอ่ยชมซ่งเย่
ต้องเข้าใจว่าปรมาจารย์ระดับประเทศมักจะเย่อหยิ่งและเชื่อมั่นในฝีมือของตนเองเป็อย่างมาก
อาจารย์ถังถูมือทั้งสองข้างด้วยความตื่นเต้นยินดีที่ได้พบต้นกล้าที่ดีเช่นนี้เขาถามซ่งเย่ทันทีว่า
“เด็กน้อยสนใจเรียนศิลปะการเขียนอักษรจีนไหม?”
“แบบไหนคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างงุนงง
“มานี่มาดูตรงนี้ มันเป็การเขียนอักษรจีนที่งดงาม เป็วัฒนธรรมแห่งจิติญญา”
ถังซิ่วอธิบายพลางหยิบพู่กันมาจุ่มสีน้ำสีดำแล้วตั้งสติรวบรวมสมาธิและวาดพู่กันตวัดเป็ตัวอักษรสุภาษิตจีน
“เฉพาะคนสู้ชีวิตจึงสมควรมีชีวิตอยู่”
“ว้าว! วันนี้เป็โชคดีของพวกเราแล้วที่อาจารย์ถังยอมวาดอักษรจีน”ฉีเว่ยหรูตอนนี้ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
“ใช่! ใช่!”ม่านหลงจินพยักหน้าเห็นด้วย
ซ่งเย่ยืนจ้องเขม็งขณะที่อาจารย์ถังจุ่มสีดำแล้วตวัดพู่กันความเร็วและแรงนั้น หนักแน่นและมั่นคง ตัวอักษรบ่งบอกถึงเื่ราวที่มีมนต์
ขลัง เธอชื่นชมในใจ
จากนั้นซ่งเย่หลับตาทบทวนขั้นตอนการวาดอักษรจีนั้แ่ต้นจนจบมันดูยากกว่าวาดภาพเล็กน้อย
สิบวินาทีต่อมาเธอลืมตาขึ้นแล้วหยิบพู่กันจุ่มสีดำตวัดเขียนตัวอักษรลงในผ้าใบอีกผืน
“จงเรียนให้ชัดจงดูให้เห็น จงทำให้จริง”
“ดี! ดี!ดี!” คำชื่นชมดังลั่นจากอาจารย์ถัง
เขารู้สึกมีความสุขมากในวันนี้ที่ตอบรับคำเชิญให้มาสอนลูกศิษย์ที่นี่
นี่มัน!.....ดีกว่าไปประชุมแลกเปลี่ยนอันน่าเบื่อหน่ายนั่น
“เฮ้อ! เด็กน้อย!ถ้าเธอเพิ่มเติมมิติของอารมณ์เข้าไปไม่ว่าจะเป็ภาพวาดหรืออักษรจีน มันจะสมบูรณ์แบบทันที”ทันใดนั้นอาจารย์ถัง
ถอนหายใจเฮือกใหญ่กับพร์ที่แข็งแกร่งของซ่งเย่
หากไม่มีใครรู้เบื้องลึกเื้ัพวกเขาอาจคิดไปว่าซ่งเย่เรียนรู้ด้านศิลปะมาหลายสิบปีแล้ว
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณอาจารย์ถังเบาๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลังจากเรียนรู้และให้คำแนะนำเสร็จเรียบร้อย
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจินพาอาจารย์ถังและเพื่อนสาวไปทานอาหารเย็นข้างนอก
ซ่งเย่กลับไปที่ห้องคอมพิวเตอร์
เธอ้าเงินสำรองจำนวนหนึ่งไว้ใช้เวลาฉุกเฉิน
เปิดคอมพิวเตอร์แล้วแฮ็คข้อมูลของกรมตำรวจทำการสืบค้นหาข้อมูลเส้นทางการเงินของอาชญากรตัวใหญ่ๆ
“จะช่วยใช้เงินนะ!” แววตาประกายด้วยความสนุกขบขัน
ซ่งเย่พบข้อมูลสำคัญของอาชญากรข้ามชาติที่ค้าขายยาเสพติดมีการโอนเงินไปยังธนาคารในเกาะห่างไกลเพื่อฟอกเงินเธอโอนเงิน
เ่าั้ไปมาหลายธนาคารเพื่อรอการโอนเข้าบัญชีที่เธอจะไปเปิดในอนาคต
จำนวนเงินเล็กน้อยแค่หนึ่งร้อยล้านเหรียญสหรัฐ
เธอลบร่องรอยของตัวเองอย่างสะอาดหมดจด
..........
อีกด้านหนึ่งที่เมืองกรีนค่ายลับทหารของกองกำลังแผนกพิเศษ
“ฮะฮ่าฮ่าสมน้ำหน้า” หลี่ซูเต๋อที่คอยเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวจากเมืองกรีน
เขาหัวเราะเสียงดังอย่างพอใจที่พบว่ามีการเคลื่อนไหวจากแฮ็คเกอร์นิรนาม
และเขาคนนั้นได้จัดการอาชญากรสำคัญคนหนึ่งโดยการหยิบเงินออกไปจากกระเป๋าในธนาคาร
“น่าสนใจ!”หลิวเย่หรี่ตาลงมองหน้าจอด้วยรอยยิ้มลึกลับ
..........
รุ่งเช้าซ่งเย่ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเช่นเคยบ่ายวันนี้พ่อของเธอจะมารับกลับบ้าน
เธอสำรวจความแข็งแกร่งของตนเองในขณะนี้พบว่าอยู่ในขั้นที่หนึ่งซึ่งเป็ระดับเริ่มต้นของทักษะต่อสู้ “ซาเซิน”
เธอกลับห้องนอนอาบน้ำแต่งตัวและเก็บข้าวของที่มีเพียงกระเป๋าเป้ใบเดียว
ซ่งเย่เหลียวมองรอบห้องนอนที่เคยอยู่มานานถึง17 ปีอย่างผูกพันและเศร้าลึกๆ
จากนั้นเดินตัวเปล่าออกไปทานอาหารเช้ากับน้องๆ
“พี่เย่มาแล้วพี่เย่มาแล้ว” เสียงเด็กๆร้องดังขึ้นในโรงอาหาร
ซ่งเย่พยักหน้ายิ้มรับเล็กน้อย
“วันนี้ทานเยอะๆนะเย่เอ๋อร์”แม่ครัวหลี่ตักอาหารให้ซ่งเย่จนล้นถาด
“ขอบคุณค่ะ”
“พี่เย่ น้องทำตุ๊กตาให้ค่ะ”เด็กหญิงอายุสิบขวบคนหนึ่งยื่นตุ๊กตาผ้าทำมือให้กับเธอ
“พี่เย่ น้องชายทำไม้ตะเกียบคู่นำโชคให้ครับ”เด็กชายอายุสิบเอ็ดขวบยื่นตะเกียบบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“พี่เย่ ว่านเอ๋อวาดรูปให้พี่ค่ะ”ว่านเอ๋อยื่นสมุดภาพเล่มเล็กๆ
“พี่เย่ น้องพับดอกไม้ให้ค่ะ”เด็กหญิงอายุแปดขวบคนหนึ่งยื่นดอกไม้ที่พับจากกระดาษสีเหลือง
“พี่เย่ น้องชายมีเหรียญนำโชครับรองว่าดีกว่าของอาจงครับ”เด็กชายอายุเก้าขวบคนหนึ่งยื่นเหรียญทองแดงเก่าๆ
เสียงร้องของเด็กๆที่ตั้งใจทำของที่ระลึกนำมามอบให้กับซ่งเย่
เธอจ้องมองเด็กทุกคนดวงตาสั่นระริกด้วยความอบอุ่นหัวใจ “ขอบคุณทุกคนจ้ะ”
บรรยากาศทานอาหารเช้าเต็มไปด้วยความเศร้าและอบอุ่นในตัว
หลังทานอาหารเช้าซ่งเย่ไปห้องคอมพิวเตอร์อีกครั้ง
เช้านี้เธอเรียนภาษาฝรั่งเศสจากอินเทอร์เน็ต
ผ่านไปสามชั่วโมงเธอสามารถฟัง-พูด-อ่าน-เขียนได้เหมือนเ้าของภาษาแล้ว
พักทานอาหารกลางวันเด็กๆทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมทานอาหารใกล้ๆกับซ่งเย่
อาจารย์ใหญ่ม่านหลงจินผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่เจิ้นอี้ แม่ครัวเจินลู่ซี และลุงหลี่เหวินต่างก็มาทานข้าวด้วยกันอย่างอบอุ่น
เวลา 13.30 น. ในห้องทำงานของอาจารย์ใหญ่
ในเวลานี้ซ่งเย่ถือกระเป๋าเป้ที่หนักมากกว่าเดิมจากของฝากของน้องๆเข้ามาในห้องและพบกับชายวัยกลางคนที่คุ้นเคย
“ซ่งเย่! เย่เอ๋อร์!”เสียงสั่นเครือดังขึ้นมาจากปากของชายคนดังกล่าว
“สวัสดีค่ะ”เธอทักทายสั้นๆ
“ท่านประธานซ่งค่ะได้โปรดอย่าใส่ใจกับความเ็าของเธอเลยนะคะ เธอมีจิตใจที่ดีและสวยงาม”
อาจารย์ม่านรีบออกตัวแทนกับท่าทีของหลิวเย่ที่ดูเหมือนเฉยเมย
“ไม่ ไม่เป็ไรแค่เธอเป็ลูกสาวที่แท้จริงของผมนั่นพอแล้ว”
ซ่งซ่านจิงโบกมือปฏิเสธพลางยื่นมือออกมาจับมือของเธอ
ซ่งเย่ตัวแข็งทื่ออย่างไม่คุ้นเคย
ถึงแม้ว่าชาติก่อนนี้เธอจะได้อาศัยอยู่กับเขาและพูดจากันแต่ความผูกพันมีน้อยเกินไป
เธอในตอนนี้ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี?
“.....”ซ่งซ่านจิงที่เห็นเธอตัวเกร็ง ก็รู้สึกปวดใจที่ลูกสาวของตนหายไปและถูกทอดทิ้งไว้แบบนี้มานาน
เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆและกล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย “ไม่เป็ไร พวกเรายังมีโอกาสทำความรู้จักกันอีกมาก”
“มาคนเดียวหรือคะ?” ซ่งเย่ถามอย่างแปลกใจ
“ทำไมหรือเย่เอ๋อร์?” ซ่งซ่านจิงถามกลับอย่างสงสัยกับคำถามของเธอ
ซ่งเย่ถามอย่างตรงไปตรงมากับสิ่งที่ค้างคาใจ“ทำไมถึงหย่ากับเส้าม่านเอ๋อคะ?”
คราวนี้ซ่งซ่านจิงตัวแข็งทื่อแทนเขาไม่คาดคิดว่าลูกสาวของตนจะรู้จักแม่ของเธอ