รุ่งอรุณไขแสงอยู่รำไรริมขอบดิน ไม่โผล่พ้นฟ้าดีนัก ประกอบด้วยเสียงไก่โห่ระคนเสียงนกกาเซ็งแซ่ออกรัง ในขณะที่พวกบ่าวตำหนักใหญ่ตำหนักน้อยต่างลุกมาทำหน้าที่ของใครของมันแต่เช้ามือตามปรกติ
อีกทางด้าน เรือนปั้นหยาริมฝั่งคลองท้ายวังวิจิตราลัย
กลิ่นหอมอโรม่าลอยตลบอบอวลทั่วห้องสรงน้ำทันสมัยอย่างตะวันตก เปลวเทียนหอมวูบวับสาดแสงสะท้อนเงาสองร่างล่อนจ้อนในอ่างสรงน้ำลอยกลีบกุหลาบสด หยดน้ำพร่างพรายกลิ้งลงบนมังสีขาวเนียน ก่อให้เกิดความหวั่นไหว เมื่อชายผู้อ่อนวัยกว่าได้สบมอง
เขาไม่อาจกลั้นฝืนความรู้สึกได้ เมื่อจิตเป็นนายกายเป็นบ่าวแล้วไซร้ ฝ่ามือสีเข้มกว่าจึงวางทาบลงบนอังสานุ่มอย่างทะนุถนอม ไล้วนหาความอภิรมย์ไปทั่ววรกายของหม่อมเจ้าชายลูกครึ่ง
ณ ห้องนี้มีเพียงเจ้านายและตัวเขาเพียงเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครที่ไหนผ่านมาเห็นเข้าแน่นอน แต่ในตอนแรก พันวาจาสิทธิ์เองก็ครั่นคร้ามกังวลที่จะลงร่วมอ่างสรงเดียวกันกับผู้ทรงศักดิ์กว่า พอท่านชายเดียวประทานอนุญาต และทรงรบเร้าบ่อยครั้งเข้า เขาก็ยอมใจอ่อน คล้อยตามดำรัส ยอมเปลื้องกายร่วมสรงน้ำด้วย
แต่ใจจริงก็มุ่งหมายเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงไม่กล้าเอ่ยเท่านั้นเอง
ยิ่งได้เห็นวรกายผุดผ่องระยะประชิดเช่นนี้แล้ว แรงสูบฉีดเลือดในหัวใจยิ่งทวีคูณขึ้น ประหนึ่งว่าจะวายเสียให้ได้ ณ ตรงนี้
เขาเรียกว่าใจสั่นคลอน หรือเกิดกำหนัด ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจและอายที่จะตอบคำถามให้แก่ตนเช่นกัน
“ตั้งแต่ฉันโตมา ก็ไม่มีใครคอยถูหลังให้แล้ว” ตรัสขึ้นมาอย่างเคลิบเคลิ้มในระหว่างที่ปล่อยวรกายให้อีกคนถูลูบไล้ไปมา
ท่านชายเดียวนั้นแม้จะทรงมีเลือดตะวันตกและมากชันษากว่าพันวาจาสิทธิ์อยู่สองปีได้ หากแต่วรกายไม่ได้สูงใหญ่เกินคนเยาว์กว่าเลย ส่วนสูงหรือขนาดองค์ก็ประมาณพอกันตามธรรมชาติของบุรุษ หากแต่สีมังสี นัยเนตร เส้นเกศา แพโลมานั้นงดงามต่างลักษณะออกไป
นั่นยิ่งทำให้ขุนนางราชการกระทรวงการคลังหลงใหลไม่หยุดหย่อน
คนฟังรู้สึกปริ่มใจ เมื่อได้ยินอย่างนั้น “กระหม่อมดีใจที่ได้ทำเพื่อฝ่าบาท และจะขอทำเรื่อยไป ตราบวางวายกระหม่อม”
“หืมม พูดจริง หรือล้อฉันเล่น?”
“กระหม่อมไม่กล้ามุสาหรอกฝ่าบาท หากตระบัดสัตย์จริง ขอให้ฟ้าผ่าลงกบาลกระหม่อมเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
พอสิ้นคำสัตยาธิษฐานนั้น ริมฝีปากของเขาก็ถูกทาบทับด้วยเรียวชิวหาจากท่านชายเดียวในทันที ทรงทำเสียงลมลอดไรฟันเป็นเชิงปราม
“อย่าได้พูดอย่างนั้นเลยด้าว ฉันรู้ว่าเธอจริงใจกับฉันเสมอ”
นัยเนตรสีน้ำตาลอ่อนสุกใสพินิจในดวงตาคมสีนิลอย่างสุดซึ้ง อำนาจแห่งความเสน่หาดึงดูดให้ใบหน้าคมคร้ามเอนลงเฉียดนวลพักตร์ จนรับรู้ได้ถึงไออุ่นที่แผ่ถึงกันผ่านลมหายใจ
นิ่งค้างอยู่ในอิริยาบถนี้ชั่วหนึ่งอัสสาสะ จากนั้น พันวาจาสิทธิ์จึงถอดแหวนออกจากนิ้วนางของตน กุมเอาฝ่าหัตถ์ขาวเนียนมาสวมลงบนอนามิกาของหม่อมเจ้าชาย ก่อนจะจุมพิตอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ และทูลด้วยความจริงใจอันเที่ยงแท้ว่า
“แหวนวงนี้เป็นของเจ้าคุณพ่อ ก่อนท่านสิ้น ท่านมอบให้กระหม่อมเพื่อใช้สู่ขอผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจ เป็นทองเนื้อเก้าแท้ เหมือนกับความรักของกระหม่อมที่มีต่อฝ่าบาทเชียวนะกระหม่อม”
ในหทัยของท่านชายเดียวสั่นระทึก ทรงตื่นเต้น ตรัสอะไรไม่ออก เนื่องด้วยทั้งชนม์มายุ ไม่เคยมีผู้ใดกระทำเช่นนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่ใฝ่ฝันกับชายผู้ใช้ดวงใจร่วมกัน
ทรงพิศดูแหวนสีทองส่องประกาย ภาวนาให้รักครั้งปฐมนี้ เป็นดั่งแหวทองวงนี้ ที่จะเป็นพันธะสัญญานิรันดร์กาล เสมือนทองไม่รู้ร้อน ต่อให้จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคใด ๆ ในภายภาคหน้าก็ตาม
“เธอให้ฉันแล้ว ฉันสัญญาว่าจะรักษาให้ดี”
“กระหม่อมก็ขอสัญญาว่าจะรักและภักดีต่อฝ่าบาทตลอดไปจนมอดม้วยมรณา นับแต่นี้กระหม่อมจะมีเพียงฝ่าบาทองค์เดียวเท่านั้นกระหม่อม”
“ฉันก็จะมีเพียงแต่เธอ ด้าว” ตรัสด้วยน้ำสุรเสียงแผ่วเบาอันโอนอ่อน ก่อนที่ปลายนาสิกโด่งจะแตะลงกลางหน้าผากของชายผู้อ่อนวัยกว่า ต่อจากนั้น จึงเริ่มเคลื่อนต่ำลงมากวัดแกว่งกับสันจมูกและจบท้ายด้วยประกบเรียวโอษฐ์บางสีเรื่อชมพูจนเกิดเสียงไปกับริมปากหนาด้วยความกระสันถึง
ภาพสองบุรุษละโบมละเล้าเคล้าคลึงกันอย่างดูดดื่มหื่นกระหายเช่นนี้ไม่มีปรากฏให้เห็นนักในพระนคร เพราะถือเป็นความลับและคือเรื่องอุจาดตาหาใดเทียบได้ ใครพบเห็นเข้า ก็พาลเดียดฉันท์ ถึงกระนั้น แม้จะอยู่ในที่รโหฐาน ก็หาได้เล็ดลอดไปจากสายตาเหยี่ยวของนางบ่าวประจำวังไม่
มันสะอิดสะเอียนเต็มทน รับกับสิ่งตรงหน้าไม่ได้ เข้าขั้นจะอาเจียน ทำให้ยกมืออุดปากหลุดอุทาน เพราะเหตุนั้นจึงเสียการทรงตัว โทงเทงไปมาในขณะที่บันไดพาดสูงก็โคลงเคลงส่ายไปซ้ายขวา จนพลาดท่าตกลงจากชั้นสองที่ปีนป่ายขึ้นไป ลงมากองระเนนทั้งคนทั้งบันได ส่งเสียงดังอึกทึก จนสองบ่าวชายในเรือนต้องกรูกันเข้ามาพยุงลุก
“น้าเผือก! เป็นอะไรมากไหมจ๊ะ แล้วนี่มาทำอะไร มีบันไดด้วย” นายโมกถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแกมสงสัยในที
นางบ่าววัยกลางคนปัดไม้ปัดมือไล่ฝุ่นตามเสื้อผ้า พลางแสร้งทำหน้าดุเพื่อเป็นเก็บอาการและปกปิดความลับของตน “มะ ไม่มี! ข้าไม่เจ็บ ว่าจะมาปีนเก็บดอกจำปีเสียหน่อย เห็นมันออกดอกเต็มต้นดี แต่ข้าไม่เอาแล้ว ไปล่ะนะ”
“แหม น้าจ๊ะ หม่อมท่านใช้มาหรือ บอกพวกฉันสองคนเก็บให้ก็ได้ ไม่เห็นต้องปีนเองเลย กลับไปรอที่ตำหนักใหญ่นะจ๊ะ ประเดี๋ยวฉันเก็บไปให้” นายพุดอาสาช่วยเหลือ โดยที่ไม่รู้ลึกตื้นหนาบางกับนางคนนี้
“เออ ขอบใจเอ็งละกัน” พอนางเผือกหันกลับ ถึงได้เผยใบหน้าเจ็บปวดออกมาหลังจากซ่อนไว้นาน นี่ยังดี ที่มีต้นดอกจำปีให้ใช้เป็นข้ออ้างได้บ้าง ไม่เช่นนั้นคงเจอดี เห็นทีข่าวนี้มันต้องรีบนำไปรายงานแก่นายเหนือหัวของมันเสียแล้ว จะมามัวช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามอยู่ไย
“หม่อมเจ้าขา! หม่อมเจ้าขา บ่าวมีเรื่องด่วนมาแจ้งเจ้าค่ะ” นางบ่าวรีบวิ่งจ้ำอ้าวมายังตำหนักใหญ่จนแทบหัวขมำ คลานเข้ามาฟ้องนายของมันทั้งที่ตามเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นดินอยู่อย่างนั้น
หม่อมเอก ซึ่งหล่อนนั่งกุมขมับจับความเครียดอยู่บนโซฟากลางห้องโถงนั้นแหวออกมาทันทีที่มีเสียงรบกวน “อีนังเผือก! มาไม่รู้เวล่ำเวลา ร้องหาพะแสงเอ็งรึ เช้า ๆ อย่างนี้ ละนั่นเอ็งไปคลุกฝุ่นที่ไหนมา”
“ขอโทษเจ้าค่ะหม่อม แต่บ่าวมีเหตุด่วนมาเรียนให้ทราบเจ้าข้า”
“เรื่องอะไรอีก ข้าปวดหัว แค่เรื่องชายเล็กคนเดียว ข้าก็จะอกแตกตายอยู่แล้วนี่ เอ็งเห็นหรือไม่”
ในเวลานี้ เอกภริยาของเสด็จในกรมฯอย่างหล่อน ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะเจียดไปคิดเรื่องอื่นใดให้ปวดเศียรเวียนเกล้า ใครจะเป็นจะตายอย่างไรก็ช่าง หล่อนไม่ขอรับรู้ เพราะตอนนี้เจ้าของวังท่านมีรับสั่งให้แต่งหญิงแปลกหน้าสองคนนั้นมาเป็นสะใภ้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับผิดชอบฝ่ายหญิง และรักษาเกียรติของท่านชายเล็กไว้อีกด้วย
ที่สำคัญ เสด็จพระองค์ชายท่านดำริว่าเมื่อท่านชายเล็กมีหม่อมแล้ว จะได้ไม่ต้องไปเที่ยวผู้หญิงที่ไหนอีก แต่จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะได้ตบแต่งเป็นหน้าเป็นตา ถึงแม้จะมีหม่อมราชวงศ์ให้พร้อมกันทั้งสองก็ตาม เมื่อไล่เบี้ยกับท่านชายเล็กว่าทรงหลับนอนกับพวกเธอจริงหรือไม่ ก็ไม่ทรงปฏิเสธ ทรงรับโดยดุษณี ซึ่งไม่เป็นที่รื่นฤดีของมารดาอย่างหล่อนนัก ลูกเต้าเทือกเขาเหล่ากอใครก็ไม่รู้ มีหัวนอนปลายเท้าหรือไม่ ก็ไม่ทราบ เรื่องนี้หล่อนทำใจรับไม่ได้
อนึ่ง เด็กในท้องของพวกเธอ หม่อมเอกเองก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของศรีวิจิตรกุลจริง หวั่นว่าจะเป็นเชื้อผู้ชายทางอื่นที่มาใช้บริการพวกหล่อนสองคนเสียมากกว่า แต่หล่อนก็ไม่ได้โทษความสำส่อนของโอรสองค์เล็กเลยแม้แต่น้อย โทษเพียงฝ่ายหญิงว่าใจง่ายรักสนุก
เจ็บใจไปกว่านั้นคือ เมื่อวานนี้เสด็จพระองค์ชายท่านรับสั่งให้หล่อนและโอรสไปเข้าเฝ้า ท่านกริ้วมาก ทรงตำหนิติเตียน ดุด่าว่ากล่าวทั้งสองอย่างเดือดดาล ว่าเลี้ยงดูสอนสั่งกันมาอย่างไร ให้นอกลู่นอกทาง เสียผู้เสียคน ไม่เอาถ่านอย่างนี้ วันนั้น ทรงลงโทษท่านชายเล็กด้วยการกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งปีถ้วน รับสั่งว่าไม่ประสงค์เฆี่ยนตี เพราะโต ๆ กันแล้ว ให้คิดได้เอง
ส่วนการลงโทษสำหรับหม่อมเอกนั้น เป็นการให้หล่อนออกสินสอดทองหมั้นรับผิดชอบฝ่ายหญิงเองทั้งหมด ท่านจะทรงรับผิดชอบในส่วนของท่านชายเดียวที่จะสู่ขอท่านหญิงอ้อเพียงเท่านั้น ในวันอภิเษกก็จะใช้ฤกษ์จัดขึ้นพร้อม ๆ ในวันเดียวกัน เพราะเหตุนี้ทำให้หล่อนผู้เป็นเมียหลวงยิ่งเคร่งเครียดและไม่พอใจขึ้นไปอีก ทรงเห็นลูกเมียน้อยดีกว่า หล่อนยอมไม่ได้ จึงเก็บมาใส่หัว ปวดกบาลอย่างในตอนนี้นี่เอง
“เรื่องท่านชายเดียวกับชู้รักเจ้าค่ะ หม่อม”
“ฮะ! ชู้รักรึ?”
“เจ้าค่ะ รับรองว่าถ้าใครได้เห็นเหมือนบ่าว ต้องเอาไปเล่าปากต่อปากให้อื้อฉาวกันไปทั่วทั้งบางแน่เจ้าค่ะ หึ ๆ”
“ว่ามา เอ็งไปเห็นอะไรเข้า อย่ามัวร่ำไร”
นางบ่าวกระเถิบไปใกล้ขึ้น พูดเบา ๆ ให้ได้ยินแค่ตรงนั้น “บ่าวเห็นท่านชายเดียวเปลือยกายอาบน้ำกับผู้ชายเจ้าค่ะ กอดจูบกันประหนึ่งกระเหี้ยนกระหือรือ แทบจะกลืนกินกันอยู่กระมังเจ้าคะ น่ารังเกียจที่สุด” ประโยคบอกเล่าของมันมีเค้าความจริงอยู่บ้างหลังจากหารด้วยหนึ่งร้อย
“พุทโธ่ เอ็งไม่ได้โป้ปดแน่นะอีนังเผือก แล้วอ้ายผู้ชายนั่นใคร ฮึ?”
“ก็คนที่มาสอนดนตรีกระมัง มันไม่ค่อยสว่างเจ้าค่ะ บ่าวมองไม่ถนัด แต่คิดว่าใช่ อ้อ! เห็นสวมแหวนกันด้วยนะเจ้าคะ แหม ท่านชายก็ทรงมีพระคู่หมั้นอยู่แท้ ๆ โถ ทรงทำได้”
“หึ ก็จะอะไรอีกล่ะ ใฝ่ต่ำอย่างนี้ ไม่รู้ว่าโครตเหง้าศักราชที่อีหรอปพาเป็นหรือไม่ ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น พวกต่างชาติต่างประเพณี” หล่อนหยิบพัดมาสะบัดให้ชื่นใจ พอได้ยินเรื่องเสีย ๆ หาย ๆ ของคนอื่นมากลบเรื่องของตน ก็พอยิ้มออกได้บ้าง “เอ็งคอยไปสืบเสาะมาให้ดี เอาให้ละเอียดละออ ยิ่งได้หลักฐานด้วยก็ยิ่งดี ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม”
“รับทราบเจ้าค่ะหม่อม ฮ่า ๆ”
สองนายบ่าวส่งเสียงหัวเราะร้ายกันอย่างเอิบอิ่ม ไม่รู้ว่าแผนการของพวกนางต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ มันจะช่วยให้เสี้ยนหนามตำใจของหล่อนหลุดกระเด็นกระดอนออกจากวังนี้ได้แน่นอน