ตอนที่ 76 เบาะแสสำคัญ
“หัวหน้าเจียง โทรศัพท์ครับ”
“ใคร?”
“เขาบอกว่าเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ในคดีฆาตกรรมก่อนหน้านี้ ต้องการแจ้งเบาะแสครับ”
“คดีฆาตกรรมก็ให้เขาไปคุยกับหน่วยอาชญากรรมสิ จะโทรมาหาหน่วยปราบปรามของเถื่อนทำไม?” เมื่อกล่าวจบเจียงหยางทำท่าจะหันกลับไปคุยงานกับลูกน้องใต้บังคับบัญชาต่อ แต่แล้วจู่ ๆ กลับฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้เสียก่อน เขารู้สึกว่าคนในสายนั้นดูแปลก ๆ อย่างไรชอบกลจึงได้หันกลับไปเอ่ยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับสายนั้น
“ถามเขาสิว่าคดีฆาตกรรมไหน”
เจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นรับคำจากนั้นก็หันไปคุยโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ หลังจากได้ข้อมูลที่ต้องการมาแล้วเขาก็ยกมือขึ้นป้องหูโทรศัพท์ไว้แล้วหันกลับไปรายงานให้เจียงหยางฟัง
“หัวหน้าเจียงครับ คนคนนี้เขาบอกว่าเป็นคดีข่มขืนและฆาตกรรมผู้ตายในเขตก่อสร้างเมื่อหลายวันก่อนครับ”
เจียงหยางที่ได้ยินดังนั้นก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป คดีฆาตกรรมในเขตก่อสร้างช่วงนี้ก็มีแค่คดีของเหลียงลั่วหยินเท่านั้น แต่คดีนี้ศพของผู้ตายถูกพบในตรอกมืดและคนภายนอกก็รู้แค่ว่าตรอกนั่นคือสถานที่เกิดเหตุแรก หน่วยอาชญากรรมไม่เคยเปิดเผยตำแหน่งแท้จริงที่เหลียงลั่วหยินถูกทำร้าย ซึ่งการที่เจียงหยางรู้เรื่องนี้ได้ก็เพราะเฉินอันหลานเป็นคนแจ้งความในคืนนั้นทั้งยังเป็นคนโทรศัพท์หาเขาให้ช่วยส่งทีมออกค้นหาอีกด้วย ดังนั้นการที่คนในสายรู้ถึงสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวได้ เขาอาจจะเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจริง หรือไม่ก็อาจรู้จักกับคนวงในก็เป็นได้...คิดได้ดังนั้น เจียงหยางก็รีบยัดเอกสารงานที่คุยค้างไว้ใส่มือลูกน้องแล้วเดินไปรับโทรศัพท์ในทันที
“สวัสดีครับ คุณคือผู้เห็นเหตุการณ์ของคดีข่มขืนก่อนหน้านี้ใช่ไหมครับ?”
(ฉันต้องการคุยกับเจียงหยางหัวหน้าของพวกนาย นอกจากเขาแล้วฉันไม่ต้องการแจ้งเบาะแสใครทั้งนั้น)
“ผมเองครับ เชิญคุณพูดมาได้เลย”
ปลายสายตกอยู่ในความเงียบทันที
เจียงหยางที่เริ่มหงุดหงิดกับอีกฝ่ายตัดสินใจเอ่ยปากพูดในที่สุดหลังจากถือสายรออยู่นาน
“ผมจะบอกคุณไว้ก่อนนะครับ การแจ้งความเท็จเป็นคดีอาญา ถ้าคุณเห็นฆาตกรเมื่อหลายวันก่อนจริงก็รีบพูดออกมา แต่ถ้าคุณไม่ได้เห็น...”
(เสี่ยวเจียง ฉันเซี่ยรุ่ยคาง)
“เซี่ย...”เจียงหยางตกใจจนเกือบจะโพล่งชื่ออีกฝ่ายออกมา โชคดีที่ยังคงยั้งไว้ทัน หลังจากตั้งสติได้เจียงหยางก็หันไปโบกมือให้นายตำรวจที่รับโทรศัพท์ออกไปก่อน เมื่อไม่มีใครอยู่ด้านข้างแล้ว เจียงหยางก็ลากสายโทรศัพท์เดินเบี่ยงมาอีกด้านแล้วกรอกเสียงลงไปในสายด้วยระดับเสียงที่เบาลงอย่างระมัดระวัง
“หัวหน้าเซี่ย ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ?”
(นายอย่าเพิ่งถามฉันเรื่องนั้น ตอนนี้ฉันมีเรื่องด่วนที่จะต้องบอกหัวหน้าเว่ยแต่ทั้งมือถือและโทรศัพท์ในห้องทำงานของเขาโทรไม่ติดเลยสักอัน ฉันอยากให้นายช่วยบอกเขาให้หน่อย บอกเขาทีว่าให้เขาโทรกลับหาฉันด่วน)
“หัวหน้าเว่ยออกไปปฏิบัติภารกิจข้างนอกครับ อาจติดต่อไม่ได้สักพักใหญ่ ๆ คุณมีเรื่องอะไรบอกผมไว้ก่อนก็ได้ อีกอย่างคดีของคุณ...”
เจียงหยางพูด ๆ อยู่แล้วก็หยุดชะงักไป แต่จากนั้นไม่นานเขาก็ตัดสินใจเอ่ยต่อ
“หัวหน้าเว่ยรู้เรื่องแล้วนะครับ แต่เพราะเขาไม่เชื่อว่าคุณจะทำเรื่องแบบนั้นได้ ดังนั้นเขาจึงยังคงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อน รอตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดแล้วค่อยจัดการครับ”
(ฉันไม่ไว้ใจหัวหน้าเว่ย...)
“หัวหน้าเซี่ยครับ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาตำหนิตัวเองนะครับ คุณบอกความจริงมาดีกว่า ผมกับหัวหน้าเว่ยจะได้ช่วยคุณให้หลุดพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย”
“ไม่ต้องหรอก นายหน้าค้ายาคือฉันเอง ล็อตยาที่นายส่งต่อมาจากเรือวิกตอเรียก่อนหน้านั้นก็เป็นฝีมือฉันเองที่จ้างคนให้ไปเปลี่ยนเอาของออกมา”
“อีกไม่กี่ปีคุณก็จะเกษียณแล้ว ทำไมถึงได้เลอะเลือนไปทำเรื่องแบบนี้ล่ะครับ?”
(ตอนแรกฉันตั้งใจจะเอายาเสพติดที่ยึดมาได้ล็อตนั้นมาเก็บไว้ในคลังสินค้า จากนั้นค่อยถือโอกาสขายมันเป็นเงินไว้ใช้หลังเกษียณ ไม่นึกว่าวันนั้นจะถูกดักปล้นที่ท่าเรือ ตอนนี้ฉันกำลังจนหนทาง ฉันปกป้องตัวเองไม่ได้ ถึงหัวหน้าเว่ยไม่คิดสงสัยฉันแต่ตอนนี้ชีวิตฉันก็จบเห่แล้ว)
“แล้วคุณเป็นนายหน้าให้กับใครครับ?”
เซี่ยรุ่ยคางที่อยู่ปลายสายเงียบไปกะทันหัน
เจียงหยางที่เริ่มร้อนใจรีบพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
“ถ้าคุณยังไม่ยอมบอกข้อมูลออกมา ผมกับหัวหน้าเว่ยก็ให้การคุ้มกันคุณไม่ได้นะครับ ถ้าคุณยอมสารภาพออกมาตอนนี้ว่าคุณคือผู้สมรู้ร่วมคิด แม้ว่าข้าวในเรือนจำจะถูกกำหนดไว้ให้คุณแล้ว แต่อย่างน้อยคุณก็ยังสามารถรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้นะครับ คุณคิดว่าไงครับ?”
เซี่ยรุ่ยคางลังเลอยู่เล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจออกมา
(หรงอันชิ่ง)
ชื่อของหรงอันชิ่งที่หลุดออกมาจากปากเซี่ยรุ่ยคางทำให้เจียงหยางผ่อนคลายลง ถึงแม้ว่าอีเมลนิรนามที่ได้รับมาก่อนหน้านี้จะสามารถยืนยันได้ว่าหรงอันชิ่งมาปรากฏตัวที่ท่าเรือชุนเทียนจริง แต่ก็ยังไม่สามารถบุกเข้ายึดของกลางและจับตัวคนร้ายมาได้ แค่รูปถ่ายไม่กี่ใบไม่ใช่หลักฐานที่หนาแน่นพอจะสามารถแจ้งความเอาผิดกับคนอย่างหรงอันชิ่งได้ แต่กับคำสารภาพจากปากของเซี่ยรุ่ยคางในเวลานี้ไม่เหมือนกัน หรงอันชิ่งที่มีมากทั้งอำนาจและเงินทองไม่มีวันยอมรามือจากเขาแน่นอน ดังนั้นในตอนนี้สิ่งที่เจียงหยางควรกระทำมากที่สุดและต้องทำให้เร็วที่สุดก็คือการไปรับตัวเซี่ยรุ่ยคางกลับมา
“หัวหน้าเซี่ยตอนนี้คุณอยู่ที่ไหนครับ ผมจะรีบไปรับคุณเดี๋ยวนี้เลย”
(ฉันมีธุระที่ยังจัดการไม่เสร็จ รอให้ฉันจัดการธุระของฉันเสร็จก่อนแล้วฉันจะติดต่อนายกลับไป)
“ไม่ได้นะครับ คุณอยู่ข้างนอกคนเดียวมันอันตรายมากนะครับ คนของหรงอันชิ่งคงกำลังตามล่าคุณให้ทั่ว...”
(ทำไมนายถึงรู้ว่าคนของหรงอันชิ่งตามหาฉันอยู่? นายไปโรงแรมนั้นมาแล้ว? หรือว่าคนของหน่วยอาชญากรรมพูดอะไรกับนาย? แล้วเมียกับลูกฉันล่ะ?)
เจียงหยางตบปากตัวเองไปสองทีก่อนจะจงใจแสร้งหัวเราะออกมาคล้ายไม่สะทกสะท้านแล้วเอ่ยต่อ
“ไม่หรอกครับ ผมแค่เดาเองเท่านั้น หัวหน้าเซี่ย...”
(ถ้าฉันตาย นั่นคือฝีมือของหรงอันชิ่ง)
เซี่ยรุ่ยคางกล่าวจบก็ตัดสายไปทันที เจียงหยางพยายามเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่มีสัญญาณใด ๆ ตอบกลับมา ด้วยความร้อนใจนายตำรวจหนุ่มจึงโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งแล้วหันไปกวักมือเรียกลูกน้องให้เข้ามา ก่อนจะสั่งให้เขาสืบหาแหล่งที่มาของสายโทรศัพท์เมื่อครู่ให้โดยเร็วที่สุด นายตำรวจคนดังกล่าวทำการตรวจสอบข้อมูลอยู่สักพักจึงได้ข้อสรุปว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาเมื่อครู่นั้นเป็นเบอร์เปล่า ไม่สามารถระบุชื่อจริงและข้อมูลอื่น ๆ ของเจ้าของเบอร์ได้ อย่างเดียวที่รู้ในเวลานี้คือตำแหน่งคร่าว ๆ จากการติดตามของระบบอัตโนมัติตอนสายเข้าเท่านั้น ซึ่งถ้าดูจากตำแหน่งแล้ว ในบริเวณนั้นคือแถว ๆ เซนทรัลสตรีท
เจียงหยางไม่กล้าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปอีกแล้ว เขารีบเรียกรวมพลลูกน้องสำหรับปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ทันที ลูกน้องสองคนถูกส่งไปโรงพยาบาลที่หรงอันชิ่งรักษาตัวอยู่เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์อีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้หลบหนีไปได้ และอีกสองสามคนที่เหลือถูกเลือกให้ไปหาที่อยู่ของเซี่ยรุ่ยคางกับเขา หลังจากแจกแจงภารกิจเสร็จสิ้น ทุกคนต่างก็รีบวิ่งออกจากสถานีตำรวจแล้วแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจของตัวเองทันที
เมื่อรถสองคันขับมาถึงเซ็นทรัลสตรีทเจียงหยางก็พาลูกน้องลงไปค้นตู้โทรศัพท์สาธารณะที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ แถวนั้น แต่หลังจากที่ค้นตู้โทรศัพท์แทบจะทุกตู้แล้วพวกเขาก็ยังไม่พบเซี่ยรุ่ยคางแม้แต่เงา เจียงหยางหัวเสียจัดจนเตะถังขยะที่อยู่ด้านข้างเพื่อระบายอารมณ์ เสียงดังสนั่นที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันดึงความสนใจจากผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“หัวหน้าเจียงครับ เราจะทำยังไงกันต่อดีครับ?”
“หาต่อไป ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาก็ต้องเอาตัวเขามาให้ฉันให้ได้!”
“ครับ!”
ลูกน้องที่พามาต่างกระจายตัวกันเพื่อออกตามหาเซี่ยรุ่ยคางอีกครั้ง เจียงหยางออกเดินไปตามท้องถนนเซ็นทรัลสตรีทด้วยความหัวเสีย ท้ายที่สุดเมื่อจนด้วยหนทาง นายตำรวจหนุ่มจึงตัดสินใจยกโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อหาเฉินอันหลานเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขาอีกครั้ง
ทันทีที่ปลายสายกดรับ เจียงหยางก็รีบเอ่ยปากพูดด้วยความร้อนใจทันที
“อันหลานนายอยู่ไหน ฉันมีเรื่องให้นายช่วยหน่อย”
※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※
บ้านของเฉินอันหลาน
ในตอนที่รับสายโทรศัพท์จากเจียงหยางนั้น เฉินอันหลานกำลังเดินเล่นอยู่ที่สนามหญ้าในบริเวณบ้านของเขา เมื่อได้ยินน้ำเสียงร้อนรนจากปลายสายลอดออกมาจากโทรศัพท์ ปลายเท้าที่กำลังก้าวเดินก็หยุดชะงักลง หลังเจียงหยางกล่าวจบ เฉินอันหลานก็รีบเอ่ยเตือนเขาไปในทันที
“หัวหน้าเจียง เผื่อคุณลืมนะครับ ผมกำลังอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อน”
(ฉันรู้ ๆ แต่ครั้งนี้ฉันต้องการให้นายช่วยจริง ๆ ตอนนี้สถานการณ์มันบีบมาก แถมยังต้องเก็บเป็นความลับด้วย เพราะงั้นฉันเลยหาคนมาทำไม่ได้ ที่นึกได้ก็มีแค่นาย แค่นายใช้ความสามารถของนายนิดหน่อย เดี๋ยวเดียวก็เจอแล้ว)
“ไม่ว่าง”
(งั้นถ้าฉันบอกว่าเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมของเหลียงลั่วหยินล่ะ นายจะว่างหรือยัง?)
เฉินอันหลานเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะถามขึ้น
“จะให้หาอะไร”
“เซ็นทรัลสตรีท ช่วยฉันหากล้องวงจรปิดทั้งหมดของเซ็นทรัทสตรีท หาภาพของหัวหน้าเซี่ย ตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันต้องหาตัวเขาให้เจอให้ได้”
เซี่ยรุ่ยคางปรากฏตัว?
เฉินอันหลานหรี่ตาลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไรให้มากความอีก เขาบอกกับเจียงหยางว่าขอเวลา 5 นาที หลังจากครบกำหนดแล้วค่อยให้อีกฝ่ายติดต่อกลับมาใหม่ เมื่อพูดจบก็ตัดสายอย่างรวดเร็วแล้วโทรศัพท์ไปบอกให้เหลยจินนำโน้ตบุ๊กเข้ามาให้เขา
ใช้เวลาเพียงไม่นานเหลยจินก็ยกโน้ตบุ๊กวิ่งมาส่งให้เฉินอันหลาน
“คุณชายสามครับ โน้ตบุ๊กครับ”
“หันหลังไป โค้งตัวลงหน่อย”
“อะไรนะครับ?”
“นายโค้งตัวให้ฉันใช้โน้ตบุ๊กหน่อย”
“อ่อ ได้ครับ”
เหลยจินงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังโค้งตัวลงไปก่อนจะนำโน้ตบุ๊กขึ้นมาวางบนหลังของตน และทำตัวเป็นโต๊ะคอมให้กับเฉินอันหลาน
“ต่ำลงหน่อย”
“แบบนี้ได้ไหมครับ?”
“ได้ อย่าขยับ”
“ครับ”
เฉินอันหลานกวาดตามองไปทางเหลยจินที่เริ่มมีเหงื่อผุดบริเวณหน้าผากก่อนจะกระตุกยิ้มบริเวณมุมปากเล็กน้อย เขาละสายตาออกมาจากอีกฝ่ายกลับมายังหน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง ชายหนุ่มรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดและทำการเจาะเข้าไปในระบบป้องกันของเซ็นทรัลสตรีท เขาจัดการแฮ็กกล้องวงจรปิดแต่ละที่อย่างชำนาญ ใช้เวลาไม่นานคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเซ็นทรัลสตรีทก็ถูกนำออกมาอย่างง่ายดาย หลังจากทำการกรองดูวิดีโอเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่นาทีเฉินอันหลานก็หาเซี่ยรุ่ยคางในคลิปวิดีโอจนพบในที่สุด ชายหนุ่มนำภาพเหล่านั้นมาขยายแล้วก็พบว่าหลังจากเซี่ยรุ่ยคางใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะเสร็จแล้วเขาก็เดินตรงเข้าไปในธนาคารหลงต้าทันที
5 นาทีผ่านไปเจียงหยางก็โทรศัพท์กลับมาถามความคืบหน้าจากเฉินอันหลานอย่างตรงเวลาเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน
เฉินอันหลานรายงานเหตุการณ์ที่เขาเจอให้กับเจียงหยางฟัง ผู้เป็นหัวหน้ากล่าวขอบคุณจากนั้นก็รีบวางสายและออกปฏิบัติการทันที เฉินอันหลานมองไปทางสายที่ถูกตัดไปบนหน้าปัดนาฬิกาพร้อมกับขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณ...คุณชายสามครับ เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ผมจะยืนต่อไปไม่ไหวแล้ว”
“เหลยจิน ปกติแล้วนายไม่เคยขาดการออกกำลังกายเลยนี่นา”
“ช่วงสองสามวันมานี้...”
“พอแล้ว ฉันคิดแทนนายเลยละกัน วันนี้นายต้องออกกำลังอย่างหนักเพื่อชดเชยให้กับวันก่อนหน้านั้นด้วยการแบกโน้ตบุ๊กในท่านี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง”
“อย่าทำงั้นสิครับคุณชายสาม คุณให้ผมออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นก็ได้ วิ่ง วิดพื้นอะไรก็ได้หมดครับ แต่โค้งตัวแบบนี้มันหนักเกินไปครับ”
“ทำตามที่บอก”
“ครับ”
เฉินอันหลานเดินวนรอบตัวของเหลยจินรอบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“นายก็ยืนได้นี่ ฉันว่าแค่ 2 ชั่วโมงก็น่าจะไม่มีปัญหาหรอก...ใครใช้ให้นายยืดตัวขึ้นมา? ถ้าโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ร่วงหล่นลงมาหรือว่าถูกนายจับ ฉันจะคิดบัญชีกับนาย”
“...”
เมื่อจัดการกับผู้ติดตามอย่างเหลยจินได้แล้ว เฉินอันหลานก็กลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องนอน เขาเดินไปจัดการกับระบบควบคุมบนหน้าจอที่ฝังอยู่บนกำแพงข้างตัวลิฟต์ เพียงไม่นานรถยนต์ที่จอดเอาไว้ในโรงรถชั้นใต้ดินก็ถูกส่งขึ้นมาด้วยระบบอัตโนมัติ เฉินอันหลานเดินเข้าไปข้างในตัวลิฟต์ เมื่อลิฟต์เลื่อนลงมาถึงชั้นล่างก็ทำการกดปุ่มที่อยู่ข้างผนัง
ไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นผนังโลหะภายในลิฟต์ก็ค่อย ๆ เปิดออก แม้แต่กระจกที่อยู่ตรงหน้าก็ถูกเลื่อนขึ้น เฉินอันหลานหยิบแว่นตาขึ้นมาสวมและเดินขึ้นรถ จากนั้นก็ขับออกไปทางด้านข้างของตัวบ้าน ด้วยเหตุนั้นฝ่ายลูกน้องของเหลยจินที่ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูหน้าจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าเฉินอันหลานออกไปทางอีกด้านหนึ่งแล้ว
เมื่อรถขับออกไปได้สักพัก ลิฟต์และกำแพงกระจกที่อยู่ด้านหลังก็เคลื่อนปิดลงโดยอัตโนมัติ ไม่เหลือทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้ให้จับสังเกตได้อีกและลูกน้องสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็ยังคงพูดคุยกันโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวใด ๆ ต่อไป