บทสนทนาระหว่างหลินเสวี่ยจู๋และโจวเซินอี้ทำให้ทั้งครอบครัวเข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
ความเห็นอกเห็นใจเพียงเล็กน้อยที่พวกเขามีต่อโจวเซินอี้จึงหายวับไปทันที
หมอเทวดาอันใดกัน? เป็นคนชั่วที่มีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกสิไม่ว่าหากเรียกเขาว่าหมอก็แปดเปื้อนชื่อเสียงของหมอแล้ว!
โชคดีที่หลังจากหลินเฉิงเหยาตรวจอาการของหยวนซิวก็พบว่าเขาเพียงบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น พักผ่อนสองสามวันก็หายแล้ว
ทุกคนจึงค่อยโล่งอก
เหวินซิ่วชิงดึงหลินเสวี่ยจู๋ให้นั่งลงข้างกองไฟทุกคนในครอบครัวกรูเข้ามาล้อมนางเอาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ
หลินเสวี่ยจู๋โบกมือเรียกลู่โม่เด็กหนุ่มเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย หลินเสวี่ยจู๋กล่าวว่า “เจ้าตาขาวผู้นั้นคิดจะทำร้ายข้าแล้วยังทำให้สามีต้องมาเดือดร้อนไปด้วย พวกเราจะปล่อยเขาไปง่ายๆ ไม่ได้”
ลู่โม่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นรีบพูด “พี่สะใภ้สั่งมาเถิด ข้าจะทำตามทุกอย่างเลยขอรับ”
หลินเสวี่ยจู๋จึงกระซิบบางอย่างข้างหูลู่โม่ดวงตาของลู่โม่เป็นประกาย พอฟังจบก็วิ่งเหยาะๆ ออกไป
หลินเสวี่ยจู๋เห็นทุกคนในครอบครัวมีสีหน้าอยากถามก็จงใจพูดเป็นปริศนาว่า“ไปนอนกันเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าก็รู้เอง”
ครอบครัวที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการกินอยู่ย่อมว่างเช่นนี้เอง
หลินเสวี่ยอีกับหลินเจียย่วนพาหลินอวี่เซวียนไปนอนในรถม้าส่วนคนอื่นๆ ก็ปูเสื่อนอนข้างกองไฟตามเดิม
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปที่รถม้าของหยวนซิวในเวลานี้หยวนซิวฟื้นแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋รินน้ำพุจิตวิญญาณให้เขาดื่มเล็กน้อยแล้วให้ยาบำรุงหยวนชี่กับเขาหนึ่งเม็ด
หยวนซิวไม่ซักถามใดๆเกี่ยวกับยาบำรุงหยวนชี่ที่นางนำออกมา เพียงใส่เข้าปากอย่างว่าง่าย
หลินเสวี่ยจู๋รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งความรู้สึกที่ไม่ต้องปิดบัง ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคนสงสัยนั้นช่างดีจริงๆ
ดูเหมือนว่าระหว่างทั้งสองคนจะมีความเข้าใจกันโดยปริยาย
เพียงแต่พื้นที่แคบๆในรถม้าชวนให้กระอักกระอ่วนไม่น้อย
หลินเสวี่ยจู๋มองซ้ายมองขวาแล้วหาเรื่องคุย “ขาท่านยังไม่หายดีแท้ๆ เหตุใดถึงต้องตามข้าไปด้วย? หากเจอคนที่ท่านสู้ไม่ได้ไม่เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งหรือ?”
หยวนซิวเหลือบมองนางก่อนจะเอ่ยอย่างเฉยเมย “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น”
เขาหมายถึงเรื่องที่นางบุกเข้าไปในค่ายสรรพาวุธเพียงลำพังแล้วยังปล่อยเหล่าคนงานนับร้อยคนออกมาอีก
หลินเสวี่ยจู๋กำลังจะแต่งเรื่องโกหกแต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าหยวนซิวน่าจะพอรู้อยู่บ้างว่าฮ่องเต้สุนัขลอบวางแผนอะไรไว้
ในนิยายเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าตอนที่หยวนซิวอยู่ระหว่างทางกลับเมืองหลวงจากชายแดนเหนือ เขาเคยนำทัพไปยึดค่ายสรรพาวุธ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่ใช่ไม่ป้องกันตัวจากฮ่องเต้สุนัขเลย และข้อมูลที่เขามีเกี่ยวกับฮ่องเต้สุนัขมีประโยชน์จริงๆก็ตอนที่เขาก่อกบฏในครั้งสุดท้าย
ในเมื่อเป็นเช่นนี้นางก็ไม่จำเป็นต้องลำบากแต่งเรื่องโกหก“ความเป็นความตายของข้าเกี่ยวอันใดกับท่าน? ไม่ใช่ว่าท่านไม่ชอบข้า ปรารถนาให้ข้าอยู่ห่างจากท่านมาตลอดหรอกหรือ?”
เมื่อพูดจบตัวนางเองก็ตกตะลึง
นี่นางอินกับบทของร่างเดิมมากเกินไปใช่หรือไม่? เหตุใดถึงได้พูดจาฟังดูตัดพ้อเช่นนี้!
แต่ในใจนางกลับคาดหวังอยู่ลึกๆ
ในเมื่อเขากลัวว่านางจะมีอันตรายย่อมสามารถสั่งให้ลู่โม่ตามนางมาก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องออกตามหานางด้วยตนเองเลย แต่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนั้นเขากลัวว่าความลับของนางจะถูกเปิดเผย เขากำลังปกป้องนาง
ความใส่ใจอันละเอียดอ่อนเช่นนี้ทำให้นางอดคิดไปไกลไม่ได้
“เก็บเจ้าไว้ย่อมมีประโยชน์กับข้า”หยวนซิวพูดอย่างไม่ใส่ใจ
คำพูดนี้เปรียบเสมือนค้อนที่ทุบฟองสบู่สีชมพูในใจของหลินเสวี่ยจู๋จนแตกละเอียด
บรรยากาศที่ค่อนข้างคลุมเครือหายวับไปในพริบตาอุณหภูมิในรถม้าลดลงหลายองศา
หลินเสวี่ยจู๋แทบจะกระอักเลือดออกมา
นางโง่หรืออย่างไรถึงได้คาดหวังให้บุรุษเลือดเย็นจิตใจอำมหิตผู้นี้พูดอะไรที่อบอุ่นหัวใจ!
นางยิ้มเยาะก่อนจะล้มตัวลงนอน แล้วพูดโต้กลับอย่างไร้ไมตรี “เช่นนั้นท่านก็รอดูแล้วกันรอดูว่ามารดาจะเป็นสตรีที่ถูกคนหลอกใช้หรือไม่!"
ในเมื่อทุกอย่างพังทลายแล้วก็ปล่อยให้พินาศไปเลยเถิดนางจะเคารพชะตากรรมของผู้อื่น ละทิ้งการทำตัวเป็นแม่พระไป
พระเอกจะเข้าสู่ด้านมืดอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับนาง!
ในเวลานี้ไม่ใช่เพียงหลินเสวี่ยจู๋คนเดียวที่โมโหจนแทบคลั่ง
ข้างนอกรถม้าหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงที่กำลังแอบฟังอยู่ต่างก็มองหน้ากัน จากนั้นส่งสายตาจนปัญญาให้หลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงแล้วหลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงก็ส่งสายตาจนปัญญาต่อให้ลู่ซื่อ
สายตานั้นราวกับกำลังบอกว่า ‘แม้ว่าพวกเราอยากจะวิจารณ์หลานชายของบ้านเจ้าแต่ดูเหมือนว่าลูกสาวของบ้านข้าเองก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไร’
ลู่ซื่อขมวดคิ้วจนเป็นตัว‘八’จากนั้นก็ยกมือขึ้นนวดขมับ รู้สึกปวดศีรษะอย่างยิ่ง
หลานชายดีทุกอย่างติดก็ตรงที่ไม่ประสีประสาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อาจเป็นเพราะทำศึกมากเกินไป
พวกเขาย่องกลับไปข้างกองไฟด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มแล้วล้มตัวลงนอนโดยไม่พูดไม่จา
ภายในรถม้าหยวนซิวได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ของทุกคนที่เดินจากไป เขาจึงถอนหายใจอย่างกระอักกระอ่วน
โชคดีที่เขาพูดยั่วโมโหนางทันเวลาไม่อย่างนั้นหากปล่อยให้นางทำตัวซื่อบื้อจนพูดอะไรออกมา เขาก็ต้องเค้นสมองแต่งเรื่องโกหกมาแก้ตัวอีก
เพียงแต่ในเมื่อนางโกรธแล้วเขาก็ควรจะพูดอะไรสักหน่อยใช่หรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้หยวนซิวก็หันกลับไป ก่อนจะเห็นหลินเสวี่ยจู๋ที่เมื่อครู่กำลังโมโห ตอนนี้กลับหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวไปแล้ว
เฮอะสตรีคนนี้ลืมง่ายเสียจริง!
มุมปากของหยวนซิวยกยิ้มอ่อนโยนเขาเอนศีรษะแล้วหลับตาลงอย่างเงียบงัน
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋ในตอนนี้แม้ว่าจะเหนื่อยและอยากนอนมาก แต่ความวุ่นวายในมิติกลับทำให้นางนอนไม่หลับ
อย่างแรกฝูงสุนัขกินคนที่กำลังเห่าหอนอยู่ในหลุม พวกมันต่างเหยียบย่ำกันเองเพื่อปีนขึ้นไปข้างบนตอนนี้พวกมันกำลังต่อสู้กันอย่างชุลมุน
อย่างที่สองอาวุธจำนวนมากที่เก็บเข้าสู่มิติถูกแร่เหล็กที่ถูกเก็บเข้ามาทีหลังทับจนมิด แล้วยังมีทรายและหินปนเข้ามาด้วยทำให้สนามหญ้าเขียวขจีของนางสกปรกไปหมด
หลินเสวี่ยจู๋ได้แต่ถอนหายใจแล้วเริ่มลงมือทำความสะอาด
นางใช้ความคิดแยกแร่เหล็กและแร่ธาตุอื่นๆออกจากทรายและหิน จากนั้นก็สร้างโกดังขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเก็บของ จากนั้นจู่ๆนางก็พลันผุดความคิดบางอย่าง นางใช้ทรายและหินมาสร้างภูเขาจำลอง แล้ววางไว้หลังเรือนไม้ไผ่ก่อนจะย้ายป่าไผ่ไปไว้บนภูเขา และย้ายน้ำพุจิตวิญญาณไปที่เชิงเขา
เช่นนี้เรือนไม้ไผ่ของนางจึงมีภูเขาและสายน้ำโอบล้อมสภาพแวดล้อมดูสดชื่นและงดงามยิ่งกว่าเดิม
เพียงแต่สภาพแวดล้อมที่ดีเช่นนี้กลับถูกทำลายโดยเสียงเห่าหอนของสุนัข
หลินเสวี่ยจู๋ใช้ความคิดทันทีทันใดนั้นก็มีเสียงดังกึกก้อง ดาบเล่มใหญ่เปล่งแสงเย็นเยียบหลายสิบเล่มถูกปักอยู่รอบหลุมที่มีสุนัขอยู่ด้านในคมดาบหันเข้าด้านในหลุม แสดงออกถึงการข่มขู่
ทันใดนั้นโลกของนางก็เงียบสงบทันที
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสุนัขเคยกินเนื้อคนจึงฉลาดเป็นพิเศษหรือไม่แต่ไม่มีสุนัขตัวไหนกล้าเห่าอีกเลย
“สุราคารวะไม่กินชอบกินสุราลงทัณฑ์เสียนี่”
หลินเสวี่ยจู๋มองเข้าไปในหลุม
เมื่อนางเห็นฝูงสุนัขตัวสั่นงันงกอยู่ใต้แสงเย็นยะเยือกของดาบก็อดไม่ได้ที่จะหาวออกมาด้วยความพึงพอใจ ในที่สุดก็ได้นอนเสียที
หลินเสวี่ยจู๋มองไปรอบๆมิติอันสวยงามที่นางสร้างขึ้น จากนั้นสติก็ดับวูบ ผล็อยหลับไปอย่างสบายใจ
ในเวลานี้บนเส้นทางเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่หลังค่ายสรรพาวุธประมาณสิบกว่าลี้ รถม้าคันหนึ่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรากำลังแล่นอย่างเชื่องช้า
ธงที่ปักอยู่ด้านหน้ารถม้าปักตัวอักษร‘เหยี่ยน’ ไว้อย่างเด่นชัด
.............................