ตอน 12 หวั่นไหว
ยามซวี คือ 19.00 น.
ณ เรือนหวงห้ามส่วนในแห่งอวิ๋นเทียน
“ชิงเจ๋อ!!!” ไฉเฉิงมีทีท่ากระสับกระส่าย เดินสับวนเท้าไม่เป็อันนั่งอันนอน จากชาร้อนที่เคยยกดื่มก็สุดเบื่อหน่าย กระทั่งทนไม่ไหว เอ่ยปากเรียกชิงเจ๋อในยามพลบค่ำ
“ขอร๊าบบบ ท่านพ่อ ชิงเจ๋อมาแล้ว” เขาวิ่งมาด้วยความเร็วแสง เพราะเกรงว่าพ่อบุญธรรมจะมีเื่ด่วนให้สะสาง
“รายงานแก่ข้า” ไฉเฉิงยอมนั่งพิงอิงหมอน สูดหายใจเข้าลึกสุดปอด แสร้งเป็คนใจเย็น
“อะ...เอ่อ... ท่าน้าให้ชิงเจ๋อรายงานเื่ใดหรือขอรับ หากไม่ผิดจากเดิม... เื่น้อยใหญ่ที่สมควรรายงาน ลูกก็กล่าวแจ้งไปั้แ่หัววัน” ชิงเจ๋อพยายามครุ่นคิดยังไงก็คิดไม่ออก
“มีเื่เดียวที่เ้ายังไม่ได้รายงานข้า ยังต้องให้ข้าเอ่ยถามอีกหรือ” ไฉเฉิงพยายามปากแข็งวางมาดขรึม ทั้งที่อยากรู้เื่ของเขาใจจะขาด
“ท่านพ่อ ชิงเจ๋อโง่เขลา รู้ไม่เท่าทันความ้าของท่าน พ่อบุญธรรมโปรดชี้แนะ” บทจะโง่ก็โง่ บทจะซื่อก็ซื่อเกินบรรยาย พ่อจ๋าเขาก็แค่อยากให้รายงานข่าวคราว ว่าที่แม่บุญธรรมในอนาคต
“อะฮึ่ม... ก็เื่ของจวนอ๋อง ข้าอยากรู้ว่าอ๋องสามสุขสมดีหรือไม่” แม้ใจจริงจะอยากรู้ความเป็อยู่ของตันหรง เพื่อรักษาภาพพจน์ก็ต้องแสร้งปั้นหน้าถามหาผู้อื่น
“อ๋องสาม... เขาสบายดีขอรับ” นึกขึ้นได้ก็ชวนขำ แต่ชิงเจ๋ออดกลั้นไม่แสดงออก
“ป่านนี้ เป็อ๋องสามน่าจะโดนกลั่นแกล้งจนแย่” ชิงเจ๋อพร่ำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“หะ เ้าว่าไงนะ นางโดนอ๋องสามกลั่นแกล้งงั้นเหรอ บังอาจกล้ารังแกคนของข้า” เพราะจิตใจคำนึงถึงแต่นาง ไฉเฉิงฟังไม่ชัด มิได้มีสติแยกแยะให้ดี ฟังผิดเพี้ยนไม่เอ่ยถามความแจ้ง กลับร้อนใจ รีบหยิบผ้าคลุมไหล่ ออกจากตำหนักทันควัน
“อะ อะ... เอ่อ... เหตุใดเขาห่วงใยอ๋องสามถึงเพียงนั้น “ชิงเจ๋อเกาหลังหัว ใในความวู่วามของชายที่ใจเย็นดุจผาสูง
ณ จวนอ๋องสาม เขตซานตี้ แห่งวังหลวง
ในเรือนที่ดูเงียบเหงา กลิ่นสีกลิ่นไม้คลุ้งห้องยังไม่แห้งดี กำยานจุดกลบกลิ่นเสียดลมจนเผยให้เห็นควันหมอกบาง...
แค่กๆ เสียงไอดังจากลำคอเล็กๆ ของสาวงาม ตันหรงแง้มเปิดหน้าต่างเรือนไม้ เผยให้เห็นแสงจันทร์ที่ลอยเด่นฟ้า
ในใจของนางเหม่อลอยอยู่เพียงครู่ จินตนาการวาดฝันถึงโฉมหน้าอันงดงามของไฉเฉิงผู้ไร้ใจ
“ท่านจะรู้หรือไม่ว่า ข้าตกหลุมรักท่านเข้าเสียแล้ว” ตันหรงถอนหายใจเข้าออก ยอมทำทุกอย่างก็เพื่อรัก
“ข้า...ต้องหาทางเอาตัวรอด หลุดจากการเป็เมียอ๋องสาม” เพื่อ้าเป็เมียเดียวของไฉเฉิง นางเตรียมสร้างวีรกรรมเจ็บแสบ เป็บทเรียนแก่ชวนกู้ฝู
“ดูซิว่า... คนเช่นท่านที่ชื่นชอบข้าจนจับใจ จะทนได้สักกี่วัน”
“น้องหญิง... พี่จ๋ามาแล้ว...”
“คืนนี้ปรนนิบัติข้าเถิด ข้าจะมอบบุตรให้เ้าสักคน ดีหรือไม่” แม้ร่างกายมีตุ่มพุพองยังไม่หายดีนัก เ้าแท่งเอ็นแสนซนที่หมกหดอยู่ใต้อาภรณ์ กลับอยากผงาดค้ำฟ้าแสดงความแข็งแกร่งในท่อนล่างของสตรี
เขาบากร่างออดแอดเข้าเรือนไม้ของนางหน้าด้านๆ
“ตายยากจริงๆ เ้าบ้านี่” ตันหรงที่กำลังตกอยู่ในภวังค์รัก จำต้องหุบหดยิ้มลงแทบไม่ทัน เมื่อสามีหน้าใหม่วนเวียนถึงขนาดนี้
“ชวนอ๋องสามฤทธิ์มากเกินไปแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าคนปัญญานิ่มอย่างเ้าจะร้ายกาจรังแกนาง อีกทั้งคนฉลาดเฉลียวเช่นนางจะปล่อยให้เ้ารังแกได้ง่ายๆ คืนนี้หากข้าไม่เบาใจว่านางสบายดี ข้าคงนอนไม่หลับ” ทั้งที่ยื่นคำขาดให้นางแต่งกับอ๋องสาม กลับเป็เขาเองที่หัวใจว้าวุ่นไม่เป็อันกินอันนอน
ไฉเฉิงเร่งฝีเท้า เหาะเหินวิ่งเดินบนหลังคาและกิ่งไม้ ล่องหนปานนินจาลบ กระทบกระเบื้องและไพรหญ้า
กระทั่งหยุดลงที่เขตซานตี้ สถานที่จำลองจวนอ๋อง
เรือนไม้ที่นางประทับ มีช่องโหว่หลายจุดให้เขาแฝงตัว
ไฉเฉิงนั่งยองบนหลังคา แง้มวัสดุดึงออก เพ่งมองว่านางในความห่วงใยถูกรังแกอย่างไร
และแล้วเขาก็ได้เห็นเต็มสองตา ดั่งละครภาพให้เห็นแก่เบื่อ ถือว่าสิ่งที่แสดงตรงหน้าเปิดหูเปิดตาเขาได้ไม่น้อย
"ท่านพี่จ๋า... ก่อนจะหลับนอน ให้ข้าเอาใจท่านเสียหน่อยเถิด " ตันหรงมากเล่ห์เพทุบาย แน่นอนว่าชายงั่งแบบเขาตามนางไม่ทันแน่
“สตรีเช่นเ้าช่างมีลูกเล่น ทำข้าตื่นเต้นจนแทบอดใจไม่ไหว” อ๋องสามหื่นกามน้ำลายสอ อยากแอ้มเมียจนตัวสั่น
"นี่นางจะเล่นแง่อะไรของนาง... สตรีผู้นี้น่าสนใจนัก " ไฉเฉิงที่เฝ้าแอบมองนางบนหลังคา เผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังหลุดปากพึมพำเอ่ยชมนาง
“แน่นอนว่า ได้มีท่าน ราว์ปรุงแต่ง ข้าจึงอยากนวดให้ท่านได้ผ่อนปรนความเหนื่อยกายลง ก่อนจะร่วมรักกัน” ตันหรงช่างขยันพูดจาเจ๊าะแจ๊ะเอาอกเอาใจ
มือเล็กๆ ของนางเริ่มต้นจากการผลักสามีนอนลงบนเตียง จับเขาพลิกคว่ำด้วยท่าทีเย้ายวน นวดคลึงแผ่นหลังอย่างตั้งใจ
“อย่าบอกนะว่า... เ้าจะขัดคำสั่งข้ายอมพลีกายถวายตัวให้เ้าโง่นั่น!!”
“เพิ่งจะชมอยู่หลัดๆ ดีแตกแล้วหรือ!!” ไฉเฉิงแสดงสีหน้าไม่พอใจ ออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านี่คืออาการอะไร เพียงเพราะเห็นนางเข้าใกล้ชายอื่น มือสองข้างบีบคั้นเค้นอาภรณ์จนห่อยับ
“เมียจ๋า ข้าทนไม่ไหวแล้ว... เรามาเริ่ม...”
แอ๊ก!!!!!!
พูดยังไม่ทันจบประโยค สันมือเล็กๆ สับลงหลังคอ คาบเกี่ยวจุดเป็จุดตาย กระทั่งชวนกู้ฝูหมดสติไป
“เหอะ เ้าบ้ากาม ฝันไปเถอะว่าจะได้กินข้า พรหมจรรย์ของข้ามีไว้ให้แค่โจวไฉเฉิงผู้เดียวเท่านั้น” นางบ่นพร่ำอย่างโจ้งแจ้ง เพราะนางมั่นใจนักว่าโดยรอบเรือนมิมีผู้ใด หารู้ไม่ว่าเบื้องบนเป็โจวไฉเฉิงเห็นทุกอย่างด้วยสองตา ได้ยินทุกอย่างด้วยสองหู
“นะ นะ นาง... ้ามอบพรหมจรรย์ให้ข้างั้นเหรอ” หัวใจของเขาวูบวาบชาซ่าน ปากแข็งเหมือนเหน็บกิน พูดจาไม่เป็ประโยค
"เพราะอะไร ทำไมนางต้องมอบมันให้ข้า " โจวไฉเฉิงผู้ปราดเปรื่อง ชนะทุกคน อยู่เหนือสี่แคว้น กลับต้องมาแพ้ให้แม่นางน้อยชู่ตันหรงผู้เดียว
เพราะเสียวในใจ จนเสียการทรงตัว ไฉเฉิงเหยียบพลาด ตกลงจากที่สูง
"อะ อ๊ากกก "ตันหรงใ แหกปากร้อง
“หยุดนะ เงียบก่อน นี่ข้าเอง” ไฉเฉิงกลัวจะถูกจับได้ แม้ขาเจ็บยังต้องรีบเข้าโอบกอดนาง มืออีกข้างอุดปิดปากเล็กๆ จังหวะอันรีบร้อน เป็ดั่งฟ้าประทานลิขิตรัก ให้หนุ่มสาวใกล้ชิด
กว่าจะรู้ตัวว่าเข้าใกล้นางเกินไป สายตาสองคู่ก็สบกันจนไม่อาจเบี่ยงเบนหนี
“ไฉเฉิง... ท่านมาที่นี่ได้ยังไง” ตันหรงถามด้วยสีหน้าดีใจ แววตาอิ่มรัก เอ่อล้น
“ข้าก็มาควบคุม ความประพฤติของเ้ายังไงล่ะ” ไฉเฉิงตอบเฉไฉแบบขอไปที เพราะกลัวจะเสียหน้า
“ข้าว่า... เราไปที่อื่นดีหรือไม่ พูดคุยกันที่นี่คงไม่ดีเท่าไหร่” ตันหรงทำหน้ายิ้มเจื่อน หันไปมองชายอ้วนที่นอนอืดบนเตียงใหญ่แล้วชวนขนลุก
“ตกลง ตามใจเ้า เ้าอยากไปที่ใดล่ะ” ไฉเฉิงผู้ไม่แยแสเื่เล็กน้อย ใส่ใจนางที่หนึ่ง
“อืม... ดึกป่านนี้ วังหลวงมีที่ใดให้ข้าไปได้บ้างล่ะ” นี่เป็วันแรกที่นางใช้ชีวิตอยู่ในรั้ววัง สตรีบ้านนอกอย่างนางก็ยังมีความเจียมตัวอยู่บ้าง
“ในวังนี้ มีที่ใดที่คนเช่นข้าจะพาเ้าไปไม่ได้ ขอเพียงเ้าเอ่ยปากขอ ข้ายินดีพาเ้าเหาะเหินไปดั่งลม” ไฉเฉิงเรียนรู้วิธีเอาใจสตรีโดยไม่รู้ตัว คำพูดเพียงประโยคเดียวของเขา ทำใจนางพองโต จนไม่อาจถอนใจ
**********
หลังคาใหญ่ที่ประดับด้วยลวดลายั มองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตา แม้จะนั่งหย่อนขาบ่นกำแพงเมืองอันสูงตระง่านก็ตาม
“สูงขนาดนี้ ถ้าข้าตกลงไป ข้าตายเ้าจะทำยังไง” สถานที่ที่ว่านั้น คือกำแพงเมือง
"ข้าจะปล่อยให้เด็กโง่อย่างเ้าตายจากได้อย่างไร "ไฉเฉิงคลั่งรักแบบไม่รู้ตัว