“โรงน้ำชาแห่งนั้นเป็ของโหยวเอ๋อ เอ่อ...เป็ของฮูหยินของข้าเอง” ซ่งอี้เซวียนบอกอย่างขัดเขินเมื่อต้องพูดถึงภรรยาต่อหน้าสหาย
“หา! โรงน้ำชาเป็ของฮูหยินของเ้าอย่างนั้นหรือ ดีนะเนี่ยที่ข้าเชื่อคำของท่านพ่อว่าไม่ให้ตามเื่นี้ต่อแล้ว ไม่งั้นข้ากับเ้าต้องมีเื่เข้าใจกันผิดอีกแน่” เฉียนไหลเฉิงถอนหายใจอย่างโล่งอก “แล้วเ้ามาบอกข้าเื่นี้ทำไม”
“โหยวเอ๋อกำลังจะเปิดโรงน้ำชาแห่งนั้นขึ้นมาอีกครั้ง จากที่ข้ารู้จักพวกเ้า ก็เลยคิดว่าเราทุกคนสามารถร่วมมือกันทำธุรกิจได้”
เฉียนไหลเฉิง “ได้สิ เ้าอยากสั่งซื้อใบชาจากข้าหรือ ข้าลดราคาให้เป็พิเศษได้นะ”
เจียวซิ่ง “บ้านข้าขายแค่ธัญพืช ไม่น่าจะร่วมมือกับเ้าได้”
จางเหว่ย “บ้านข้ามีแค่เลี้ยงวัวไว้ขายเนื้อ คงร่วมมือกับเ้าไม่ได้เหมือนกัน”
โจวชาง “บ้านข้าเป็แค่สำนักคุ้มภัย”
โจวชุน “ข้ากับอาชางกำลังมองหากิจการที่น่าสนใจทำอยู่”
“พวกเ้าสองคนเป็ทายาทของสำนักคุ้มภัยหรือ วรยุทธ์ของพวกเ้าเป็ยังไง” ซ่งอี้เซวียนถามคู่แฝดอย่างสนใจ ตอนนี้เขากำลังจะถูกบิดาส่งเข้าร่วมกองทัพทหารม้าของตระกูล เขาจึงอยากได้สหายคู่ใจร่วมเข้ากองทัพกับเขาด้วย
เพราะนอกจากอ๋องฉีจะดำรงตำแหน่งเป็เสนาบดีฝ่ายซ้ายและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฝ่าาแล้ว จวนอ๋องฉียังมีทหารม้าในความดูแลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกองทหารม้านี้ถูกแต่งตั้งโดยอดีตฮ่องเต้หรือเสด็จปู่ของซ่งอี้เซวียนที่้าให้อ๋องฉีคุ้มครองบัลลังก์ให้กับพี่ชายหรือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
“เอ่อ...คือ...เราสองคนไม่มีความสามารถทางด้านนี้เลยขอรับ” โจวชางตอบเสียงเบา
“จะเป็ไปได้ยังไง สำนักคุ้มภัยไม่ได้สอนวรยุทธ์ให้พวกเ้าหรือ สำนักคุ้มภัยสกุลโจวมีชื่อเสียงที่สุดในแคว้นเลยนะ” ซ่งอี้เซวียนถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อ
“เป็เื่จริงขอรับพี่ใหญ่ เ้าพวกนี้มันหัวขี้เลื่อย เรียนวรยุทธ์อย่างกับแมวสามขา น้องชายคนเล็กของพวกเขาโน่นที่เชี่ยวชาญทางด้านนี้ เพราะเหตุนี้พวกเขาสองคนถึงอยากเปิดกิจการเป็ของตัวเองขอรับ” เฉียนไหลเฉิงหัวเราะไปและอธิบายไปด้วย
“วรยุทธ์เ้าก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเรานักหรอก” โจวชุนพูดฉุน
“เช่นนั้นข้าจะเล่าแผนการคร่าวๆ ให้ฟัง เื่นี้เกี่ยวข้องกับกองทหารม้าของเราด้วยขอรับพี่ใหญ่” ฟู่ซีซวนหันไปบอกกับพี่ชาย
“เ้าว่าไป เดี๋ยวข้านั่งฟังอยู่ข้างๆ ก็แล้วกัน” ซ่งอี้เซวียนเพิ่งเข้าใจเจตนาที่ฟู่ซีซวนชวนเขามานั่งในห้องนี้ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าที่น้องชายชวนเขามาคงเพราะน้องชายยังหวาดกลัวสหายทั้งห้าคนนี้อยู่ แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจผิดไป
“โรงน้ำชาที่ข้ากำลังจะเปิดจะขายเครื่องดื่มที่ดื่มได้ตลอดทั้งปี หมายความว่าจะมีทั้งเครื่องดื่มสำหรับฤดูร้อนและฤดูหนาว รวมถึงขนมและอาหารง่ายๆ หลายอย่าง รายการอาหารจะมีการคิดสูตรใหม่ขึ้นมาตลอด ดังนั้น...”
“เ้าก็เลยอยากสั่งซื้อชาจากข้าใช่ไหมเล่า ได้สิได้ ไม่ว่าชาอะไรในแคว้นเราต่างก็มีขายในร้านของข้าทั้งหมด เื่นี้ข้าจัดการได้” เฉียนไหลเฉิงพูดขึ้น
“เ้าจะใจร้อนเกินไปแล้ว ทำไมไม่ฟังซีซวนพูดให้จบก่อนเล่า” เจียวซิ่งว่าเฉียนไหลเฉิง “เ้าอย่าไปสนใจเ้าคนปากมากนี่เลยนะซีซวน เ้าเล่าต่อเถอะ”
ฟู่ซีซวนยิ้ม “ข้าไม่ปฏิเสธว่าจะขอสั่งซื้อใบชาจากเ้า แต่ที่ข้าบอกว่า้าทำธุรกิจร่วมกับเ้าก็คือข้าอยากให้เ้าปลูกเมล็ดกาแฟส่งขายให้พวกข้าด้วย”
ความจริงแล้วจูจื้อโหยวเคยสั่งซื้อเมล็ดกาแฟมาจากในระบบ แต่หงหลินบอกไม่รู้ว่าระบบเกิดขัดข้องอะไร พักหลังเมื่อมีการสั่งซื้อเมล็ดกาแฟ แต่ระบบกลับส่งมาเพียงต้นอ่อนของกาแฟออกมาเท่านั้น หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับนมก็ไม่สามารถซื้อออกมาได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังซื้อออกมาได้อยู่แท้ๆ จูจื้อโหยวเลยได้ข้อสรุปว่าที่หงหลินกลายเป็ระบบตกรุ่นและไม่มีคน้าใช้งานก็คงเพราะความไม่เสถียรของระบบนั่นเอง เื่นี้ทำให้หงหลินคิดหนักมากทีเดียว เพราะกลัวว่าเ้านายจะเลิกใช้งานมันไปเหมือนเ้านายคนก่อนๆ
“เมล็ดกาแฟคืออะไร” เฉียนไหลเฉิงถามอย่างไม่เข้าใจ
“อืม...งั้นข้าจะให้โหยวเอ๋อเข้ามาช่วยอธิบายด้วยก็แล้วกัน” ฟู่ซีซวนบอกความคิด
“เดี๋ยว!” เฉียนไหลเฉิงเรียกฟู่ซีซวนไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินออกไปจากห้อง “เ้าอย่าเพิ่งไปเรียกฮูหยินของเ้ามาสิ เรามาตกลงกันก่อนว่าต่อไปเราจะเรียกนางว่ายังไง อืม...ในเมื่อซื่อจื่อเป็พี่ใหญ่ของพวกเรา ข้าจะให้เ้าเป็พี่รอง ส่วนฮูหยินของเ้าเราจะเรียกนางว่าพี่สะใภ้ก็แล้วกัน”
สี่คนที่เหลือต่างก็เห็นด้วยกับเฉียนไหลเฉิง ถึงแม้พวกเขาทั้งหมดจะอายุเท่ากัน แต่ตอนนี้พวกเขากลับยกให้ฟู่ซีซวนเป็พี่รองของพวกเขาไปแล้ว
“ตามใจพวกเ้าก็แล้วกัน งั้นข้าไปเชิญ ‘พี่สะใภ้’ ของพวกเ้ามาก่อนก็แล้วกัน” ฟู่ซีซวนตั้งใจพูดย้ำ
ไม่นานจูจื้อโหยวก็เดินเข้ามาพร้อมกับเครื่องดื่มหอมกรุ่น รวมทั้งเค้ก พาย คุกกี้ เต้าฮวยฟรุตสลัด พิซซา และสปาเกตตีซอสเนื้อ
“สวัสดีขอรับพี่สะใภ้” เฉียนไหลเฉิงลุกขึ้นต้อนรับก่อนใคร
จูจื้อโหยวรู้สึกเขินอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงว่าชีวิตที่แล้วตัวเองเกิดก่อนเด็กหนุ่มเหล่านี้อยู่หลายปี ความเขินก็ลดลงไปมากทีเดียว
“คิดว่าพวกเ้าคงหิวกันแล้ว อาหารพวกนี้เป็ตัวอย่างอาหารบางส่วนที่คาเฟ่ของข้าจะทำออกมาขาย ก็เลยอยากให้ทุกคนช่วยติชมรสชาติกันหน่อย” จูจื้อโหยวยิ้ม
ทั้งห้าหนุ่มลงมือทานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างอร่อย โดยเฉพาะพิซซากับสปาเกตตีที่ดูว่าพวกเขาจะชอบเป็พิเศษ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะอาหารที่เหลือล้วนเป็ขนมหวาน ผู้ชายส่วนมากก็ไม่ชอบขนมหวานกันอยู่แล้ว แต่เพราะความเกรงใจ ทั้งห้าคนจึงชิมขนมหวานกันไปคนละนิดละหน่อย แต่ที่พวกเขากินไปหลายคำก็เห็นจะเป็เต้าฮวยฟรุตสลัด เพราะรสชาติที่สดชื่นของผลไม้ช่วยให้พวกเขาตัดความเลี่ยนของอาหารก่อนหน้านี้ได้ดีทีเดียว
“ต่อไปคงไม่มีโรงน้ำชาแห่งไหนสู้กิจการของเ้าได้แล้วล่ะซีซวน ฝีมือการทำขนมของพี่สะใภ้อร่อยมาก ว่าแต่เครื่องดื่มที่ข้าดื่มไปเมื่อครู่คืออะไรหรือ มันทั้งขม หวาน แล้วยังมีฟองสีขาวๆ นุ่มๆ นั่นอีก รสชาติทุกอย่างมันดูเข้ากันไปหมด” เฉียนไหลเฉิงบรรยาย
“นับว่าไหลเฉิงมีต่อมรับรสที่ดีที่สุดที่สามารถบรรยายเครื่องดื่มนี้ออกมาได้” จูจื้อโหยวชม “เครื่องดื่มชนิดนี้เรียกว่าคาปูชิโน ทำมาจากกาแฟ”
“นี่คือสิ่งที่ซีซวนบอกให้ข้าปลูกหรือขอรับ พี่สะใภ้รีบเอาเมล็ดพันธุ์มาให้ข้าเลยขอรับ ของอร่อยแบบนี้ข้ารับรองว่าต้องขายดีแน่นอน เพียงแต่...ข้าสามารถขายเมล็ดกาแฟให้กับผู้อื่นได้หรือไม่ขอรับ”
“สูตรเครื่องดื่มพวกนี้คงมีแต่ฮูหยินของข้าที่ทำได้ แล้วเ้าจะเอาเมล็ดกาแฟพวกนี้ไปขายต่อให้ใครกัน แต่ถ้าเ้าคิดว่ากลัวปลูกแล้วจะไม่คุ้มค่า เื่นั้นไม่ต้องห่วง เพราะต่อไปพวกข้าจะขยายโรงน้ำชาของเราไปให้ทั่วแคว้น และจะรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเ้าแค่ที่เดียว เท่านี้พอใจหรือยัง” ฟู่ซีซวนอธิบาย
เฉียนไหลเฉิงยิ้มตอบโดยไม่พูดอะไรอีก
“ฟองสีขาวๆ นุ่มๆ ที่เ้าว่ามันทำมาจากนมวัว ในเมื่อจางเหว่ยเลี้ยงวัวเพื่อขายเนื้อ ข้ายังอยากให้เ้าเลี้ยงวัวนมขึ้นมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นข้าจะรับซื้อนมจากเ้าด้วย” ฟู่ซีซวนบอกกับจางเหว่ย
“วัวนมหรือ? ไม่มีปัญหา ก่อนหน้านี้มีพ่อค้าต่างแดนมาติดต่อขายแม่พันธุ์วัวนมให้ครอบครัวข้าอยู่เหมือนกัน แต่พวกข้าไม่รู้ว่าจะเอานมไปขายที่ไหน ในเมื่อเ้า้าซื้อ เช่นนั้นข้าก็จะซื้อวัวนมมาเลี้ยง” จางเหว่ยรีบตอบรับ เพราะเขาก็อยากสร้างผลงานให้ครอบครัวเห็นความสามารถเหมือนกัน หากความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้เป็ไปได้ด้วยดี ครอบครัวก็จะยอมรับเขามากขึ้น
จากนั้นฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวก็พูดเื่ความร่วมมือกับทุกคนอย่างละเอียด เพราะนอกจากจูจื้อโหยวอยากให้จางเหว่ยขายวัวนมให้ตนเองแล้ว นางยังอยากให้จางเหว่ยเลี้ยงไก่เพื่อส่งไข่ไก่และเนื้อไก่ขายให้นางด้วย กิจการเบเกอรี่ต้องใช้ไข่ไก่ในการทำขนม ส่วนเนื้อไก่นางตั้งใจจะทำเป็อาหารว่างประเภทไก่ทอด
เจียวซิ่งที่มีกิจการค้าขายธัญพืชและมีที่ดินสำหรับเพาะปลูกของตนเองอยู่แล้ว จูจื้อโหยวจึงเสนอให้เขาปลูกข้าวสาลีแล้วบดเป็แป้งมาส่งให้นาง เพราะนางมีความ้าใช้แป้งสาลีในการทำขนมเป็จำนวนมาก หรือแม้แต่เส้นสปาเกตตีก็ยังทำจากแป้งสาลีด้วยเช่นกัน นอกจากนี้จูจื้อโหยวยังบอกให้เจียวซิ่งบดข้าวโพดเพื่อทำเป็แป้งข้าวโพดส่งขายให้นางด้วย ซึ่งเจียวซิ่งก็ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เมื่อมีคน้าซื้อแล้วทำไมเขาจะไม่ทำเล่า ไม่ต้องไปหาตลาดที่ไหน พอเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลผลิตได้ก็มีคนรอรับซื้ออยู่แล้ว รายได้ที่หามาได้ง่ายเพียงนี้หากเขาปฏิเสธก็โง่เต็มทน
โจวชางกับโจวชุนที่นั่งฟังอยู่ก็นึกอิจฉาสหายที่มีกิจการเป็ของตัวเอง ทั้งคู่นั่งหน้าสลดอยู่อย่างไร้คำพูด ฟู่ซีซวนหันไปยิ้มกับจูจื้อโหยว
“พวกเ้าไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น ข้ายังมีกิจการอย่างอื่นมาเสนอให้เ้าทำอยู่ ไม่รู้ว่าพวกเ้าจะสนใจไหม” ฟู่ซีซวนหันไปพูดกับโจวชางและโจวชุน
“พวกเราสามารถทำธุรกิจกับเ้าได้จริงหรือ” โจวชางถามอย่างดีใจ
“นั่นสิซีซวน หากเป็กิจการที่เราทั้งคู่สามารถทำได้ เราจะขอบคุณเ้ามาก” โจวชุนรีบพูดสนับสนุนพี่ชาย
จากนั้นจูจื้อโหยวก็เป็ฝ่ายอธิบายวิธีทำชีส เนย เต้าฮวย วิธีการทำน้ำแข็ง รวมถึงบอกรายชื่ออาหารแปรรูปต่างๆ ที่นางอยากจะทำในอนาคต เริ่มแรกคู่แฝดก็รู้สึกตื่นเต้นที่ตนเองกำลังจะมีกิจการเป็ของตัวเอง แต่พอนึกถึงว่าตนเองยังไม่มีประสบการณ์ด้านการค้ามาก่อน ทั้งสองคนจึงเสนอกับจูจื้อโหยวว่าพวกเขาอยากจะทำธุรกิจแบบร่วมลงทุนและแบ่งผลกำไรกันมากกว่า ซึ่งจูจื้อโหยวกับฟู่ซีซวนก็ไม่ได้คัดค้าน ทั้งยังบอกว่าหากในอนาคตทั้งสองคนอยากเปิดกิจการเป็ของตนเอง นางกับสามีก็จะสนับสนุนสหายทั้งสองคนอย่างเต็มที่