มายารัก (จบ)

    บทที่ 10

    ขณะที่เขาย่องลงบันไดด้วยความระมัดระวังนั้น ทันทีก็มีเสียงพูดของใครคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ตัว จนเขาถึงกับสะดุ้งแทบจะพลัดตกลงมาจากบันได มันเป็นเสียงผู้หญิงที่กำลังพูดอยู่ว่า“จำไว้นะ ว่าหล่อนจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่างไม่ต้องมาโต้แย้งอะไรทั้งสิ้น”“แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะคะ นี่คุณยังไม่เข้าใจอีกหรือยังไง ว่าเมื่อคืนเราข้ามไปเที่ยวหนึ่งแล้ว เราจะข้ามไปอีกไม่ได้”ดยุคจำได้แม่นยำ ว่าเสียงของผู้หญิงคนที่สองที่กำลังพูดอยู่ขณะนี้ เป็นเสียงของจอร์เจีย“เพราะอะไร..? หล่อนเพียงแค่ไปรับสุภาพบุรุษคนหนึ่งที่ฝั่งโน้น โดยที่เขาจะมารออยู่ที่เดียวกับครั้งก่อนเท่านั้น..”“ฉันไม่ชอบรับภาระเรื่องคน” จอร์เจียตอบเสียงเกรี้ยว“นี่..ไม่ว่าหล่อนจะชอบหรือไม่ชอบ มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับฉันหรอกนะ แม่คนหัวสูง” เสียงผู้หญิงคนแรกตวาดกลับมาซึ่งดยุคเดาเอาว่าหล่อนผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมารดาเลี้ยงของจอร์เจียและหล่อนกำลังพูดต่ออยู่ว่า“สุภาพบุรุษผู้นี้จะต้องถูกส่งตัวมายังอังกฤษ แล้วยังจะมีใครดีกว่าหล่อนอีกล่ะที่จะไปรับตัวเขามา หล่อนเองเป็นคนที่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับเส้นทางขนของเถื่อนในช่องแคบแห่งนี้อยู่แล้ว“อ๋อ...แล้วก็เลยคิดว่าฉันภาคภูมิใจกับความรู้นั้นมากสินะ..” จอร์เจียร้องออกมาอย่างโกรธแค้น “คุณนั่นแหละที่เป็นคนผลักดันให้ฉันต้องทำอย่างนี้ และยิ่งมากเที่ยวคุณก็ยิ่งรวยขึ้น ทำไม ของเถื่อนที่ขนกันครั้งหลังสุดนี่มันยังทำให้คุณรวยไม่พออีกหรือยังไง..อย่างน้อยมันก็ทำให้คุณสบายไปได้อีกเป็นเดือนละ”“หล่อนนี่มันโง่กว่าที่ฉันคิดแยะเลยนะ โดยเฉพาะถ้าหล่อนคิดว่าไอ้การขนของเถื่อนเล็กๆ น้อยๆ นั่นจะทำให้ฉันมีความสุขสบายไปตลอดชีวิตได้ละก้อ” อีกฝ่ายหนึ่งตอบโต้ด้วยน้ำเสียงหยันเย้ย “ได้เงินแค่นั้นน่ะแค่ซื้อเทียนไขจุดให้แสงสว่างในบ้านนี้ยังไม่พบเลย”“ขนาดนี้แล้วคุณยังจะมาพูดจาเสียดสีกันอีกหรือ” น้ำเสียงของจอร์เจียบอกความเจ็บใจ “ทั้งที่ผู้คนที่อยู่บนที่ดินแห่งนี้ยอมเอาอิสรภาพ ชีวิตของตัวเองเข้ามาเสี่ยงเพื่อคุณทุกครั้งที่พวกเขาต้องออกทะเล คุณเคยรู้บ้างไหมว่าความรู้สึกของคนพวกนั้นจะเป็นยังไงขณะที่ชีวิตของตัวเองถูกไล่ล่า การที่พวกเขาจะต้องรับรู้อยู่ตลอดเวลาว่าตรงใดตรงหนึ่งในความมีปืนที่เล็งมายังร่างของพวกเขา พร้อมที่จะเหนี่ยวไกได้ทุกขณะ... นอกจากนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่มีเรือเร็วดักจับอยู่กลางทะเลโน่น เจ้าหน้าที่สรรพากรรอดักอยู่บนฝัง..? ”“แม่หนู..ฉันว่าหล่อนน่าจะไปสวมบทบาทบนเวทีละครจะเหมาะกว่านะ รับรองว่าหล่อนจะต้องประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงทีเดียว..” น้ำเสียงหยันเยาะจากผู้หญิงคนแรกกล่าวต่อ “เอาละ..เลิกเถียงกันเสียที ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหล่อนก็ต้องไปรับตัวสุภาพบุรุษคนนั้นมาคืนพรุ่งนี้ สำหรับบุคคลผู้นี้ ฉันขอยืนยันกับหล่อนอีกครั้งว่าเป็นสินค้ามีชีวิตที่คุ้มค่ากว่าบรั่นดีหรือใบชาที่พวกหล่อนช่วยกันขนอยู่หลายเท่านัก”“ที่พูดนี่หมายความว่าเขาจ่ายเงินให้คุณเป็นค่าตอบแทนให้พาเขามาที่นี่ยังงั้นใช่ไหม? ” จอร์เจียถามมารดาเลี้ยงของเธอเปล่งเสียงหัวเราะแผ่ว“พระเจ้า..หล่อนนี่มันช่างไร้เดียงสาเสียจริง..ก็ใช่น่ะสิ..เขาต้องจ่ายให้ฉันอยู่แล้ว..นี่หล่อนคิดว่าฉันจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงเรอะถ้าฉันไม่ได้เงินก้อนใหญ่เป็นค่าตอบแทน”“ฉันไม่เห็นว่าคุณจะเอาตัวเข้าไปเสี่ยงตรงไหน ฉันกับคนของฉันต่างหากที่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง และการที่คนพวกนั้นยอมปฏิบัติตามคำสั่งของฉันก็เพราะพวกเขาเคยรับใช้ท่านพ่อของฉันมา และยังมีความจงรักภักดีอยู่”“ไม่ใช่..ที่พวกมันยอมทำงานนี้ก็เพราะมันได้เงินค่าจ้างกันต่างหากล่ะ..และถ้าพวกมันไม่ยอมทำตามคำสั่งของฉันมันจะต้องพากันอดตาย ซึ่งเรื่องนี้ฉันก็พูดให้หล่อนเข้าใจชัดเจนมาหลายครั้งหลายหนแล้วนี่ พวกมันจะต้องอดตายรวมทั้งครอบครัวของพวกมันด้วย ตัวหล่อนเองก็ต้องมาอ้อนวอนขอเงินฉันใช้..แต่จะบอกให้รู้ไว้เลยนะว่าฉันจะจ่ายให้เพียงแค่ชิ้นละสี่เพนนีเท่านั้น ไม่มีทางที่จะมาเรียกร้องมากกว่านั้น..ได้ยินไหม..พวกมันจะได้เงินจำนวนมากก็ต่อเมื่อขนสินค้าให้ได้มากขึ้นกว่านี้เท่านั้น ฉันยอมรับว่ามันก็มีอยู่บางครั้งเหมือนกันที่ฉันได้เงินจากการทำงานของพวกหล่อนอย่างเป็นกอบเป็นกำ”“ฉันเองก็ดีใจที่คุณพอใจ” จอร์เจียประชดให้ “แต่ฉันอยากจะบอกให้คุณรับรู้ไว้เหมือนกันว่า คุณจ่ายเงินค่าจ้างให้คนของเราต่ำกว่าที่กลุ่มขนของเถื่อนอื่นๆ ที่หากินอยู่โดยรอบแนวฝั่งทะเลของอังกฤษเขาจ่ายกัน“เอาละ..สมมุติว่าไอ้พวกนั้นมันไม่พอใจ พวกมันจะไปร้องเรียนกับใคร..จะไปหาหน่วยยามฝั่ง..ไปหาทหาร..หรือจะถวายฎีกาพระเจ้าอยู่หัวล่ะยะ..? พวกมันทำได้หรือเปล่า..? ข้อความในจดหมายร้องเรียนจะเขียนลงไปชัดๆ เลยหรือว่า..พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย เป็นนักขนสินค้าเถื่อนที่อาศัยอยู่ในที่ดินของคฤหาสน์ โฟร์ วินด์ส ใคร่ขอให้พระองค์ช่วยให้เราได้รับค่าจ้างในการขนของผิดกฎหมายสูงกว่าที่กำลังได้รับอยู่ขณะนี้..ยังงั้นสินะ? ”“โอ..หุบปากเสียทีเถอะ..” จอร์เจียตวาดด้วยความคั่งแค้น “คุณทั้งเยาะเย้ยเสียดสีผู้คนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพลเมืองดีของเมืองนี้มาก่อนการที่พวกเขายอมทำอาชีพนี้ถือเป็นการผจญภัยครั้งแรก ยอมทำธุรกิจที่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงก็เพราะพวกเขาไปได้ยินข่าวมาว่า กลุ่มคนที่รับจ้างขนของเถื่อนกลุ่มอื่นๆ เขาได้ค่าจ้างเป็นกอบเป็นกำ แล้วเขาทำกันเพียงแค่ปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น จนกระทั่ง คุณมาข่าวนี้เข้า“แล้วหล่อนลืมไปแล้วหรือยังไงว่าฉันได้รับข้อมูลที่ว่านี้มาจากไหน? ” เสียงของอีกฝ่ายหนึ่งหยันเย้ยอย่างน่าชิงชังนัก “หล่อนลืมแล้วสินะว่าใครเป็นคนเล่าให้ฉันฟังว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น..ว่าไงล่ะ? ”ความเงียบตกลงปกคลุมอยู่เป็นครู่ ในที่สุด จอร์เจียก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่บอกความพ่ายแพ้“เอาเถอะ ฉันจะบอกคนพวกนั้นให้ก็แล้วกันว่า เราจะข้ามช่องแคบกันอีกครั้งคืนพรุ่งนี้ ว่าแต่ผู้ชายคนที่คุณจะให้เราไปรับชื่ออะไรล่ะ? ”“พูดยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย..ไม่หน่อยละ..ค่อยยังชั่วมากทีเดียว..ฉันก็คิดอยู่แล้วละว่าหล่อนจะต้องมีเหตุผลยิ่งกว่านั้น หล่อนก็รู้อยู่แก่ใจแล้วนี่ว่า ถ้าเพียงแต่ฉันเอ่ยปากกับบุคคลระดับสูงเพียงคำเดียว ความเสียหายอย่างเหลือจะกล่าวก็จะต้องเกิดขึ้นจริงไหม..? เพียงแค่ฉันทำเป็นเสนอแนะ..หรือแสดงความสงสัย..”“นี่..คุณหยุดพูดเสียทีได้ไหม..? ” จอร์เจียตวาดใส่อย่างเหลืออด “ฉันพูดอยู่เดี๋ยวนี้ว่าฉันจะไปให้ ฉันจะต้องรีบแจ้งให้คนของฉันรู้คืนนี้ด้วย เพราะถ้าขืนทิ้งไว้ถึงพรุ่งนี้ ฉันเกรงว่าพวกเขาจะออกตลาดแล้วจะกลับมาไม่ทันเวลา ว่าแต่คุณยังไม่ได้บอกให้ฉันรู้เลย ว่าคนที่จะไปรอเราอยู่นั้นเป็นใคร..ชื่ออะไร? ”“นั่นไม่ใช่เรื่องของหล่อน..!” อีกฝ่ายหนึ่งตอบกลับมา “เขาเป็นคนฝรั่งเศสหรือเปล่า? ”“อ๋อ...แน่นอน ฉันนึกออกแล้วว่าภาษาฝรั่งเศสของหล่อนดีมากนี่ เพราะฉะนั้น หล่อนจะสามารถโอภาปราศรัยกับเขาได้ดีทีเดียว แต่ก็ควรจะปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพไม่ต้องไปชวนพูดชวนคุยให้มากไปนักหรอก”“อ้าว..ถ้าอย่างนั้น ทำไม เขาถึงจะต้องเดินทางมาประเทศนี้ด้วยล่ะ? ” จอร์เจียถามออกไป “ฉันน่ะกลัวตั้งแต่เอาคนรายล่าสุดมาแล้ว บอกตามตรงนะ ฉันอาจจะเป็นนักขนของเถื่อนแต่ไม่คิดจะเป็นคนทรยศต่อประเทศชาติหรอกฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะไม่ใช่สายลับ? ”“นี่..หล่อนไม่จำเป็นต้องรู้หรือแน่ใจอะไรทั้งนั้น ยิ่งหล่อนมีความรู้เกี่ยวกับตัวเขาน้อยเท่าไหร่มันก็จะยิ่งเป็นการดีเท่านั้น ไอ้ความซื่อสัตย์อะไรของหล่อนรังแต่จะทำให้หล่อนต้องเข้าไปยืนอยู่ในคอกพยานเสียเปล่าๆ หน้าที่ของหล่อนคือไปรับตัวบุคคลผู้นี้มาปฏิบัติต่อเขาด้วยความเคารพและทันทีที่เขาเหยียบเท้าลงบนแผ่นดินนี้ให้หล่อนลืมไปได้เลยว่าได้ไปรับตัวเขามาแล้ว..ซึ่งก็เช่นเดียวกับรายอื่นๆ ที่หล่อนเคยไปรับมานั่นแหละ”“ฉันไม่ชอบหรอกนะ..ฉันบอกคุณแล้วว่าฉันไม่พอใจกับงานชิ้นนี้เลย”“ซึ่งฉันก็บอกหล่อนแล้วไงล่ะว่า จงปฏิบัติตามที่ฉันสั่งไม่ต้องมาแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งสิ้น..! ”