พระราชวังหลวง แคว้นจ้าว
ในห้องบรรทมขนาดใหญ่มีเสียงไอเบาๆ ลอดผ้าม่านสีเหลืองอ่อนออกมา ด้านหน้าเตียงมีขันทีผมขาวรูปร่างสันทัดใบหน้าแม้่มิเศร้าโศกแต่ก็มิได้มีสีหน้าที่ดีนักยืนก้มหน้ามองเข้าไปภายในเตียงบรรทมในบรรดาข้ารับใช้หากถามว่าใครที่ห่วงใยเ้านายพระองค์นี้คงมิมีใครอีกแล้วนอกจากคนผู้นี้ ขันทีเกาฉงเป็ขันทีประจำส่วนพระองค์ั้แ่ครั้งยังเป็องค์ชายน้อย ตัวเขาไม่มีญาติพี่น้องจึงเข้ามาเป็ขันที จึงไร้วาสนามีบุตรสืบสกุลชีวิตนี้เฝ้าดูแลจนฝ่าามีองค์๋ชายองค์หญิงมากมายได้อยู่เหนือคนทั้งแผ่นดิน ดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข
การประชวรของฝ่าา แม้สงสัยเกาฉงได้แต่คิดในใจมิอาจทำอันใดได้ในวังหลังแห่งนี้มีเื่มากมายทั้งยังมิอาจไว้ใจผู้ใดได้สักคน ั้แ่ฮองเฮาจากไปวังหลังก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของคนแซ่จางหูตามีอยู่ทั่วทั้งวังหลวง รัชทายาทก็หายไปแม้แต่ฝ่าายามนี้พระวรกายกลับพ่ายแพ้ให้กับอาการประชวรจนต้องประทับอยู่กับแท่นบรรทมมาหลายเดือน นับั้แ่ทรงได้รับข่าวรัชทายาทหายสาบสูญระหว่างออกเยี่ยมชาวบ้านที่ประสบภัยก็นับวันจะมีแต่ทรุดลงเรื่อยมา งานในราชสำนักก็ตกอยู่ในอำนาจของขุนนางฝ่ายของชินอ๋องและองค์ชายเจ็ด เขาได้แต่ภาวนาให้รัชทายาทยังมีชีวิตอยู่และกลับมาทันอาการประชวรของฝ่าาเท่านั้น
“ฝ่าา ท่านอ๋องเจ็ด องค์ชายสิบเอ็ดขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
“ให้เข้าเฝ้าได้” เสียงแหลมเล็กของขันทีเยาว์วัยถ่ายทอดรับสั่งเสียงดังแจ้งให้บุคคลด้านนอกทั้งสองทราบ ขันทีและนางกำนัลต่างถอยห่างออกไปทันทีที่องค์ชายทั้งสองก้าวเข้ามาหยุดเบื้องหน้า องค์ชายทั้งสองมมียศเป็อ๋องทั้งสองพระองคฺ์ องค์ชายเจ็ดหรืออ๋องเจ็ดจ้าวเจิงเหวินเป็โอรสที่เกิดกับฮวงกุ้ยเฟย มีความสามารถทางด้านการบริหารบ้านเมืองอายุสิบเก้าชันษา ร่างกายสูงโปร่งคิ้วคางคล้ายฝ่าาห้าส่วน ส่วนองค์ชายสิบเอ็ดจ้าวเจิ้งอวี๋เป็โอรสที่เกิดกับจินกุ้ยเฟยสืบทอดลักษณะจากกุ้ยเฟยสามส่วนเจ็ดส่วนคล้ายฝ่าานับว่ามีใบหน้างดงามหล่อเหลาอายุสิบห้าชันษา แต่เมื่อเทียบกับรัชทายาทที่มีความคล้ายฝ่าาเจ็ดส่วนทั้งรับความคมคายจากพระมารดาองค์ฮองเฮาเหวินยิ่งทำให้มีความเด่นทั้งด้านรูปร่างและพระพักตร์ เกากงกงยามนี้ลอบเปรียบเทียบโอรสของฝ่าาเช่นทุกครั้งที่เคยทำ หลังจากทำความเคารพทั้งสององค์ที่เดินเข้ามา
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ ขอพระองค์แข็งแรงหมื่นปี หมื่นๆปี พะยะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถอะ” ด้านในม่านมีเสียงขยับกายทำให้เกากงกงรีบขยับเข้าไปประคอง จัดอาภรณ์และเปิดม่านออกให้ทั้งสองได้สบพระเนตร
“เสด็จพ่อ ทรงเป็อย่างไรบ้างพะยะค่ะ” อ๋องเจ็ดกล่าวเป็ลำดับแรก
“ดีขึ้นบ้างไหมพะยะค่ะ” องค์ชายสิบเอ็ดถามเป็ลำดับถัดไป
“อืม เราเพียงไม่มีแรง ไม่อยากเสวย”
“ทรงอยากเสวยสิ่งใด กระหม่อมจะไปหามาถวายพะยะค่ะ จะได้ทรงมีสุขภาพที่ดีขึ้น” เสียงองค์ชายสิบเอ็ดเจือไปด้วยความกังวลและอาทรอย่างเต็มที่
“ไม่ต้องหรอกองค์ชายสิบเอ็ด เ้าสองคนมาด้วยกันมีเหตุอันใดหรือไม่”
“ไม่มีพะยะค่ะ หลังประชุมราชการแล้วเป็เสด็จอาทรงเอ่ยกับหม่อมฉันเกี่ยวกับอาการประชวรของเสด็จพ่อ ระหว่างทางพบองค์ชายสิบเอ็ดจึงตามมาด้วยพะยะค่ะ”
“มีข่าวรัชทายาทบ้างหรือยัง”
“ยัง พะยะค่ะ แต่กองทัพขยายพื้นที่การติดตามออกไปเกือบถึงชายแดนแล้วพะยะค่ะ”
“ดี พวกเ้ากลับไปเถอะ ข้าอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”
“หม่อมฉันทูลลา”
สองพระโอรสเดินมาคู่กันต่างตกอยู่ในความคิดของตนเองมิได้คุยกันอย่างสนิทสนม หรืออาจจะพูดได้ว่าทั้งสองอยู่กันคนละฝ่ายอย่างเลี่ยงมิได้ด้วยองค์ชายสิบเอ็ดเติบโตโดยการดูแลของฮองเฮาจะกระทั่งสองปีก่อนสิ้นพระชนจนบัดนี้ ขณะที่อ๋องเจ็ดมีความสนิทสนมกับชินอ๋องเพราะพระชายาเอกจางเป็น้องสาวของฮวงกุ้ยเฟย ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีชินอ๋องคอยสนับสนุน
“อ๋องเจ็ด หม่อมฉันต้องไปพบไทฟู ขอทูลลา”
“ตั้งใจศึกษาให้มาก ไปเถอะ”
จวนชินอ๋องแคว้นจ้าว เป็จวนที่สวยงามโอ่อ่า เฉพาะสิงโตหินด้านหน้าก็สูงกว่าศรีษะคน บานประตูสลักลวดลายัสี่เล็บดวงตาประดับด้วยพลอยแดงเม็ดใหญ่อยู่อีกฟากของเมืองหากแต่หันหน้าประจันกับพระราชวังหลวง ชินอ๋องเป็สายเืเดียวกับฮองเต้รัชกาลปัจจุบันเป็พระโอรสองค์เล็กของฮองเฮาในรัชกาลก่อน ช่วยราชกิจในด้านการทหารและการคลังได้รับความเชื่อใจเป็อย่างมาก
“หมอหลวง อาการฝ่าาเป็เช่นไร”
“เสวยพระกระยาหารได้น้อยลง มีไข้ขึ้นๆลงๆ อ่อนเพลียตลอดเวลา พะยะค่ะ”
“ข้ามิ้ารออีกต่อไป”
“ทูลท่านอ๋อง หาก หากเร่งพระอาการให้ทรุดลงอาจผิดสังเกตุจนเป็ที่สงสัยได้นะพะยะค่ะ”
“ไร้น้ำยาสิ้นดี ข้าให้เวลาพวกเ้าสามวัน มิเช่นนั้นหัวของพวกเ้าต้องย้ายที่อยู่ทั้งหมด”
“พะยะค่ะ หม่อมฉันทูลลา”
หมอหลวงทั้งสองรีบถอยออกจากห้องไปทันทีด้วยกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ ศรีษะของตนจะมิได้อยู่บนคออีกต่อไป สวนทางกับซื่อจื่อที่เดินอาดๆเข้าประตูมา
“เสด็จพ่อ”
“เ้าไปไหนมา ทำไมพึ่งกลับมาปานนี้”
ชินอ๋องส่งสายตาตำหนิไปให้อีกฝ่ายด้วยรู้ว่าลูกชายคนเล็กไปที่แห่งใดมา ไม่ต้องโทษใครทั้งสิ้นเพราะพระองค์ที่ได้รับาเ็รุนแรงจนมิอาจมีบุตรได้อีกจึงมีบุตรชายเพียงพระองค์เดียวจึงได้รับการเอาอกเอาใจจากตนเองและพระชายาเอกทำให้กลายเป็คนที่วันๆเอาแต่หาความสำราญงานการไม่ทำ รู้จักเพียงการดื่มกินและสตรีเท่านั้น อายุเท่ากับรัชทายาทแต่กลับมาเรือนหลังมากมาย ยิ่งมองดูสีหน้าแววตาที่คล้ายยังมิสร่างเมาดีนักก็ยิ่งมีโทสะ
“เ้ารู้จักทำตัวให้เป็ผู้เป็คนบ้างได้ไหม ซื่อจื่อ”
“เสด็จพ่อ พระองค์จะกริ้วไปเพื่ออะไร ตำแหน่ง อำนาจ เงินทอง เชื่อเสียงล้วนสูงส่ง ข้ามิต้องทำอันใดก็มีกินมีใช้ ใยต้องทำงานให้เหนื่อยกันเล่า”
“เ้า เ้าลูกไม่รักดี”
“ข้ากลับไปนอนก่อนนะ ลาล่ะพะยะค่ะ” พูดจบแล้วก็หันหลังเดินเซไปเซมาออกประตูไป
“ข้า ทำอันใดผิดไปกันแน่ ลูกชายเพียงคนเดียวจึงสิ้นคิดเช่นนี้”
ด้านนอกมีเสียงสตรีแว่วเข้ามา แทรกบรรยากาศที่กำลังร้อนแรงเพิ่มขึ้นตามอารมณ์ของชินอ๋องที่ไม่ถูกพระทัยกับคำพูดและท่าทางของซื่อจื่อให้บรรเทาลง
“ซื่อจื่อรีบกลับไปอาบน้ำอาบท่าอีกประเดี๋ยวข้าจะให้สาวใช้นำน้ำแกงสร่างเมาและโจ๊กไปให้ที่เรือน ดูสิลูกแม่ซูบไปไม่น้อยเชียว”
เป็เสียงของพระชายาเอกแน่นอนที่สุด ในเรือนในจะมีใครกล้าส่งเสียงดังเช่นนี้ได้อีก
ชิ ซูบไปไม่น้อย ออกท่องราตรีทุกคืนไม่เคยเห็นหัว ช่างเป็ลูกล้างลูกผลาญเสียจริง ยิ่งคิดอารมณ์ก็ยิ่งเสีย บุตรชายไม่ฝักใฝ่ในการศึกษา ทั้งยังได้รับการเอาอกเอาใจจากพระมารดาบางครั้งยังละเลยเพิกเฉยต่อคำสั่งสอนของตนที่เป็บิดาด้วยซ้ำ
“ใครก็ได้ยกสุรา ไปที่ศาลาชมจันทร์”
“ขอรับ”
สำนักพิสุทธิ์์ อาคารและสิ่งปลูกสร้างล้วนทำด้วยหินอ่อนสีขาวพิสุทธิ์สมชื่อสำนัก มีชื่อเป็หนึ่งในห้าสำนักยุทธ์ที่แข็งแกร่งและยุติธรรม เ้าสำนักคือลู่ฟาซานอายุย่างแปดสิบแต่รูปลักษณ์ภายนอกดังชายอายุไม่เกินสี่สิบห้า มีคำร่ำลือว่าเพราะบรรลุวิชาขั้นสูงสุดของสำนักทำให้พลังธาตุในกายปรับเปลี่ยนเหมือนอายุหยุดลง ลูกศิษย์ในสำนักล้วนเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้างดงาม ลูกศิษย์สำนักในสิบอันดับแรกล้วนฝีมือสูงส่ง อาศัยอยู่ในเขาลู่ซาน เชิงเขาเป็ที่ตั้งของอาคารสำหรับลูกศิษย์สำนักนอก ที่คาดหวังว่าจะสามารถแสดงความสามารถสร้างโอกาสเข้าไปเป็ลูกศิษย์ในสำนักมีหน้ามีตา
ภูผาสูงด้านหลัง ยามนี้มีเงาร่างกำลังทะยานจากด้านล่างสลับไปมาระหว่างหินที่ยื่นออกมา ในที่สุดก็ขึ้นมายืนบนหน้าผาได้สำเร็จ ชุดบุรุษรัดกุมสีแดงสด คาดผมด้วยผ้าสีแดงปักปิ่นสีดำมีสีแดงเคลื่อนไปมาภายใน ยามนี้แสงไฟจากโคมมีกระจายทั่วไป มิมีเวรยามเดินตรวจตราบริเวณด้านในสุดของสำนักทำให้สะดวกในการเข้าไปด้านใน ด้วยความว่องไวและเคลื่อนที่ไร้เสียงทำให้เข้าออกไปได้หลายห้องของเรือนหลังแรก
“ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านอยู่ไหนขอรับ” มีเสียงคนเดินมาบนระเบียงพร้อมด้วยเสียงที่เอ่ยออกมา ทำให้เงาร่างที่กำลังค้นหาบางสิ่งหยุดชะงักและแนบตัวกับกำแพงทันที ประตูถูกเลื่อนเปิด
“ศิษย์พี่ใหญ่ เอ ห้องนี้ก็มิอยู่หรือ ไปไหนกันหมดนะ” ประตูถูกเลื่อนปิดเสียงเดินห่างออกไป เงาร่างนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหวหายไปจากห้องนั้นในพริบตา
จวนแม่ทัพเฉินแคว้นอู่
“เยว่เอ๋อร์ เ้าทำอันใดอยู่”
“แยกก้านและใบสมุนไพรที่เสียหายออกจากสมุนไพรที่ยังดีอยู่เ้าค่ะ ท่านพ่อมีอันใดหรือเ้าคะ”
“อ่อ พ่อเพียงจะมาบอกเ้าว่า แคว้นจ้าวมีปัญหาแล้วยามนี้มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า รัชทายาทสูญหายเป็เวลานาน ทั้งฮองเต้ก็ประชวรหนักอาจจะตได้ตลอดเวลา หากเป็ดังนี้สิ่งที่พวกเราคาดไว้อาจจะเป็จริงไว้ขึ้น”
“ท่านพ่อมิต้องกังวล กว่าข่าวจะถูกส่งมาถึงในวังก็คงต้องใช้เวลา นี่ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้วสิ่งที่ลูกเตรียมไว้เริ่มเป็รูปเป็ร่างแล้ว หากต้องจากเมืองหลวงไปกระทันหันก็มิเป็อันได อาจจะลำบากสักหน่อยแต่ปลอดภัยระดับหนึ่งเ้าคะ ท่านพ่อวางใจเตรียมพร้อมในกองทัพเถิดเ้าค่ะ”
“แล้วคนที่พ่อคัดมาให้เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ใช้ได้เ้าค่ะ ทุกคนมุ่งมั่นและพยายามอย่างนักครึ่งเดือนที่ผ่านมาลูกให้ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง พรุ่งนี้ยามเฉินจะทำการทดสอบและคัดเลือกจัดลำดับคนทั้งหมดเ้าค่ะ ท่านพ่อสนใจจะไปร่วมชมหรือไม่เ้าคะ” นางอนุญาตให้ร่วมชมแต่มิอนุญาตให้ก้าวก่ายการทดสอบของนาง เป็นัยที่นางสื่อออกมาให้เขารู้ จึงทำได้เพียงยิ้มให้บุตรสาว
“ได้ พ่อจะไปดู”