โอ้กกกก
ภาพเ้าของเรือนโก่งคออาเจียนโอ้กอ้ากในทุกเช้า เป็สิ่งที่ทุกชีวิตในเรือนเ้าพระยาราชสิงหกุญชรพบเห็นจนชินตามาตลอดหลายสิบวันแต่การที่ได้เห็นแบบนั้นกลับทำให้ทุกคนเคร่งเครียดหนักไปกว่าเดิม เนื่องจากไม่รู้ว่าเ้าของเรือนป่วยเป็โรคใดกันแน่แม้แต่หมอยาทั่วพระนครที่เชิญมาตรวจ ก็ไม่อาจบอกได้ถึงสาเหตุที่แท้จริงทุกคนจึงได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เกิดสิ่งใดร้ายแรงขึ้นมาเลย
ย้อนไป่สามวันแรกที่ท่านเ้าคุณมีอาการเหล่านี้หมอยาที่มาตรวจได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหมือนกับการแพ้ท้องแทนเมียเพราะนอกจากการอาเจียนทุกเช้าแล้ว ท่านเ้าคุณก็ไม่มีอาการอื่นใดอีกไม่มีไข้หรือปวดหัว แต่กลับมีอาการเหม็นอาหารที่รับประจำและเรียกหาแต่ของเปรี้ยวทั้งวันเท่านั้น
ซึ่งหลังจากที่หมอยากล่าวออกมาเช่นนั้นบรรดาเมียทั้งหลาย ทั้งเมียแต่งเมียบ่าว ทั้งที่ได้ขึ้นและไม่เคยได้ขึ้นเตียง ต่างพากันตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่บางคนถึงกับไปบนบานศาลกล่าว ขอให้เป็ตัวเองที่ตั้งท้อง เพราะนั่นหมายถึงว่า คนผู้นั้นจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากท่านเ้าคุณผู้เป็สามียิ่งถ้าคลอดบุตรชาย ก็อาจจะได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็เมียเอกอีกด้วย
แต่แล้วความหวังของบรรดาเมีย ๆ ที่มีโอกาสทั้งหลายต่างก็พากันดับวูบเมื่อหมอยาได้ไล่ตรวจดูหมดแล้ว กลับไม่พบผู้ใดที่มีแววว่าจะตั้งท้องเลยสักคน
แม้แต่เมียรองทั้งสามคน ก็ไม่มีวี่แววสักนิดเลยเช่นกัน….
“หากมิได้แพ้ท้องแทนเมีย เช่นนั้นคุณพี่ป่วยไข้ด้วยโรคใด”คุณทองเอกเปรยขึ้นมา หลังจากที่ไปคาดคั้นเอาความกับหมอยาคนล่าสุด ซึ่งคุณเธอก็ได้รับการส่ายหัวกลับมาเป็คำตอบเหมือนกับหมอยาคนก่อนหน้าและเมื่อท่านหมอตอบกลับมาเช่นนั้น ตัวเธอเองก็หมดปัญญาที่จะหาคำตอบแล้วเช่นกันเพราะแม้แต่ผู้ที่มีความสามารถในการรักษายังมิทราบ สตรีเรือนหลังอย่างเธอก็คงมิต่าง
“หากเป็เช่นนี้ต่อไป พวกเรามิลำบากกันหมดหรอกหรือเ้าคะ”คุณกมล เมียรองอีกคนของท่านเ้าคุณเอ่ยขึ้นด้วยความกลัดกลุ้ม
เพราะถ้าเป็หนักถึงขนาดสิ้นบุญ พวกเธอทั้งหมดคงเดือดร้อนกลายเป็ม่ายผัวตาย จะหอบลูกหอบเต้ากลับเรือนเดิมก็ลำบาก เบี้ยอัฐจากที่เคยได้ประจำก็จักมิได้เหมือนเก่าหากประสงค์ที่จักอาศัยอยู่ที่เรือนแห่งนี้ต่อไปก็เคว้งคว้างเช่นกัน เหตุเพราะท่านเ้าคุณยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดเป็เมียเอกช่วยปกครองเรือน
“คุณพี่เป็คนดี มีวาสนา มิสิ้นบุญโดยง่ายหรอกเ้าค่ะพี่หญิง”คุณแย้มเมียรองคนสุดท้องปรามเมียรองรุ่นพี่เสียงเครียด
เพียงแค่ได้ยินคำว่า สิ้นบุญ บรรดาเมียบ่าวทั้งหลายต่างก็พากันร้องไห้โฮบางรายถึงกับเป็ลมล้มพับ เหตุเพราะรับไม่ได้ที่จะต้องเป็ม่ายทั้งที่ยังสาว
“พวกมึงก็เงียบ ๆ กันหน่อยมิได้รึ!” คุณทองเอกตวาดแว้ดใส่บรรดาเมียบ่าวน่ารำคาญ“คุณพี่ยังแข็งแรงดีออกปานนั้น เหตุใดจึงได้ตีโพยตีพายกันไปก่อนเช่นนี้ คอยดูเถิดกูจักโบยพวกมึงให้หลังขาดกันทุกคน!”
“คุณทองเอกแน่ใจได้อย่างไรเ้าคะว่าคุณท่านจักหายดี” เมียบ่าวผู้หนึ่งที่ขวัญผวาเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางเพิ่งมีวาสนาได้ร่วมเตียงกับเ้าของเรือนเพียงราตรีเดียวเท่านั้นยังไม่ทันได้ทำให้ท่านเ้าคุณพึงพอใจเลยด้วยซ้ำ แต่อนาคตกลับเริ่มมืดมนเพราะท่านเ้าคุณป่วยไข้ใกล้ตาย
“เอ๊ะ! นังนี่” คุณทองเอกกระทืบเท้ากับพื้นเรือนดัง‘ปึง!’ ชี้นิ้วไปยังเมียบ่าว ผู้นั้นด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด“เอ็งกล้าแช่งคุณพี่อย่างนั้นรึ!”
“ปะ เปล่านะเ้าคะ อิฉันมิได้หมายความเช่นนั้นเ้าค่ะ!”
เมียบ่าวลนลานด้วยความหวาดกลัว เหงื่อแตกพลั่ก เนื้อตัวสั่นเป็เ้าเข้ารีบหมอบติดพื้นเรือน และนึกอยากตบปากพล่อย ๆ ของตนเองนัก ที่อยู่ดีไม่ว่าดีหาเื่เดือดร้อนใส่ตัวเข้าจนได้ ก็มีผู้ใดในเรือนนี้บ้างเล่า ที่ไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ของคุณทองเอกผู้นี้ว่าร้ายกาจมากมายเพียงใด
“มึงอย่ามาตอแหล!” คุณทองเอกตวาดแว้ดอีกคราก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วชะเง้อไปทางหน้าเรือน “ไหน! มีผู้ใดอยู่ด้านล่างบ้างรีบขึ้นมานำตัวอีบ่าวปากเสียผู้นี้ไปโบยยี่สิบหวาย จากนั้นค่อยส่งตัวมันไปอยู่ที่เรือนเน่าเหม็น![1]”
สิ้นคำสั่ง บ่าวชายที่ยืนประจำอยู่ตรงบันไดทางขึ้นเรือนต่างกรูกันขึ้นมาฉุดกระชากลากถูบ่าวปากเสียผู้นั้นทันทีจนเกิดความชุลมุนวุ่นวาย ส่งเสียงกรีดร้องขอความเมตตาดังไปจนถึงเรือนหน้าซึ่งเป็เรือนพักของท่านเ้าคุณสิงห์
ด้วยหมู่เรือนของท่านเ้าคุณสิงห์มีการปลูกสร้างแยกจากกันโดยสิ้นเชิง โดยแบ่งออกเป็สามเรือนหลักคือเรือนหน้าติดท่าน้ำใหญ่ซึ่งเป็เรือนพักส่วนตัวของท่านเ้าคุณอีกทั้งยังใช้เป็ที่รับรองแขกผู้มาเยือนรวมถึงการจัดงานพิธีต่าง ๆ ทั้งมงคลและอวมงคล ถัดไปเป็เรือนบุษบา ที่ปลูกสร้างไว้สำหรับบรรดาเมียแต่งรวมถึงผู้ใดที่ได้รับเมตตาก็จะย้ายขึ้นมาอยู่บนเรือนนี้เช่นกันและเรือนหลังสุดท้าย ชื่อว่าเรือนรักเร่ ใช้เป็ที่อยู่อาศัยสำหรับเมียบ่าว ส่วนหมู่เรือนอื่นๆ รวมถึงเรือนของบ่าวไพร่ ได้ปลูกสร้างกระจัดกระจายลึกเข้าไปในเขตผืนดินของท่านเ้าคุณ
“ไอ้เนียม มึงลงไปดูทีว่า เกิดเื่ใดขึ้นที่เรือนบุษบาเสียงถึงได้ดังมาจนถึงเรือนนี้ กูยิ่งมิค่อยจะดี แทนที่จะอยู่กันเงียบ ๆให้กูได้สบายใจบ้าง นี่กระไร มีเื่วุ่นวายกันได้ทุกวัน!” ท่านเ้าคุณสิงห์ยกมือขึ้นมานวดหว่างคิ้วด้วยความหงุดหงิดแค่ป่วยไข้โดยไร้สาเหตุท่านก็กลุ้มจะแย่แล้วนี่ยังเพิ่มเื่ของเรือนหลังเข้ามาอีก
สิ้นคำของท่านเ้าคุณ บ่าวเนียมที่กำลังบีบนวดขาของเ้านายก็ละมือ แล้วรีบคลานลงเรือนไปตามคำสั่งทันทีด้วยมันกับไอ้จิกมีหน้าที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายท่านเ้าของเรือนไม่ว่าเื่เล็กหรือใหญ่มันทั้งสองล้วนผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
“ไอ้จิก มึงว่ากูจักหายจากอาการพวกนี้หรือไม่”
มิใช่ว่ามิกังวล กลับกันท่านเ้าคุณมิสามารถนอนหลับสนิทได้เลยสักคืนเนื่องจากกลัวว่าตนเองจักมิอาจมีวาสนาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลย
ท่านมิประสงค์ที่จักตายตกด้วยวัยเพียง ๓๒ปีหรอกนะ ยังใช้ชีวิตมิคุ้มเลย เพิ่งจักได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้เองบุตรสืบสกุลก็ยังมีไม่มากพอเลยด้วยซ้ำ สู้อุตส่าห์หาเมียเข้ามาเสียเต็มเรือนแต่กลับไร้ซึ่งวาสนา ที่มิว่าจักพยายามสักเท่าใด ท่านก็หาได้มีบุตรชายไว้สืบสกุลสักคนไม่
หรือว่าสายสาแหรกจักสิ้นเพียงเท่านี้ตำแหน่งเ้าพระยาราชสิงหกุญชรที่ได้รับพระราชทานมาคงหาผู้สืบทอดมิได้แน่แล้ว
“คุณท่านเป็ผู้มีบุญหนัก จักต้องหายไข้ในเร็ววันนี้อย่างแน่นอนขอรับ”บ่าวจิกก้มหัวตอบผู้เป็นาย ท่านเ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ถึงเพียงนี้ จักสิ้นชีพั้แ่อายุน้อยๆ ได้เยี่ยงไร อย่างน้อยก็ต้องอยู่ไปจนถึงเจ็ดสิบแปดสิบปีนู่น
“กูก็ขอให้เป็อย่างที่มึงพูดเถิดไอ้จิกกูเบื่อที่จักต้องลุกมาอ้วกทุกเช้าแล้ว”
ท่านเ้าคุณเปรยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง จังหวะนั้นบ่าวเนียมที่ลงไปสืบข่าวก็กลับมาพอดีมันรีบคลานเข่าเข้าไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นายได้ฟัง
“เรียนคุณท่าน คุณทองเอกเธอสั่งโบยเมียบ่าวนางหนึ่งขอรับพวกบ่าวมันบอกว่า นางบ่าวผู้นั้นเอ่ยวาจาแช่งชักให้คุณท่านตกตายขอรับ”
บ่าวเนียมก้มหัวรายงาน ไม่กล้าแม้แต่จะเงยมองเ้านายเพราะหวาดกลัวในโทสะที่อาจจะเกิดขึ้นได้ซึ่งบ่าวทุกคนที่อยู่รับใช้บนเรือนต่างก็รีบก้มหัวตามเช่นกัน บางคนถึงกับตัวสั่นงันงกเลยทีเดียว
“เฮ้อ!กูชักเบื่อความวุ่นวายเหล่านี้เสียแล้ว นี่กูคิดผิดหรือไม่ ไอ้เนียม ไอ้จิกที่เอาเมียมาอยู่เสียเต็มเรือนแต่กลับปกครองมิได้แบบนี้”ท่านเ้าคุณยกมือขึ้นมานวดขมับอีกครั้ง เพื่อลดอาการปวดหัวที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ
ในคราแรกก็ใฝ่ฝัน ว่าบรรดาเมียๆ ต้องมารุมเร้าพะเน้าพะนอ เอื้อนเอ่ยคำหวาน เรียกพี่จ๊ะพี่จ๋า หวานหูให้ได้ยินทุกค่ำคืนแต่เปล่าเลย เพราะที่ผ่านมาท่านเ้าคุณได้ยินแต่เสียงนกเสียงกาจ้อกแจ้กน่ารำคาญบางคราถึงกับตวาดแว้ดใส่กันเองต่อหน้าต่อตาท่านเลยก็มีจนบางทีท่านต้องสั่งโบยเรียงตัวเพื่อให้รู้จักเข็ดหลาบ และไม่เป็เยี่ยงอย่างให้ผู้อื่นได้คิดกระทำตามอีก
“หรือกูต้องหาเมียเอกมาช่วยปกครองเรือนแล้วจริงๆ นางพวกนั้นจักได้สงบปากสงบคำ เลิกสร้างความวุ่นวายให้กับเรือนของกู”
แต่จะหาผู้ใดได้เล่า ในเมื่อหาได้มีผู้ที่เหมาะสมเลยสักคนบุตรีขุนน้ำขุนนางที่รับมาก่อนหน้านี้ก็เอาแต่ชิงดีชิงเด่นกันเองบางครั้งก็รวมหัวกันให้ร้ายเมียบ่าว ความเมตตาสักกระผีกก็หามีไม่ เรือนหลังของท่านมิเคยมีวันไหนที่จักสงบสุขเลยมีแต่ควันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา มิอาจรู้ล่วงหน้าว่าวันใดจักกลายเป็เปลวไฟโหมกระหน่ำเผาเรือน
บ่าวคนสนิททั้งสองไม่รู้จะช่วยเหลือนายตนเช่นไรจึงได้แต่ลอบมองหน้ากันเองแล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ จริงอยู่ที่พวกมันพอจะรู้เื่ราวอยู่บ้างแต่นั่นก็เป็เื่ของเ้านาย คนเป็บ่าวไม่มีสิทธิ์ที่จะเสนอแนะ หน้าที่ของพวกมันมีแค่รับฟังและทำตามคำสั่งเท่านั้น…..
อีกด้านหนึ่ง
“เอ็งทำเตาเผาเยอะขนาดนี้เพื่อเหตุใดรึ”
เขียดแวะมาเยี่ยมเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเดือนกว่าเนื่องจากมันต้องไปดูแลสวนมะพร้าวฝั่งที่ติดกับผืนนา เมื่อมาถึงก็มีเื่ให้ใ เพราะอีกฝ่ายสร้างเตาเผาเสียมากมายปั้นหม้อปั้นไหรอไว้อีกหลายสิบ เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อมองเข้าไปในเตาเ่าั้ ก็เห็นว่าถูกจุดไฟไว้ทุกลูกเหมือนกำลังเผาสิ่งใดอยู่ซึ่งเ้าของมันก็กำลังก้ม ๆ เงย ๆ ใช้ไม้ยาวเขี่ยของด้านในอย่างขะมักเขม้นเมื่อเขี่ยเสร็จ จึงได้ละมือแล้วหันมาตอบคำถามคนที่ยืนทำหน้างง
“ส่วนหนึ่งข้าเอาไว้เผาถ่านกับเผาเครื่องปั้นไว้ใช้ในกระท่อมอีกส่วนข้าเอาไว้เผามะพร้าว” พีรพลยกมือปาดเหงื่อพลางตอบคำถาม
“เผามะพร้าว? มันคือสิ่งใดรึ แล้วเหตุใดต้องเผา?”เขียดเอียงคอถามอีก
พีรพลนึกขึ้นได้ว่า สมัยนี้น่าจะไม่มีใครรู้จักมะพร้าวเผากันสักเท่าไหร่เพราะเท่าที่เขาไปเดินสำรวจตลาดมา ก็เห็นแต่มะพร้าวสดเท่านั้นที่นำมาวางขาย และไม่ใช่มะพร้าวน้ำหอมซะด้วย
ดังนั้นเมื่อมองเห็นโอกาส พีรพลจึงคิดว่าจะตีตลาดโลกใหม่ด้วยมะพร้าวเผานี่แหละไหน ๆ ที่แห่งนี้ก็มีมะพร้าวน้ำหอมอยู่มากมายปล่อยให้แห้งคาต้นไปก็เสียดายของเปล่า ๆ นี่เขาก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าเ้าของที่ดินจะรู้หรือเปล่าว่าปลูกพืชเศรษฐกิจทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ไว้นับพันไร่แบบนี้
“ข้าจะว่าอย่างไรดี อืม...เอางี้เอ็งรอข้าเดี๋ยว”
พีรพลเดินไปทางเนินดินยกสูงที่ปลูกเพิงสี่เสาคร่อมไว้ตรงกลางก่อขึ้นเป็ฐานเตี้ยรูปสี่เหลี่ยม บนฐานตั้งไว้ด้วยโอ่งดินเผารูปร่างบิดเบี้ยวหลายใบจากนั้นก็ก้มลงไปหยิบของในโอ่งใบหนึ่ง แล้วเดินกลับมาหาเพื่อนที่ยืนรออยู่หน้าเตา
“มะพร้าว? เหตุใดจึงไหม้ไฟเช่นนั้น” เขียดมองลูกมะพร้าวในมือของอีกคนแล้วถามด้วยความสงสัย
ลูกมะพร้าวขนาดพอดีมือที่ปอกเปลือกออกจนถึงกะลามีรอยดำของไฟอยู่ตรงส่วนบนของลูก ซึ่งพีรพลก็ไม่ทำให้เพื่อนได้สงสัยนานนัก เพราะเขาใช้มีดที่ถือติดมือมาด้วยค่อยๆ เฉาะไปโดยรอบตรงที่ไหม้ไฟเลาะเอากะลาส่วนบนออกเผยให้เห็นเนื้อมะพร้าวสีขาวด้านในแล้วเอาหลอดที่ทำจากต้นพงเจาะลงไปตรงส่วนที่บางที่สุดก่อนจะยื่นให้เพื่อนรัก
“ชิมสิ อันที่จริงมันต้องแช่ในน้ำแข็ง จะหอมหวานอร่อยมาก แต่สมัยนี้ไม่มีน้ำแข็ง ข้าเลยทำได้แค่ให้มันเย็นเท่านั้นแต่มันก็ชื่นใจดีนะ ทำงานมาเหนื่อย ๆ ช่วยได้เยอะเลยทีเดียว”
เมื่อเพื่อนรับของไปแล้วพีรพลจึงหันไปจัดการส่วนของตัวเองบ้างพลางนึกขอบคุณความรู้ในโลกเก่าที่ยังอยู่ครบถ้วนไม่เสียแรงที่เกิดมาเป็ลูกชาวสวนมะพร้าวและมีกิจการร้านขายมะพร้าวเผาอยู่หลายสาขาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมะพร้าวนั้นมีหลากหลาย และเขาจะเอามาปรับใช้กับโลกใหม่แห่งนี้
จากนี้ไป พีรพลจะรวยแล้ว!!!
“หอมหวานยิ่งนัก นี่หรือเผามะพร้าว”
คนที่เพิ่งเคยกินมะพร้าวเผาเป็ครั้งแรกอุทานเสียงดังแล้วก้มลงไปดูดน้ำที่เหลือจนหมด จากนั้นก็ด้อม ๆ มอง ๆ เนื้อมะพร้าวสีขาวลังเลว่ามันกินได้หรือไม่
“กินได้ทั้งหมดเลย ยกเว้นกะลา อ้อแล้วมันก็เรียกว่า มะพร้าวเผา ใช้มะพร้าวน้ำหอมที่ไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป นำมาเผาไฟจนสุกจากนั้นก็เลาะเปลือกออกจนถึงกะลา แล้วนำไปหมกในทรายเปียกเพื่อให้มันเย็น”นิ้วเรียวชี้กลับไปยังเนินดินเมื่อสักครู่นี้ หลังจากอธิบายขั้นตอนคร่าว ๆ จบแล้ว
“ข้ามิเคยได้ยินมาก่อนว่ามันสามารถทำได้ เคยเห็นแต่เขากินลูกสดที่เพิ่งตัดลงมาจากต้น”พูดจบก็หยิบเนื้อมะพร้าวออกจากกะลา และพบว่ามันล่อนออกมาทั้งลูกได้อย่างง่ายดายจากนั้นก็เอาเข้าปากเคี้ยวหยุบหยับทันที
“รสดียิ่ง เนื้อก็หยิบกินง่าย มิต้องหาแผ่นไม้มาแคะให้ยุ่งยากมีอีกหรือไม่”
พีรพลยิ้มหวาน ภูมิใจที่เพื่อนของตนชอบและยังขอเพิ่มอีกด้วยซึ่งเขาก็ไม่เอ่ยขัดและจัดหาให้อย่างเต็มใจรวมถึงเตรียมให้อีกฝ่ายนำกลับไปกินที่กระท่อมอีกจำนวนหนึ่ง…..
“เอ็งว่าจักนำมะพร้าวเผาเหล่านี้ไปขายที่ตลาดเช่นนั้นเรอะ!”
หลังจากที่กินมะพร้าวเผาจนจุกท้อง เขียดก็มานั่งเล่นบนแคร่เพื่อรอให้ย่อยสายตาก็เมียงมองเพื่อนรักก้ม ๆ เงย ๆ ทำงานอยู่ที่หน้าเตา มันสังเกตว่า ระยะเวลาที่ห่างกันไปเหมือนรูปร่างของอีกฝ่ายจะใหญ่โตขึ้น แต่แอบลงพุงนิดหน่อย จากในตอนแรกที่ผอมแห้งจนเนื้อติดกระดูกเนื่องจากป่วยไข้ใกล้ตาย
“อืม...อันที่จริงข้าก็ลองเอาไปขายมาบ้างแล้วขายหมดเลยด้วย ได้กลับมาหลายเบี้ยเลย”
พีรพลทดลองเอามะพร้าวเผาเหล่านี้ไปขายที่ตลาดหน้าวัดอยู่สี่ห้าครั้งและเนื่องจากเป็ของใหม่ เขาจึงใช้วิธีแจกฟรีเพื่อให้ลูกค้าทดลองกินก่อน แต่ก็มีผู้มีอันจะกินบางคนที่ติดใจในรสชาติได้ซื้อหาติดไม้ติดมือกลับเรือนไป
ทำให้ตอนนี้พีรพลเริ่มจะมีลูกค้าประจำบ้างแล้วแต่ด้วยระยะทางและกระบวนการเผาที่ต้องใช้เวลา ทำให้เขาไม่สามารถนำไปขายทุกวันได้
“เอ็งค้าขายได้อัฐกลับเรือนมันก็ดีอยู่ดอกแต่เอ็งมิกลัวว่าท่านเ้าคุณจักสั่งให้เฆี่ยนเอ็งโทษฐานลักขโมยรึไอ้ปิ่น”เขียดทำหน้าเครียด ด้วยรู้ว่ามะพร้าวเหล่านี้มาจากที่ใดถึงแม้ท่านเ้าคุณจะทำเพียงแค่ปลูกทิ้งไว้ แต่ถึงอย่างไรท่านก็เป็เ้าของอยู่ดี เขาไม่อยากให้เพื่อนรักคนนี้ต้องเจ็บตัวอีกแล้ว
“ข้าก็ถางหญ้าดูแลร่องสวนให้เป็การตอบแทนแล้วไง อีกอย่างข้าก็ไม่ได้เอามามากมายเสียหน่อยดีกว่าปล่อยทิ้งให้มันแห้งเสียของนะเอ็ง” พีรพลไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดนี่ยังไม่คุ้มกับที่ร่างนี้เคยให้ความสุขกับไอ้ผัวเก่านั่นเลยด้วยซ้ำไหนจะรอยแตกช้ำที่แผ่นหลังนี่อีกนะ ทุกวันนี้ยังเป็รอยอยู่เลย แม่งงง
“เอ็งคิดเช่นนั้นเรอะ”
“แน่สิ มะพร้าวน้ำหอมนั่นเอ็งเคยเห็นใครมาเก็บมันหรือไม่เล่า ทุกทีเอ็งก็เอาแต่มะพร้าวกะทิไปส่งที่เรือนใหญ่ไม่ใช่เหรอ”
“ก็จริงอย่างที่เอ็งว่า เพราะั้แ่ข้ามาเป็บ่าวอยู่ที่นี่ก็มิเคยเห็นผู้ใดมาเก็บท่านเ้าคุณก็มิเคยสั่งให้นำไปส่งที่เรือนใหญ่เลยสักครั้ง ท่านว่าลูกมันเล็กไปแต่ที่เก็บไว้เพราะยังหาต้นไม้อื่นมาปลูกทดแทนมิได้”
พีรพลกล่าวภาวนาขึ้นในใจว่า อย่าเพิ่งมีผีห่าซาตานตนใดไปดลจิตดลใจให้ไอ้ท่านเ้าคุณไรนั่น นึกอยากเปลี่ยนแปลงผืนดินแถบนี้เลยขอเก็บหอมรอมริบสักห้าปีสิบปีก่อน และเมื่อเขามีที่มีทางเป็ของตนเองแล้ว ถึงเวลานั้นอยากจะตัดจะเผาก็เชิญได้ตามสบาย
“ว่าแต่ เอ็งป่วยเรอะไอ้ปิ่น”เขียดเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ ตอนแรกก็นึกว่าเพื่อนอ้วนจนลงพุง แต่หลังจากพินิจพิจารณาอยู่นานก็ชักเริ่มไม่แน่ใจเท่าไหร่เพราะอีกฝ่ายทำงานตลอดเวลาไม่น่าจะมีพุงได้ ส่วนอื่นที่เห็นก็มีแต่กล้ามเนื้อถึงจะไม่เยอะเท่าของตน แต่มันก็ดูแน่นและขึ้นลูกทุกครั้งเวลาที่ต้องใช้กำลัง
ยกเว้นที่พุง!
ยิ่งตอนนี้ที่อีกฝ่ายนุ่งเพียงโจงสั้นเพราะต้องทำงานอยู่หน้าเตา
ยิ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจน!
“ไม่นิ ข้าสบายดี”
เออ มันก็มีบ้างเป็บางวันที่รู้สึกเวียนหัวและหมดแรงแต่พีรพลก็คิดว่าน่าจะมาจากการทำงานหนักทั้งวันก็เท่านั้น เพราะหลังจากที่พักผ่อนจนเต็มที่แล้วเรี่ยวแรงก็กลับมาและกระปรี้กระเปร่าเหมือนเดิม
“ไม่นะ ข้าว่าเอ็งไม่สบาย” เขียดย้ำความคิดเดิม
“ทำไมเอ็งจึงคิดเช่นนั้น” พีรพลหันไปถามคิ้วเรียวขมวดแน่น
“ตัวเอ็งป่องกลาง”
“ฮะ!”
พอได้ยินคำแปลก ๆ จากเขียดพีรพลจึงหยุดมือแล้วสำรวจตัวเองอย่างจริงจัง ‘ป่องกลาง’คำนี้สะกิดใจเขาอยู่เหมือนกัน จะว่าไปมันก็ป่องกลางจริงอย่างที่อีกคนว่านั่นแหละทั้งที่ส่วนอื่นเริ่มมีเนื้อหนังรวมถึงมัดกล้ามบ้างแล้วแต่ตรงส่วนนี้กลับพองออกเรื่อย ๆ จนสังเกตเห็นได้ชัด
หรือว่าจะป่วยจริง ฉิบหายละเพิ่งจะฟื้นมาได้ไม่นาน จะขิตอีกแล้วเหรอกู
“ละแวกนี้มีโรงหมอหรือไม่ ข้าอยากให้หมอตรวจ”
“มี อยู่ติดกำแพงวัดทางทิศตะวันออกว่าแต่เอ็งมีอัฐพอเรอะ เอาของข้าไปเพิ่มดีหรือไม่”เขียดเสนอความช่วยเหลืออย่างใจกว้าง
“ขอบใจมาก แต่ข้ามีอัฐจากการขายมะพร้าวอยู่นิดหน่อยคิดว่าน่าจะพอ” ดีนะที่เขายังเก็บอัฐเ่าั้ไว้อยู่ ไม่ได้เอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นไม่งั้นลำบากอีก
โดยทั่วไปแล้ว พวกบ่าวไพร่ที่เจ็บไข้ได้ป่วยมักจะรักษากันเองด้วยสมุนไพรแบบตามมีตามเกิดรอดบ้างตายบ้างแล้วแต่เวรแต่กรรม เพราะโรงหมอนั้นต้องมีอัฐไปแลกซึ่งบางคนก็อยากเก็บไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นมากกว่า
แต่กับพีรพลนั้นไม่ใช่เขาที่มาจากโลกที่เข้าถึงการรักษาได้อย่างง่ายดาย และเป็ห่วงสุขภาพมากกว่าสิ่งอื่นใดดังนั้นเขาจะไม่ยอมใช้เพียงสมุนไพรรักษาอย่างส่ง ๆ แน่นอน อย่างน้อยก็ต้องให้หมอดูอาการก่อนถึงจะวางใจได้
ว่าแต่...หมอสมัยนี้ใช้วิธีไหนในการตรวจวะเนี่ย…
โอเค ไม่ต้องให้สงสัยนาน เมื่อเขียดพาพีรพลมาถึงโรงหมอในวันถัดไป
และการรักษาของหมอท่านนี้ก็คือ...การแมะ[2]
ใช่! หมอแมะ!
แมะที่ข้อแขนสองสามนาทีแล้วรู้ผลเลย! เก่งที่ฉุด! เก่งขนาดนี้หมอยุคที่จากมาร้องไห้อ๋า ๆอย่างแน่นอน ดีไม่ดีฉีกใบปริญญาทิ้งด้วยเอ้า…
และคำแรกที่หมอเอ่ยทักหลังจากที่แมะเสร็จก็ทำให้พีรพลแทบล้มทั้งยืน
“เอ็งท้องโตขนาดนี้ เหตุใดถึงเพิ่งมาหาข้า!”
[1] บ่าวทำหน้าที่ทิ้งสิ่งปฏิกูล
[2] มาจากคำว่า ป่าม่าย(把脉)หรือ เชียะม่าย(切脉)ซึ่งก็หมายถึงการจับชีพจรในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เป็หนึ่งในวิธีการเพื่อวินิจฉัยโรคและกลุ่มอาการโดยที่ชีพจรจะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ