บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 4 ิญญาเด็กในสวนเหมย
รุ่งเช้าหลังคืนที่เสิ่นเยว่หลันพบจดหมายของมารดา จวนเสิ่นยังคงดูสงบเหมือนเช่นทุกวัน แต่สำหรับนาง ความสงบนั้นมิได้ต่างจากผิวน้ำแข็งบาง ๆ ที่ปกคลุมบึงลึกเอาไว้ เพียงเหยียบผิดที่ครั้งเดียว ทุกสิ่งอาจแตกร้าวและกลืนคนลงไปทั้งเป็ นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในเรือนหลันฮวา ปล่อยให้ชิงหลัวหวีผมให้อย่างเบามือ ดวงตาคู่สงบนิ่งจับจ้องเงาของตนในกระจกทองเหลือง ใบหน้าของหญิงสาวในกระจกยังงดงามอ่อนเยาว์ แก้มยังซีดเพราะเพิ่งฟื้นไข้ ริมฝีปากยังมีสีอ่อนเหมือนกลีบดอกเหมยที่ยังไม่ผลิบานเต็มที่ ทว่าแววตากลับไม่ใช่แววตาของคุณหนูผู้ไม่รู้โลกอีกต่อไปแล้ว ในนั้นมีลานปะา มีหิมะแดง มีเสียงดาบ มีใบหน้าของคนทรยศ และมีเงาของิญญานับหมื่นซ่อนอยู่ลึก ๆ
บนโต๊ะข้างกระจกมีกล่องไม้ใบเล็กวางอยู่ ภายในซ่อนจดหมายของมารดาและเศษปิ่นทองที่สลักชื่อ “ซูเหลียน” เสิ่นเยว่หลันไม่ได้เปิดมันอีกหลังกลับจากคลังเมื่อคืน นางกลัวว่าหากอ่านจดหมายนั้นซ้ำ น้ำตาที่นางพยายามกลืนไว้จะหลุดออกมา แต่แม้นางไม่เปิด กล่องใบนั้นก็เหมือนวางอยู่บนหัวใจนางตลอดเวลา มันหนัก เงียบ และเย็น ราวกับความจริงของคนตายกำลังรอให้นางขุดขึ้นมาทีละชั้น
“คุณหนู วันนี้จะปักปิ่นใดเ้าคะ” ชิงหลัวถามเสียงเบา มือยังคงหวีผมดำยาวของนางอย่างระมัดระวัง “ห้องตัดเย็บส่งคนมาบอกว่า ชุดสีแดงเหมยที่ท่านสั่งอาจต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน แต่พวกเขาจะเร่งให้ทันงานเลี้ยงชมบุปผาเ้าค่ะ”
“ดี” เยว่หลันตอบ “บอกพวกเขาว่าไม่ต้องทำลวดลายมาก เอาให้เรียบ สะอาด และคม”
ชิงหลัวชะงักเล็กน้อย “คม?”
เยว่หลันมองเงาตนเองในกระจก “บุปผาที่งามเกินไป คนมักคิดอยากเด็ด แต่ถ้ามีหนามซ่อนอยู่บ้าง ผู้คนจะได้ระวังมือ”
ชิงหลัวหลุดยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนรีบก้มหน้าซ่อนสีหน้า “บ่าวจะไปบอกตามนี้เ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันยกมือแตะปิ่นหยกขาวธรรมดาบนถาดเครื่องประดับ นางเลือกปิ่นนั้นเสียบผมอย่างเรียบง่าย ไม่แต่งตัวมากเกินไป เพราะวันนี้ยังไม่ใช่วันเปิดม่าน ่เวลานี้ศัตรูยังควรคิดว่านางเป็เพียงหญิงสาวเพิ่งฟื้นไข้ที่อารมณ์แปลกไปเล็กน้อย ไม่ใช่คนที่กลับมาจากความตายพร้อมความทรงจำครบทุกาแ
ขณะชิงหลัวเก็บหวี เสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากนอกหน้าต่าง
เสียงนั้นเบามาก คล้ายกลีบดอกไม้หล่นลงบนพื้นหิน แต่เสิ่นเยว่หลันได้ยินชัดเจน นางชะงัก ปลายนิ้วที่กำลังแตะปิ่นหยุดค้าง ดวงตาค่อย ๆ เลื่อนไปทางหน้าต่างไม้ฉลุลายดอกเหมย
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
“ฮิ…”
คราวนี้มีเสียงวิ่งเบา ๆ ตามมา เหมือนเด็กเล็กวิ่งผ่านทางเดินนอกเรือน เท้าเล็ก ๆ แตะพื้นเร็ว ๆ ก่อนหยุดลงตรงใต้ต้นเหมยด้านข้าง
ชิงหลัวไม่แสดงท่าทีใด ๆ นางยังคงจัดของบนโต๊ะตามปกติ แปลว่าเสียงนั้นมีเพียงเยว่หลันที่ได้ยิน
เสิ่นเยว่หลันหลุบตาลง
นับั้แ่นางย้อนกลับมา ดวงตาคู่นี้มองเห็นหลัวมามาและััเสียงของคนตายได้ แต่เมื่อคืนหลังได้หลักฐานจากคลัง นางเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าิญญาที่ปรากฏต่อหน้านางไม่ใช่เพียงสิ่งหลอกหลอน หากเป็ร่องรอยของความอยุติธรรมที่ยังไม่ถูกชำระ พวกเขามาหานางเพราะ้าพูด ้าให้ฟัง ้าให้สิ่งที่ถูกฝังไว้กลับขึ้นมารับแสงตะวันอีกครั้ง
เสียงเด็กเมื่อครู่ก็เป็เช่นนั้น
“ชิงหลัว” เยว่หลันเอ่ย
“เ้าคะ”
“วันนี้เราจะไปเดินเล่นในสวนเหมยหลังจวน”
ชิงหลัวใ “สวนเหมยหลังจวนหรือเ้าคะ ที่นั่นรกมากแล้วนะเ้าคะ ั้แ่ฮูหยินใหญ่จากไป ก็ไม่ค่อยมีคนไปดูแล อีกทั้งคุณหนูเพิ่งฟื้น—”
คำว่าเพิ่งฟื้นทำให้ชิงหลัวหยุดเองโดยไม่ต้องให้ผู้เป็นายมอง นางรีบแก้คำ “บ่าวหมายถึง ทางเดินค่อนข้างชื้นและลื่น บ่าวกลัวท่านจะหกล้มเ้าค่ะ”
เยว่หลันลุกขึ้น “เช่นนั้นก็ให้คนเตรียมรองเท้าที่พื้นหนากว่าเดิม”
ชิงหลัวรู้ว่าไม่อาจห้ามได้ จึงรีบรับคำ ก่อนออกไปเตรียมเสื้อคลุมและรองเท้า เสิ่นเยว่หลันเหลือบมองมุมห้อง หลัวมามายืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ ั้แ่เช้า ิญญาหญิงชราดูเหมือนอ่อนแรงจากเหตุการณ์เมื่อคืน แต่เมื่อได้ยินคำว่าสวนเหมย ดวงตาของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เ้ารู้จักเสียงเด็กนั้นหรือไม่” เยว่หลันถามเบา ๆ
หลัวมามาสะดุ้งเล็กน้อย “คุณหนูได้ยินด้วยหรือเ้าคะ”
“นางอยู่ที่สวนเหมย?”
หลัวมามาก้มหน้าลง สีหน้าเศร้าลึก “เ้าค่ะ นางชื่อเสี่ยวถง เคยเป็สาวใช้เด็กในเรือนของฮูหยินใหญ่ หลังฮูหยินใหญ่สิ้นใจ เสี่ยวถงหายตัวไป ทุกคนในจวนบอกว่านางขโมยเงินแล้วหนีออกไป แต่บ่าวตายก่อนจะรู้ความจริง ไม่คิดว่า…นางยังอยู่ที่นี่”
เสี่ยวถง
ชื่อนั้นทำให้ความทรงจำบางอย่างในวัยเด็กของเยว่หลันขยับขึ้นมาอย่างเลือนราง นางจำเด็กหญิงตัวเล็กที่มักวิ่งตามชิงหลัวในเรือนเก่าได้ราง ๆ เสี่ยวถงอายุน้อยกว่านางไม่กี่ปี ชอบเก็บกลีบเหมยมาทำถุงหอม และมักยิ้มจนตาหยีเวลาเยว่หลันแบ่งขนมให้ เด็กคนนั้นหายไปหลังมารดาของนางตายไม่นาน ทุกคนบอกว่านางขโมยของหนีออกจากจวน เยว่หลันในตอนนั้นยังเด็กเกินไปและเศร้าเกินกว่าจะถามต่อ
ที่แท้ไม่มีใครหายไปโดยไร้เหตุผลในจวนนี้
คนที่หาย คือคนที่รู้มากเกินไป
เสิ่นเยว่หลันสูดลมหายใจลึก ก่อนเดินออกจากห้อง
สวนเหมยหลังจวนเสิ่นเคยเป็สถานที่ที่มารดาของนางรักที่สุด ในอดีตทางเดินหินสะอาดเรียงตัวโค้งไปตามแนวต้นเหมย ม้านั่งไม้ถูกตั้งไว้ใต้ร่มกิ่งก้าน ดอกเหมยสีแดงและขาวผลิบานสลับกันในฤดูหนาว กลิ่นหอมบาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ เยว่หลันตอนเด็กเคยวิ่งเล่นที่นี่โดยมีมารดานั่งปักผ้าอยู่ใต้ศาลา ส่วนบิดาที่กลับจากค่ายทหารจะยืนมองแม่ลูกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมแต่ดวงตาอ่อนโยน
แต่บัดนี้สวนแห่งนั้นเปลี่ยนไปมาก
พุ่มไม้ขึ้นรก ทางเดินบางส่วนถูกตะไคร่จับจนลื่น ดอกเหมยหลายต้นไม่ออกดอกมาหลายปี บางต้นกิ่งแห้งคล้ายมือผอมเหี่ยวที่ยื่นออกจากดิน ศาลาไม้เก่าถูกทิ้งไว้โดยไม่มีคนซ่อม สีแดงบนเสาไม้ลอกจนเห็นเนื้อไม้ด้านใน บ่อน้ำเล็กข้างสวนมีใบไม้เน่าลอยอยู่เต็มผิวน้ำ ทุกอย่างดูเหมือนความทรงจำของมารดาถูกปล่อยให้ผุพังไปพร้อมกาลเวลาอย่างจงใจ
ชิงหลัวเดินข้างเยว่หลัน สีหน้าทั้งโกรธทั้งเศร้า “เมื่อก่อนฮูหยินใหญ่ดูแลสวนนี้เองเ้าค่ะ หลังท่านจากไป ฮูหยินรองบอกว่าสวนอยู่ไกลเรือนหลัก ไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองคนดูแล บ่าวเคยขอให้คนมาทำความสะอาดบ้าง แต่ถูกดุว่าคุณหนูใหญ่ร่างกายไม่แข็งแรง จะมาที่นี่ทำไม”
เยว่หลันแตะกิ่งเหมยแห้งกิ่งหนึ่งเบา ๆ
เปลือกไม้เย็นและหยาบมือ
“เพราะนางไม่อยากให้ข้ามา” เยว่หลันกล่าว “ไม่ใช่เพราะข้าไม่ควรมา”
ชิงหลัวเงียบไปทันที
ลมเย็นพัดผ่านสวนเหมย ดอกไม้แห้งบางกลีบร่วงลงบนพื้น เสียงหัวเราะของเด็กดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากลึกเข้าไปด้านหลังสวน ใกล้กำแพงเก่าที่ปกคลุมด้วยเถาวัลย์
เสิ่นเยว่หลันหันไปทางนั้น
ใต้ต้นเหมยต้นหนึ่ง เด็กหญิงตัวเล็กยืนอยู่
นางสวมชุดสาวใช้สีเทาเก่าคร่ำคร่า ผมถักเปียสองข้าง ใบหน้าเล็กซีดขาว ดวงตากลมโตมองเยว่หลันอย่างทั้งหวาดกลัวและดีใจ เท้าของนางไม่แตะพื้น และที่ชายกระโปรงมีคราบดินสีดำติดอยู่มากผิดปกติ ในมือเล็ก ๆ กำถุงหอมผ้าเก่าสีแดงซีดเอาไว้แน่น
ชิงหลัวไม่เห็นนาง
แต่หลัวมามาที่ลอยตามมาถึงกับยกมือปิดปาก
“เสี่ยวถง…”
เด็กหญิงหันไปมองหลัวมามา ก่อนดวงตาจะมีน้ำตาเอ่อ “หลัวมามา…”
เสียงนั้นแ่เบาเหมือนลมลอดช่องไม้ผุ เสิ่นเยว่หลันมองเด็กหญิงตรงหน้า หัวใจหนักอึ้งขึ้นทีละน้อย เด็กคนนี้ควรเติบโต ควรมีชีวิต ควรได้หัวเราะ วิ่งเล่น กินขนม และอาจได้แต่งงานออกเรือนไปมีครอบครัวในสักวัน แต่เพราะนางรู้บางอย่าง คนชั่วจึงฝังชีวิตเล็ก ๆ นี้ไว้ในสวนหลังจวน แล้วใช้คำว่า “ขโมยของหนีไป” กลบความจริงทั้งหมด
เสี่ยวถงมองเยว่หลันนานมาก ก่อนก้มหน้าลงอย่างลังเล “คุณหนูใหญ่…”
เสียงเรียกนี้ทำให้เยว่หลันเจ็บแปลบ
ในความทรงจำ เด็กหญิงเคยเรียกนางเช่นนี้ขณะวิ่งเอาถุงหอมมาให้ “คุณหนูใหญ่ เสี่ยวถงทำถุงหอมดอกเหมยให้เ้าค่ะ หอมมากเลยนะเ้าคะ”
ตอนนั้นเยว่หลันเพียงรับไว้แล้วยิ้ม นางไม่รู้เลยว่าวันหนึ่งถุงหอมเล็ก ๆ อาจกลายเป็สิ่งสุดท้ายที่เด็กคนนี้ถือไว้ก่อนตาย
“เสี่ยวถง” เยว่หลันกล่าวเสียงเบา “เ้าเรียกข้ามาหรือ”
ชิงหลัวหันขวับ “คุณหนู?”
เยว่หลันไม่ได้อธิบายทันที เพียงยกมือบอกให้นางเงียบ ชิงหลัวเห็นสายตาของผู้เป็นายแล้วก็เข้าใจว่าสิ่งที่นางมองไม่เห็นกำลังอยู่ตรงหน้า จึงเม้มปากและถอยมายืนข้างหลังอย่างระวัง แม้ขนในกายจะลุกซู่ แต่ก็ไม่หนี
เสี่ยวถงพยักหน้าอย่างช้า ๆ น้ำตาโปร่งใสไหลลงมาตามแก้มซีด “บ่าวรอคุณหนูใหญ่มานานมากเ้าค่ะ รอจนดอกเหมยร่วงแล้วร่วงอีก แต่คุณหนูใหญ่ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มทิ่มหัวใจเยว่หลัน
นางไม่เคยมาที่นี่อีกจริง ๆ
หลังมารดาตาย ฮูหยินรองบอกว่าสวนเหมยทำให้นางคิดถึงมารดาเกินไป เป็ผลเสียต่อสุขภาพ นางจึงหลีกเลี่ยงสวนนี้มาหลายปี ในชาติก่อน แม้กระทั่งก่อนถูกจับ นางก็ไม่เคยกลับมาดูว่าที่นี่ซ่อนอะไรไว้
“ขอโทษ” เยว่หลันกล่าว
เสี่ยวถงส่ายหน้าเร็ว ๆ “คุณหนูใหญ่ไม่ผิดเ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ยังเด็ก คุณหนูใหญ่ไม่รู้”
คำว่าไม่รู้ทำให้ความเจ็บในอกเยว่หลันกลายเป็ไฟ
ใช่ นางไม่รู้
แต่คนที่รู้กลับปิดปากทุกคนด้วยเื
“ใครฆ่าเ้า” เยว่หลันถาม
ทันทีที่คำถามนั้นหลุดออกมา ลมในสวนเหมยพลันแรงขึ้น ดอกแห้งปลิวว่อน เสี่ยวถงตัวสั่นอย่างรุนแรง ถุงหอมในมือถูกบีบจนยับ นางถอยหลังหนึ่งก้าว ดวงตากลมเต็มไปด้วยความหวาดกลัวราวกับภาพสุดท้ายก่อนตายกำลังย้อนกลับมา
“บ่าว…บ่าวเห็นเ้าค่ะ” เสี่ยวถงพึมพำ “คืนที่ฮูหยินใหญ่ดื่มยา บ่าวแอบอยู่หลังฉาก บ่าวเห็นซูเหลียนมามาใส่ผงสีขาวลงในถ้วยยา บ่าวอยากบอกหลัวมามา แต่หลัวมามาถูกจับไปแล้ว บ่าวอยากบอกนายท่าน แต่ซูเหลียนมามารู้เสียก่อน”
เสิ่นเยว่หลันกำมือแน่น
ซูเหลียนอีกแล้ว
“นางฆ่าเ้าหรือ”
เสี่ยวถงน้ำตาไหลมากขึ้น “นางไม่ได้ลงมือเองเ้าค่ะ นางให้คนสองคนจับบ่าวมา บอกว่าบ่าวขโมยเงิน บอกว่าหากบ่าวยอมรับ จะถูกขายออกไป แต่ถ้าไม่ยอมรับ…จะไม่มีใครหาเจออีก”
เด็กหญิงกลืนน้ำลายทั้งที่ตายไปแล้ว
“บ่าวกลัว บ่าวร้องไห้ บ่าวบอกว่าบ่าวไม่ได้ขโมย บ่าวจะไปบอกคุณหนูใหญ่ แต่พวกเขาหัวเราะ บอกว่าคุณหนูใหญ่เป็แค่เด็ก จะช่วยอะไรได้ แล้ว…แล้วพวกเขาก็กดบ่าวลงกับดิน”
เสียงของเสี่ยวถงขาดหาย
ชิงหลัวแม้ไม่ได้ยินทุกคำ แต่เห็นสีหน้าของเยว่หลันและััความเย็นในสวนได้ก็เริ่มน้ำตาคลอ นางยกมือปิดปากตนเอง ไม่กล้าส่งเสียง
หลัวมามาร้องไห้เงียบ ๆ “เด็กโง่ เหตุใดเ้าต้องอยู่คนเดียว…”
เสี่ยวถงมองหลัวมามา “เสี่ยวถงอยากรอคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่เคยบอกว่า หากมีเื่สำคัญ ให้ปกป้องคุณหนูใหญ่ให้ดี เสี่ยวถงปกป้องไม่ได้ แต่เสี่ยวถงซ่อนของไว้ได้”
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้นทันที “เ้าซ่อนอะไรไว้”
เสี่ยวถงยกถุงหอมเก่าสีแดงซีดในมือขึ้น “ก่อนถูกจับ บ่าวขโมยจดหมายฉบับหนึ่งจากโต๊ะของซูเหลียนมามา นางคงยังไม่รู้ว่าบ่าวเห็น บ่าวซ่อนไว้ในถุงหอม แล้วฝังไว้ใต้ต้นเหมยต้นนี้ แต่หลังจากตาย บ่าวหยิบมันออกมาไม่ได้ บ่าวทำได้เพียงรอ”
เยว่หลันมองต้นเหมยด้านหลังเด็กหญิง
ต้นเหมยต้นนั้นเก่าแก่กว่าต้นอื่น ลำต้นเอนเล็กน้อย เปลือกไม้แตกร้าว แต่กิ่ง้ากลับยังมีดอกสีแดงเข้มผลิบานอยู่ไม่กี่ดอก ทั้งที่ต้นรอบข้างแทบแห้งตาย ดินใต้ต้นดูแน่นและมีหญ้าปกคลุม แต่หากมองดี ๆ จะเห็นว่าบริเวณโคนต้นมีหินแบนแผ่นหนึ่งวางอยู่ราวกับถูกตั้งใจปิดทับ
“ชิงหลัว” เยว่หลันเอ่ย
ชิงหลัวรีบเช็ดน้ำตาแล้วก้าวเข้ามา “เ้าคะ”
“ใต้ต้นเหมยต้นนี้ มีของฝังอยู่ หาทางขุดออกมาให้ข้า อย่าให้เสียงดัง”
ชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี “ของฝังอยู่…”
“ทำได้หรือไม่”
ชิงหลัวมองดวงตาของเยว่หลัน ก่อนพยักหน้า “ทำได้เ้าค่ะ บ่าวจะไปเอาเสียมเล็กจากเรือนคนสวน ไม่สิ หากไปเอาตอนนี้คนอาจสงสัย บ่าวมีมีดเล็กอยู่กับตัว ใช้ขุดดินอ่อนได้เ้าค่ะ”
พูดจบนางก็คุกเข่าลงตรงโคนต้นเหมย ใช้มีดเล็กที่ซ่อนในแขนเสื้อค่อย ๆ แซะดินรอบก้อนหิน เสิ่นเยว่หลันยืนบังสายตาจากทางเดิน ส่วนหลัวมามาคอยมองต้นทาง เสี่ยวถงยืนอยู่ข้างต้นเหมย มือกำถุงหอมไว้แน่น ดวงตาไม่ละจากพื้นดินแม้เพียงชั่วครู่
ดินใต้หินแบนแข็งกว่าที่คิด ชิงหลัวขุดไปได้ไม่นานปลายนิ้วก็แดงและมีรอยถลอก แต่สาวใช้ตัวเล็กไม่บ่นสักคำ นางกัดฟันขุดต่ออย่างเงียบ ๆ กระทั่งปลายมีดกระทบสิ่งแข็งบางอย่าง
กึก
ทุกคนในสวนเหมยนิ่งไปพร้อมกัน
ชิงหลัวค่อย ๆ ใช้มือปัดดินออก เผยให้เห็นกล่องไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งที่ถูกห่อด้วยผ้าน้ำมันเก่าหลายชั้น ผ้าด้านนอกผุไปมาก แต่ยังพอป้องกันความชื้นได้ นางยกมันขึ้นมาด้วยมือสั่น ๆ แล้วส่งให้เสิ่นเยว่หลัน
“คุณหนู…”
เสิ่นเยว่หลันรับกล่องนั้นมา น้ำหนักของมันเบามาก แต่กลับหนักราวกับชีวิตเด็กคนหนึ่งทั้งชีวิต
เสี่ยวถงมองกล่องในมือนาง น้ำตาไหลไม่หยุด “บ่าวเก็บไว้ได้จริง ๆ…”
“เ้าเก็บไว้ได้” เยว่หลันกล่าวเสียงเบา “เ้าเก่งมาก”
เด็กหญิงร้องไห้โฮอย่างไร้เสียง ร่างเล็กสั่นเทิ้ม ใบหน้าที่เคยหวาดกลัวค่อย ๆ มีความโล่งใจปะปนอยู่ ราวกับภาระที่แบกมาหลายปีในที่สุดก็มีคนมารับต่อ
เยว่หลันไม่ได้เปิดกล่องทันที นางรู้ว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย หากมีคนจากเรือนตะวันออกผ่านมาเห็น จะกลายเป็เื่ใหญ่ นางเก็บกล่องไว้ในแขนเสื้อ แล้วมองไปยังดินใต้ต้นเหมยอีกครั้ง
“ร่างของเ้าอยู่ที่นี่หรือ” นางถาม
เสี่ยวถงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “ใต้รากลึกลงไปเ้าค่ะ พวกเขาฝังบ่าวลึกมาก แล้วปลูกเหมยทับ บอกว่าดอกเหมยจะดูดิญญาของบ่าว ไม่ให้กลับไปพูดกับใคร”
ชิงหลัวหน้าซีดเผือด น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลลงมาในที่สุด “สารเลว…”
นี่เป็ครั้งแรกที่ชิงหลัวด่าคนอย่างชัดเจนต่อหน้าคุณหนู
เยว่หลันไม่ตำหนิ
เพราะในใจนางเองก็มีคำที่รุนแรงกว่านั้นมากนัก
“ข้าจะไม่ขุดร่างเ้าตอนนี้” เยว่หลันกล่าวกับเสี่ยวถง “หากขุดโดยไม่มีแผน คนพวกนั้นจะทำลายหลักฐานและอาจโยนความผิดให้คนอื่น แต่ข้าสัญญา ข้าจะให้เ้าถูกนำขึ้นมาอย่างถูกต้อง ต่อหน้าคนที่ต้องเห็น และจะไม่ให้เ้าเป็เด็กขโมยของในคำพูดของพวกเขาอีก”
เสี่ยวถงพยักหน้า น้ำตาค่อย ๆ จางลง “บ่าวเชื่อคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ”
เยว่หลันมองนางอย่างอ่อนลงเล็กน้อย “อีกไม่นาน คนทั้งจวนจะรู้ว่าเ้าไม่ได้หนี เ้าถูกฆ่า”
ลมในสวนเหมยสงบลงอย่างประหลาด ดอกเหมยสีแดงบนกิ่งเก่าร่วงลงมาหนึ่งกลีบ แตะลงบนดินที่ฝังร่างเด็กหญิงไว้ เสี่ยวถงมองกลีบนั้น ยิ้มบาง ๆ เป็ครั้งแรก
รอยยิ้มนั้นทำให้เยว่หลันเจ็บจนหายใจลำบาก
เด็กคนหนึ่งไม่ควรดีใจเพียงเพราะมีคนเชื่อว่านางถูกฆ่า
แต่ในจวนนี้ แม้แต่ความจริงพื้นฐานเช่นนั้นก็ถูกพรากไปจากผู้ตาย
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกสวน
ชิงหลัวรีบกลบหลุมกลับอย่างรวดเร็ว เอาหินแบนวางทับตามเดิม เสิ่นเยว่หลันหันไปมองทางเข้า เห็นสาวใช้จากเรือนตะวันออกคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางเร่งรีบ เมื่อเห็นเยว่หลันยืนอยู่ในสวนเหมย สาวใช้ผู้นั้นก็ชะงักอย่างเห็นได้ชัด คล้ายไม่คาดคิดว่าจะพบนางที่นี่
“คารวะคุณหนูใหญ่เ้าค่ะ” สาวใช้รีบย่อกาย
เยว่หลันจำคนผู้นี้ได้ นางชื่อหลินเอ๋อร์ เป็สาวใช้ชั้นสองของเสิ่นอวี้หรง ชาติก่อนมักทำหน้าที่ปล่อยข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผู้คนเข้าใจผิดว่านางรังแกน้องสาว
“มีธุระหรือ” เยว่หลันถามอย่างสงบ
หลินเอ๋อร์ก้มหน้าลง “ฮูหยินรองให้บ่าวมาเชิญคุณหนูใหญ่ไปวัดตัวที่ห้องตัดเย็บเ้าค่ะ บอกว่าชุดงานเลี้ยงชมบุปผาของคุณหนูใหญ่ควรให้ฮูหยินรองดูแลเอง จะได้ไม่ผิดพลาด”
ชิงหลัวขมวดคิ้วทันที
เมื่อวานคุณหนูใหญ่เพิ่งสั่งชุดสีแดงเหมยด้วยตนเอง วันนี้ฮูหยินรองก็เข้ามายุ่งเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากให้เยว่หลันเลือกเองตามใจ
เสิ่นเยว่หลันมองหลินเอ๋อร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง
“กลับไปบอกฮูหยินรองว่า ขอบคุณในความหวังดี แต่ชุดของข้า ข้าสั่งเรียบร้อยแล้ว”
หลินเอ๋อร์เงยหน้าเล็กน้อย “แต่ว่า…ฮูหยินรองบอกว่า คุณหนูใหญ่เพิ่งฟื้น อาจเลือกสีที่ไม่เหมาะกับงาน หากชุดออกมาไม่งาม คนอื่นอาจหัวเราะได้เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ให้พวกเขาหัวเราะ” เยว่หลันกล่าว
หลินเอ๋อร์นิ่งไปทันที
ชิงหลัวเองก็แทบหลุดสีหน้าประหลาดใจ
เสิ่นเยว่หลันในอดีตกลัวคำว่าถูกหัวเราะมาก นางกลัวเสียมารยาท กลัวทำให้ตระกูลขายหน้า กลัวทำให้ฮูหยินรองลำบากใจ กลัวทำให้อวี้หรงรู้สึกผิด แต่ตอนนี้ นางพูดราวกับเสียงหัวเราะของผู้คนไม่มีน้ำหนักแม้เท่าฝุ่นบนชายรองเท้า
“คุณหนูใหญ่หมายความว่า…”
“ข้าหมายความว่า ชุดของข้า ข้าจะเลือกเอง” เยว่หลันกล่าวเสียงนุ่ม “หากฮูหยินรองเป็ห่วงจริง ๆ ก็เชิญนางพักผ่อนเถิด ่นี้คุณหนูรองไม่สบายมิใช่หรือ นางควรดูแลบุตรีตนเองก่อน ไม่ต้องเหนื่อยดูแลข้า”
ใบหน้าหลินเอ๋อร์ซีดลงเล็กน้อย
เื่คุณหนูรองไม่สบายถูกสั่งห้ามพูดนอกเรือนตะวันออก แต่คุณหนูใหญ่กลับรู้แล้ว
“คุณหนูรอง…เพียงอ่อนเพลียเล็กน้อยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ดี” เยว่หลันยิ้ม “บอกอวี้หรงด้วยว่า หากนางหนาวนัก ข้ามีชาบำรุงเหลืออยู่ จะส่งไปให้สักถ้วย นางคงชอบ”
หลินเอ๋อร์กลืนน้ำลาย ความกลัวแปลก ๆ แล่นขึ้นมาตามสันหลัง นางไม่เข้าใจว่าทำไมคำพูดแสนสุภาพของคุณหนูใหญ่ถึงทำให้รู้สึกเหมือนถูกมีดเย็นแตะคอ
“บ่าว…บ่าวจะไปเรียนฮูหยินรองตามนี้เ้าค่ะ”
หลินเอ๋อร์รีบคำนับแล้วถอยออกจากสวนเหมยไปอย่างรวดเร็ว
ชิงหลัวมองตามหลังนาง ก่อนหันมาหาเยว่หลัน “คุณหนู นางต้องไปรายงานแน่เ้าค่ะว่าท่านมาที่สวนเหมย”
“ให้รายงานไป” เยว่หลันกล่าว “ข้ายิ่งอยากให้ฮูหยินรองรู้ว่าข้ากลับมาที่นี่แล้ว”
“เพราะเหตุใดเ้าคะ”
เยว่หลันแตะกล่องไม้เล็กในแขนเสื้อเบา ๆ
“คนที่ทำผิด เมื่อรู้ว่ามีคนเดินใกล้ที่ฝังความลับ ย่อมร้อนใจ” นางกล่าว “ยิ่งนางร้อนใจ นางยิ่งขยับ และยิ่งขยับ ก็ยิ่งทิ้งรอย”
ชิงหลัวเริ่มเข้าใจ นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“กลับเรือนเถิด” เยว่หลันกล่าว “ข้าต้องดูว่าของที่เสี่ยวถงรักษาไว้คืออะไร”
เมื่อกลับถึงเรือนหลันฮวา ชิงหลัวสั่งห้ามบ่าวทุกคนเข้าใกล้ห้องชั้นใน จากนั้นปิดประตูหน้าต่างอย่างระมัดระวัง เสิ่นเยว่หลันวางกล่องไม้เล็กบนโต๊ะ จ้องมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อย ๆ แกะผ้าน้ำมันออกทีละชั้น กลิ่นดินชื้นและกลิ่นเก่าแก่ลอยขึ้นมา แม้กล่องจะถูกฝังมานานหลายปี แต่เพราะห่อไว้ดี สิ่งด้านในยังไม่เสียหายทั้งหมด
ในกล่องมีถุงหอมสีแดงซีดใบหนึ่ง
เยว่หลันหยิบถุงหอมขึ้นมา ลายปักบนถุงเป็ดอกเหมยเล็ก ๆ ฝีเข็มหยาบและเอียงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเป็ฝีมือเด็ก นางจำมันได้ทันที
ถุงหอมที่เสี่ยวถงเคยบอกว่าทำให้นาง
ชิงหลัวเห็นถุงหอมแล้วน้ำตาก็คลออีกครั้ง “นี่…นี่เป็ของเสี่ยวถงจริง ๆ เ้าค่ะ บ่าวจำได้ นางเคยอวดว่าทำให้คุณหนูใหญ่ แต่ยังปักไม่สวยพอ จึงอยากแก้ก่อนค่อยนำมาให้”
เยว่หลันลูบถุงหอมอย่างแ่เบา จากนั้นเปิดปากถุงออก
ด้านในไม่มีสมุนไพรหอมแล้ว เหลือเพียงกระดาษพับเล็ก ๆ ที่ถูกห่อด้วยผ้าอีกชั้น นางคลี่มันออกอย่างระมัดระวัง ตัวอักษรบนกระดาษเลือนจากความชื้นบางส่วน แต่ยังอ่านได้ชัดเจนพอ
“ยาชุดที่สามส่งถึงเรือนฮูหยินใหญ่แล้ว หลังจากคืนนี้ อาการของนางจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว อย่าปล่อยให้หลัวมามาเข้าใกล้ถ้วยยาอีก ส่วนเด็กที่เห็นเื่ไม่ควรเห็น ให้จัดการเสียก่อนนายท่านกลับจวน”
ใต้ข้อความนั้นมีตราประทับเล็ก ๆ สีแดงเข้ม
ไม่ใช่ตราของฮูหยินรอง
แต่เป็ตรารูปหงส์ครึ่งปีก
เยว่หลันจ้องตรานั้น ลมหายใจค่อย ๆ เย็นลง
ชิงหลัวอ่านจบแล้วหน้าซีด “คุณหนู…นี่หมายความว่า ฮูหยินใหญ่ถูกวางยาจริง ๆ และเสี่ยวถงถูกฆ่าเพราะเห็นเื่นี้”
หลัวมามาก้มหน้าร้องไห้ ส่วนเสี่ยวถงยืนอยู่ใกล้ประตู ร่างเล็กโปร่งแสงของนางสั่นไหว แต่แววตากลับมีความโล่งใจมากขึ้น
ในที่สุด สิ่งที่นางพยายามปกป้องก็ถูกเปิดออกแล้ว
เยว่หลันไม่ได้พูดอยู่พักใหญ่
จดหมายนี้สำคัญมาก แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกเย็นลึกยิ่งกว่าคือ “ตราหงส์ครึ่งปีก” นางเคยเห็นสัญลักษณ์นี้ในชาติก่อน หลังตระกูลเสิ่นถูกกล่าวหาว่าฏ เอกสารลับบางฉบับที่ใช้เป็หลักฐานถูกประทับตราคล้ายกัน เพียงแต่ตอนนั้นนางไม่เข้าใจความหมาย
หงส์
ในราชสำนัก ผู้ที่ใช้สัญลักษณ์หงส์ได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
ฮูหยินรองและซูเหลียนอาจเป็เพียงมือที่ลงยา แต่อาจมีคนในวังอยู่เื้ัั้แ่วันที่มารดาของนางยังมีชีวิตอยู่
แผนทำลายตระกูลเสิ่นไม่ได้เริ่มในชาติก่อน
มันเริ่มมานานกว่านั้น
เริ่มจากมารดานาง
จากนั้นตัดบ่าวเก่าออกทีละคน
ทำให้นางโดดเดี่ยว
ทำให้นางอ่อนแอ
ทำให้นางพึ่งพาคนที่ศัตรูเลือกให้
แล้วสุดท้ายค่อยใช้ความโง่งมของนางเปิดประตูให้ตระกูลเสิ่นล่มสลาย
“ชั่วช้า…” ชิงหลัวพึมพำ น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ “พวกเขาวางแผนมานานถึงเพียงนี้…”
เสิ่นเยว่หลันพับจดหมายกลับอย่างใจเย็นเกินคาด
“ใช่” นางกล่าว “นานมาก”
ยิ่งนาน ยิ่งดี
เพราะแผนที่ถูกวางมานานย่อมมีรากลึก และรากที่ลึกเมื่อถูกถอนขึ้นมาย่อมลากดินทั้งผืนออกมาด้วย
“คุณหนูจะทำอย่างไรต่อเ้าคะ” ชิงหลัวถาม
เยว่หลันมองจดหมาย เศษปิ่นทอง และถุงหอมของเสี่ยวถงที่วางอยู่ตรงหน้า
หลักฐานทั้งสามชิ้นยังไม่สมบูรณ์พอจะลากคนในวังออกมา แต่พอจะทำให้ซูเหลียนและฮูหยินรองเสียหลักได้ หากใช้อย่างฉลาดในงานเลี้ยงชมบุปผา
แต่นางจะไม่เปิดโปงทุกอย่างตรง ๆ
ไม่ใช่ตอนนี้
นางต้องให้ศัตรูคิดว่าหลักฐานกำลังจะโผล่ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ในมือใคร ต้องให้ซูเหลียนกลัว ต้องให้ฮูหยินรองระแวง ต้องให้อวี้หรงควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และต้องให้แขกทั้งงานเห็นรอยร้าวในเรือนตะวันออกด้วยตาตนเอง
“ชิงหลัว” เยว่หลันกล่าว “เ้าไปเตรียมถุงหอมใบใหม่ให้ข้า เอาผ้าสีแดงเหมย ปักดอกเหมยให้คล้ายใบนี้ แต่ไม่ต้องเหมือนทั้งหมด”
ชิงหลัวชะงัก “คุณหนูจะใช้ในงานเลี้ยงหรือเ้าคะ”
“ใช่”
“แล้วถุงหอมใบจริง…”
“เก็บไว้กับหลักฐาน” เยว่หลันตอบ “ในงานเลี้ยง ข้าจะใช้เพียงเงาของมัน”
ชิงหลัวคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ สว่างขึ้น “คุณหนู้าให้คนที่เคยเห็นถุงหอมนี้ใ”
“ไม่ใช่แค่ใ” เยว่หลันยิ้มเย็น “ข้า้าให้พวกเขากลัวว่าคนตายกลับมาทวงของ”
เสี่ยวถงเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตมองเยว่หลันอย่างทั้งใและซาบซึ้ง
“คุณหนูใหญ่…”
เยว่หลันหันไปหาเด็กหญิง “เ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่ใช้ชื่อเ้าเล่นสนุก ข้าจะใช้มันเพื่อคืนความยุติธรรมให้เ้า”
เสี่ยวถงพยักหน้า น้ำตาไหลอีกครั้ง แต่คราวนี้นางยิ้มด้วย
“บ่าวไม่กลัวแล้วเ้าค่ะ”
เยว่หลันมองรอยยิ้มนั้น แล้วหัวใจที่เ็ามาทั้งวันอ่อนลงเพียงเล็กน้อย นางยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว แม้ปลายนิ้วจะััได้เพียงไอเย็น แต่นางก็ยังวางมือลงตรงระดับศีรษะของเด็กหญิงราวกับกำลังลูบผม
“เด็กดี” นางกล่าวเสียงเบา “ครั้งนี้ ข้าจะไม่ให้ใครเรียกเ้าว่าขโมยอีก”
เสี่ยวถงร้องไห้โฮอย่างไม่มีเสียง
ด้านนอกเรือน เสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้นอีกครั้ง ไม่นานสาวใช้คนหนึ่งก็เข้ามารายงานผ่านม่านด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“คุณหนูใหญ่ ฮูหยินรองส่งคนมาแจ้งว่า งานเลี้ยงชมบุปผาจะจัดเร็วขึ้นหนึ่งวันเ้าค่ะ เป็วันพรุ่งนี้”
ชิงหลัวหันขวับ “เร็วขึ้นหนึ่งวัน?”
เยว่หลันไม่แปลกใจนัก
ฮูหยินรองเริ่มร้อนใจแล้วจริง ๆ
นางคงไม่อยากให้เยว่หลันมีเวลาจัดการอะไรนานเกินไป และยิ่งรู้ว่านางไปสวนเหมยมาเมื่อเช้า ยิ่งต้องรีบลากนางออกมาอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เพื่อทดสอบว่านางรู้อะไรบ้าง และอาจหาโอกาสทำให้นางเสียหน้าเสียก่อนที่นางจะขยับ
ดี
เยว่หลันรออยู่แล้ว
“บอกฮูหยินรองว่า ข้ารับทราบ” เยว่หลันกล่าวเสียงเรียบ “และขอบคุณที่นางเป็ห่วงข้าถึงเพียงนี้”
สาวใช้รับคำแล้วถอยออกไป
ชิงหลัวมองเยว่หลันอย่างกังวล “คุณหนู พรุ่งนี้เร็วเกินไป ชุดสีแดงเหมยอาจยังไม่เสร็จ ถุงหอมก็ยังไม่ได้ปัก…”
“ให้ห้องตัดเย็บทำเท่าที่ทำได้” เยว่หลันกล่าว “ชุดไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ขอเพียงสีถูกต้องก็พอ ส่วนถุงหอม เ้าทำทั้งคืนไหวหรือไม่”
ชิงหลัวสูดลมหายใจลึก “ไหวเ้าค่ะ ต่อให้ต้องปักจนตาสว่าง บ่าวก็ทำให้ทัน”
เยว่หลันพยักหน้า “ดี”
นางหันกลับมามองหลักฐานบนโต๊ะอีกครั้ง ก่อนหยิบถุงหอมเก่าของเสี่ยวถงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“พรุ่งนี้ งานเลี้ยงชมบุปผาจะไม่ใช่งานเลี้ยงของฮูหยินรองอีกต่อไป”
หลัวมามาและเสี่ยวถงยืนอยู่ข้างกัน เงาิญญาหนึ่งแก่ หนึ่งเยาว์วัย ทว่าทั้งสองมองเยว่หลันด้วยแววตาเดียวกัน
แววตาของผู้ที่รอมานานเกินไป
เสิ่นเยว่หลันค่อย ๆ ปิดฝากล่องหลักฐาน
เสียงฝากล่องกระทบกันเบา ๆ แต่ในความรู้สึกของนาง มันดังเหมือนเสียงประตูบานหนึ่งกำลังปิดลง
ประตูที่กักขังความไม่รู้ของนางในอดีต
และอีกประตูหนึ่งกำลังเปิดออก
ประตูสู่การทวงคืน
“พรุ่งนี้” เยว่หลันกล่าวช้า ๆ “ข้าจะให้ดอกเหมยดอกแรกผลิบานต่อหน้าคนทั้งจวน”
นอกหน้าต่าง ลมพัดผ่านสวนเหมยอีกครั้ง
คราวนี้ ดอกเหมยสีแดงบนต้นเก่าหลังจวนผลิบานเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งดอก ทั้งที่ยังไม่ถึงฤดูกาล ราวกับิญญาใต้รากไม้รับรู้แล้วว่า หลังจากรอคอยมาหลายปี ในที่สุดวันที่ความจริงจะเริ่มมีเสียงก็มาถึง