เช้าวันที่สิบเจ็ดเดือนหนึ่ง
ทิงเสวี่ยรีบกินข้าวแต่เช้าตรู่ จากนั้นก็สะพายกระเป๋านักเรียน
ฮัมเพลงเดินฝ่าแสงอาทิตย์ยามเช้าอันสดใส มุ่งหน้าไปโรงเรียนอย่างเบิกบานใจ
หากไม่ใช่เพราะร่างกายยังไม่มีเรี่ยวแรง เธอคงจะก้าวเท้าเดินเร็วกว่านี้เป็นแน่
บ้านของทิงเสวี่ยอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียงเดินเท้าสิบนาที ไม่นานก็มาถึง
เมื่อก้าวเข้าสู่ประตูโรงเรียน มองเห็นต้นตงชิงเขียวชอุ่มสองข้างทาง
ทิงเสวี่ยก็พลันรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าเธอจะจากที่นี่ไปนานถึงสองภพชาติ รวมเวลากว่าสามสิบปี
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ยังคงเหมือนกับภาพในความทรงจำส่วนลึกไม่ผิดเพี้ยน
ลานโรงเรียนกว้างขวางมาก เป็นลานดินอัดแน่นเรียบเสมอ
ด้านหน้าเป็นอาคารเรียนของนักเรียน ส่วนด้านหลังเป็นห้องพักครู
และมีห้องเรียนอีกสองสามห้อง รวมถึงห้องสมุดที่เรียกว่าห้องอ่านหนังสือ
ทว่าภายในกลับมีหนังสืออยู่ไม่มากนัก
ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งห้องที่ทิงเสวี่ยเรียนอยู่นั้น ติดกับห้องพักครูพอดี
ภายในห้องเรียนมีขนาดใหญ่มาก สามารถจุนักเรียนได้ถึงห้าสิบหกสิบคน
ก่อนก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 คนหนุ่มสาวในชนบทส่วนใหญ่ออกไปทำงานต่างถิ่น
หรือไปแสวงหาความก้าวหน้าข้างนอกน้อยมาก ลูกหลานของพวกเขาจึงเรียนหนังสืออยู่ในชนบท
ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนในชนบทสมัยนั้นจึงประสบปัญหาห้องเรียนไม่เพียงพอต่อนักเรียนที่มีจำนวนมากเกินไป
ทว่าอีกยี่สิบสามสิบปีต่อมา สถานการณ์กลับตาลปัตร
ประชากรในชนบทจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่เมือง ทำให้เกิดปัญหาห้องเรียนแออัดในเขตเมือง
ส่วนโรงเรียนในชนบทกลับเงียบเหงาจนแทบจะจับนกกระจอกได้
มักจะเห็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าโรงเรียนประถมในหมู่บ้านนั้นหมู่บ้านนี้มีนักเรียนเหลือเพียงหลักหน่วย
ตอนที่ทิงเสวี่ยเดินเข้าห้องเรียน เพื่อนนักเรียนส่วนใหญ่ก็มาถึงแล้ว
เนื่องจากเพิ่งพ้นช่วงปีใหม่มา นักเรียนส่วนใหญ่จึงสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ใส่ฉลองเทศกาล
แน่นอนว่าย่อมมีบางคนที่ครอบครัวฐานะยากจน เสื้อผ้าที่สวมจึงยังคงเป็นชุดเก่า
เสื้อผ้าที่พวกเขาสวมส่วนใหญ่ตัดเย็บจากช่างแถวนั้น ซึ่งดูค่อนข้างเชย
ส่วนทิงเสวี่ยสวมชุดสำเร็จรูปสีส้มที่ซื้อมาจากในตัวอำเภอ
เป็นชุดที่หลิวกุ้ยหลานซื้อให้เธอก่อนปีใหม่
เสื้อผ้าไม่เพียงพอดีตัว แต่รูปแบบยังทันสมัย สีสันสวยงามสะดุดตา
“ว้าว หลินทิงเสวี่ย เสื้อผ้าของเธอสวยจังเลยนะ ไปตัดที่ไหนมาเหรอ?”
คนพูดคือเด็กหญิงร่างท้วมผิวคล้ำเล็กน้อยที่นั่งอยู่ด้านหลังทิงเสวี่ย
ทิงเสวี่ยยิ้มบางๆ ให้เด็กหญิงคนนั้น แล้วชี้ไปที่เสื้อผ้าบนตัวพลางตอบ
“นี่ไม่ได้สั่งตัดหรอก แต่ซื้อแบบสำเร็จรูปมาจากในเมืองน่ะ”
ในห้องเรียนมีเพียงเสื้อผ้าของเธอที่สวยโดดเด่นที่สุด ทิงเสวี่ยจึงอดภูมิใจไม่ได้
เพื่อนนักเรียนหลายคนต่างมองเธอด้วยสายตาอิจฉา
เนื่องจากทิงเสวี่ยตัวเล็ก ประกอบกับเรียนเก่ง จึงเป็นที่โปรดปรานของครูเป็นพิเศษ
เธอจึงได้นั่งหน้าสุดของแถวกลาง โต๊ะเรียนของเธออยู่ติดกับโต๊ะบรรยายของครูพอดี
การได้นั่งตรงนี้ก็ดีอยู่หรอก มองเห็นกระดานดำชัดเจน แถมยังได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากครู
แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง นั่นคือเวลาเรียนจะเหม่อลอยไม่ได้เลย
อยู่ใต้จมูกครูขนาดนี้ ยังคิดจะซุกซนอีก ไม่อยากอยู่ดีหรืออย่างไร
ปกติเวลาทิงเสวี่ยเขียนหนังสือ แค่ไม่ตั้งใจนิดเดียวก็จะถูกครูเตือนและถูกเรียกชื่อแล้ว
เพื่อนร่วมโต๊ะของทิงเสวี่ยคือ สวี่หัวลี่ บ้านของเธออยู่ที่หมู่บ้านซงหยวน
ทั้งสองคนสูงพอๆ กัน แต่สวี่หัวลี่ผอมกว่าทิงเสวี่ยเสียอีก แถมยังดูเหมือนเด็กขาดสารอาหาร
สวี่หัวลี่ยังมีพี่ชายฝาแฝดชื่อ สวี่หัวหลง
แม้จะเป็นฝาแฝดชายหญิงแต่รูปลักษณ์กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
คนหนึ่งขาดสารอาหาร ส่วนอีกคนก็อุดมสมบูรณ์จนเกินไป
สวี่หัวหลงตัวอ้วนและสูงกว่าสวี่หัวลี่มาก เขาจึงได้นั่งอยู่แถวกลางห้อง
ทว่าสวี่หัวหลงเรียนไม่เก่งเท่าสวี่หัวลี่
ผลการเรียนของสวี่หัวลี่แม้จะไม่โดดเด่นเท่าทิงเสวี่ย แต่ก็ยังดีกว่าสวี่หัวหลงแบบเทียบกันไม่ติด
ในห้องเรียน สวี่หัวหลงกับหวงเทามักผลัดกันครองตำแหน่งที่โหล่เสมอ
“ทิงเสวี่ย เสื้อผ้าชุดนี้ของเธอสวยจริงๆ นะ เธอใส่แล้วเหมือนนางฟ้ามาจุติเลยล่ะ”
มือของสวี่หัวลี่ลูบไล้เสื้อผ้าของทิงเสวี่ยไปมาด้วยความชื่นชม
ปกติทิงเสวี่ยค่อนข้างรักความสะอาด ไม่ชอบให้ใครมาจับเสื้อผ้าแบบนี้
แต่เพราะคนทำคือสวี่หัวลี่ เธอจึงไม่ถือสา
“ฮ่าๆ นางฟ้าเลยเหรอ เธอเคยเห็นนางฟ้าตัวเตี้ยเท่าฉันด้วยเหรอ?”
สวี่หัวลี่แย้ง “ตอนนี้เธอเตี้ย แต่ต่อไปก็ต้องสูงขึ้นเองแหละ”
ทิงเสวี่ยยิ้มให้สวี่หัวลี่ ก่อนล้วงลูกอมเม็ดหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อยัดใส่มืออีกฝ่าย
แล้วกระซิบเสียงเบา “รีบกินซะนะ อย่าให้สวี่หัวหลงเห็นเข้าล่ะ”
สวี่หัวลี่พยักหน้าหงึกหงัก “ทิงเสวี่ย เธอใจดีกับฉันจังเลย!”
ทิงเสวี่ยตอบ “แน่นอนสิ ก็เธอเป็นเพื่อนซี้ของฉันนี่นา ฉันก็ต้องดีกับเธออยู่แล้ว”
“เพื่อนซี้คืออะไรเหรอ?” สวี่หัวลี่ถามอย่างงุนงง
ทิงเสวี่ยรีบอธิบาย “เพื่อนซี้ก็คือเพื่อนสนิท พี่น้องที่รู้ใจไงล่ะ ลี่ลี่ เธอว่าพวกเราเป็นเพื่อนซี้กันไหม?”
สวี่หัวลี่พยักหน้ารับ “อืม พวกเราเป็นเพื่อนซี้กัน เพื่อนซี้ที่ดีต่อกัน”
สวี่หัวลี่ซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะเรียนแล้วแกะลูกอมที่ทิงเสวี่ยให้ ก่อนจะรีบโยนเข้าปากอย่างรวดเร็ว
ครอบครัวของสวี่หัวลี่ฐานะไม่ค่อยดีนัก พ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวอย่างหนัก
ทั้งที่สวี่หัวลี่กับสวี่หัวหลงเป็นฝาแฝดชายหญิง แต่ความรักที่ได้รับกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ของอร่อยที่บ้านทั้งหมดตกเป็นของสวี่หัวหลง สวี่หัวลี่ทำได้เพียงรอเก็บของเหลือ
แต่ถ้าสวี่หัวหลงกินไม่เหลือ เธอก็ได้แต่มองตาปริบๆ กลืนน้ำลายลงคอเท่านั้น
เพราะความลำเอียงอย่างรุนแรงของพ่อแม่ ถึงทำให้สวี่หัวหลงอ้วนพีราวกับหมู ส่วนสวี่หัวลี่กลับผอมแห้งเหมือนลิง
ทิงเสวี่ยจำได้ว่าชาติก่อนตอนเธออายุสามสิบปีและได้กลับมาที่นี่ เคยถามไถ่ถึงความเป็นไปของสวี่หัวลี่
ชีวิตในชาติก่อนของสวี่หัวลี่ เปรียบเสมือนบันไดให้พี่ชายไม่เอาถ่านอย่างสวี่หัวหลงเหยียบย่ำขึ้นไป
พอจบมัธยมต้น สวี่หัวลี่สอบเข้าโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของอำเภอได้
ส่วนสวี่หัวหลงสอบได้คะแนนย่ำแย่ อย่าว่าแต่โรงเรียนมัธยมปลายเลย แม้แต่โรงเรียนอาชีวะก็ยังไม่อยากจะรับ
เพื่อให้ลูกชายสุดที่รักได้เรียนต่อมัธยมปลาย
พ่อแม่ตระกูลสวี่จึงวิ่งเต้นหาโรงเรียนมัธยมเอกชนแห่งหนึ่ง
แล้วยัดเยียดให้สวี่หัวลี่ที่เรียนเก่งเข้าไปเรียนด้วยกัน
การทำเช่นนั้นช่วยลดค่าเล่าเรียนลงได้ส่วนหนึ่ง เพราะผลการเรียนของสวี่หัวลี่ดีมาก
สำหรับโรงเรียนเอกชนแล้ว การมีนักเรียนเก่งๆ เช่นนี้ก็เท่ากับมีป้ายโฆษณาเดินได้นั่นเอง
ใครว่าโรงเรียนเอกชนที่ใช้เงินเข้าจะมีแต่นักเรียนหางแถว
ดูสิว่าที่นี่ก็มีเทพวิชาการที่เก่งกาจทัดเทียมกับโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำเหมือนกัน
ที่โรงเรียนเอกชนแห่งนั้น สวี่หัวลี่ยังคงเรียนดีเหมือนเดิม จนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนสูงถึงหกร้อยยี่สิบห้าคะแนน
ส่วนสวี่หัวหลงก็ยังคงคอนเซปต์เดิม สอบได้เพียงสามร้อยสิบสองคะแนน
อย่าว่าแต่ปริญญาตรีเลย คะแนนแค่นี้แม้แต่อนุปริญญาก็ยังยากจะรับไหว
พ่อแม่ตระกูลสวี่จำใจส่งเสียสวี่หัวลี่เรียนต่อมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ส่วนสวี่หัวหลงก็ไปเรียนมหาวิทยาลัยห้องแถวที่ใช้เงินยัดเข้าได้
หลังเรียนจบ สวี่หัวหลงก็เกาะพ่อแม่กินอยู่ที่บ้าน เปลี่ยนงานปีละเป็นสิบหน
ส่วนสวี่หัวลี่ทำงานที่เมืองเอกของมณฑล และกลายเป็นตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ของครอบครัว
สวี่หัวลี่กลายเป็น "น้องสาวผู้เสียสละเพื่อพี่ชาย" อย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้งที่เงินเดือนเธอไม่น้อย แต่กลับต้องสวมเสื้อผ้าแบกะดิน ใช้เครื่องสำอางราคาถูกที่สุด
และเช่าห้องอยู่รวมกับเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคน
เงินที่ประหยัดได้ทั้งหมดถูกส่งกลับบ้านไปเลี้ยงดูพ่อแม่และพี่ชายที่ไม่เอาถ่าน
และเพราะถูกครอบครัวเช่นนี้ฉุดรั้งไว้ แม้เธอจะหน้าตาดีและการงานมั่นคง
แต่สุดท้ายก็กลายเป็นสาวเทื้อวัยสามสิบปีที่ยังไม่ได้แต่งงาน