หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็วและเงียบสงบ
สำหรับนักศึกษาใหม่ส่วนใหญ่ นี่คือสัปดาห์แห่งการปรับตัว, การสร้างความสัมพันธ์, และการสำรวจสถานศึกษาอันกว้างใหญ่ แต่สำหรับหลินเย่แล้ว มันคือสัปดาห์แห่งการทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรอย่างไม่หยุดหย่อน
ทุกๆ วัน เขาจะใช้เวลา่เช้าไปกับการศึกษาตำราต่างๆ ในหอคัมภีร์หมื่นิญญา ไม่ใช่เพียงตำราพื้นฐานอีกต่อไป แต่เป็ตำราขั้นสูงที่เกี่ยวกับชีววิทยาของอสูร, ทฤษฎีการหลอมรวมธาตุ, และบันทึกการเดินทางของเหล่าผู้อัญเชิญในอดีต ความรู้จากชาติก่อนทำให้เขามีพื้นฐานในการ
ทำความเข้าใจเื่ที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความสามารถในการ "มองเห็นิญญา" ทำให้เขาสามารถตรวจสอบทฤษฎีต่างๆ กับความเป็จริงในระดับที่ลึกซึ้งกว่าได้
ส่วนใน่บ่ายและกลางคืน เขาจะขังตัวเองอยู่ในห้องพักที่หอทิศใต้ และใช้หินิญญาที่ได้รับมาทั้งหมดเพื่อฟื้นฟูิญญาของเสี่ยวหลิวอย่างต่อเนื่อง
ความพยายามของเขาไม่ได้สูญเปล่าเลย
เช้าวันนี้ ขณะที่เขากำลังเตรียมตัวเพื่อไปเข้าชั้นบรรยายครั้งแรก เขาก็หยิบลูกแก้วิญญาของเสี่ยวหลิวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ แสงสีเขียวภายในลูกแก้วสว่างขึ้นกว่าสัปดาห์ก่อนอย่างเห็นได้ชัด และหน่ออ่อนเล็กๆ ที่เคยมีขนาดเท่าปลายเข็ม บัดนี้ได้เติบโตขึ้นจนมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวและแตกใบเล็กๆ ออกมาสองใบ มันอาจจะยังดูน่าสมเพชในสายตาของคนอื่น แต่สำหรับหลินเย่แล้ว นี่คือปาฏิหาริย์แห่งชีวิตที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือของตนเอง
"อีกไม่นานเ้าก็จะแข็งแรงพอที่จะออกมาสู่โลกภายนอกได้แล้วนะ เสี่ยวหลิว" เขากระซิบเบาๆ
ลูกแก้วิญญาสั่นไหวอย่างร่าเริง ราวกับกำลังรอคอยวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ
วันนี้คือวันเริ่มต้นการเรียนการสอนอย่างเป็ทางการวันแรก นักศึกษาใหม่ทุกคนต้องเข้าร่วมการบรรยายรวมในหัวข้อ "พื้นฐานจรรยาบรรณและวิถีแห่งผู้อัญเชิญ" ที่หอประชุมใหญ่
หลินเย่สวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มของสถานศึกษาเป็ครั้งแรก แม้จะเป็เพียงชุดธรรมดา แต่มันก็ทำให้เขาดูกลมกลืนกับคนอื่นๆ มากขึ้น เขาเก็บเสี่ยวหลิวไว้ในกระเป๋าผ้าเล็กๆ ที่ผูกไว้กับเข็มขัด ก่อนจะเดินออกจากหอพักทิศใต้ที่เงียบสงบ มุ่งหน้าไปยังเขตการศึกษาที่อยู่ใจกลางของสถานศึกษา
บรรยากาศระหว่างทางช่างแตกต่างจากที่พักของเขาโดยสิ้นเชิง เหล่านักศึกษาเดินกันขวักไขว่ พลังิญญาที่เปี่ยมด้วยความเยาว์วัยและกระตือรือร้นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ บางคนกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสเกี่ยวกับอสูรตัวใหม่ที่เพิ่งได้มา บางคนกำลังวิ่งไล่หยอกล้อกับคู่หูของตนเอง เป็ภาพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อมาถึงหอประชุมใหญ่ เขาก็พบว่ามันใหญ่โตและโอ่อ่ากว่าที่จินตนาการไว้มาก ภายในสามารถจุนักศึกษาได้นับพันคนอย่างสบายๆ ที่นั่งถูกจัดเรียงเป็ขั้นบันไดลดหลั่นกันลงไปหาแท่นบรรยายที่อยู่เบื้องล่าง
เช่นเดียวกับทุกที่ในสถานศึกษาแห่งนี้ การแบ่งชนชั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการเลือกที่นั่ง
กลุ่มของจินฮุยและเหล่าทายาทตระกูลดังนั่งอยู่แถวหน้าสุด พวกเขาจับจองที่นั่งที่ดีที่สุดซึ่งสามารถมองเห็นและได้ยินอาจารย์ผู้บรรยายได้อย่างชัดเจน ถัดมาคือกลุ่มนักศึกษาจากตระกูลสาขาและผู้ที่มีคะแนนในระดับสูง พวกเขานั่งรวมกันเป็กลุ่มก้อน ส่งเสียงพูดคุยกันอย่างมั่นใจ
และที่แถวหลังสุด... คือที่นั่งของเหล่านักศึกษาที่มาจากสามัญชนหรือผู้ที่มีคะแนนรั้งท้าย พวกเขานั่งกันอย่างเงียบๆ และพยายามไม่ทำตัวให้เป็จุดสนใจ
หลินเย่เดินไปยังที่นั่งว่างแถวหลังสุดอย่างไม่ใส่ใจ เขาชอบความสงบที่นี่มากกว่า และมันก็ทำให้เขาสามารถสังเกตการณ์ทุกอย่างได้โดยไม่มีใครสังเกต
"หลินเย่! ทางนี้!" เสียงของหวังปังดังขึ้น เขาโบกมือหยอยๆ ให้เพื่อนใหม่จากที่นั่งซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก หลินเย่จึงเดินไปนั่งข้างๆ
"เป็ไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน" หวังปังทักทายอย่างเป็มิตร "ข้ายุ่งอยู่กับการทำความคุ้นเคยกับเ้า 'เต่ากระดองวารี' ของข้าน่ะ มันกินจุชะมัดเลย!"
"ก็เรื่อยๆ" หลินเย่ตอบเรียบๆ
ไม่นานนัก อาจารย์ผู้บรรยายก็เดินขึ้นมาบนแท่น เขาเป็ชายชราท่าทางใจดี ผมและเคราเป็สีขาวโพลน สวมชุดคลุมสีเทาเรียบง่าย เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ อาจารย์จ้าว และเป็ผู้รับผิดชอบการสอนวิชาพื้นฐานทั้งหมด
"ยินดีต้อนรับนักศึกษาใหม่ทุกคนสู่สถานศึกษาิญญาเทวะ" อาจารย์จ้าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม "วันนี้ เราจะมาพูดถึงหัวใจที่สำคัญที่สุดของการเป็ผู้อัญเชิญ... นั่นคือ พันธสัญญาิญญา"
เขาเริ่มบรรยายถึงทฤษฎีพื้นฐาน ประเภทของพันธสัญญา และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จ มันเป็เนื้อหาที่หลินเย่ได้อ่านจากตำรามาจนขึ้นใจแล้ว แต่เขาก็ยังคงตั้งใจฟังอย่างสงบ เพื่อดูว่าจะมีมุมมองใดที่แตกต่างออกไปหรือไม่
"เอาล่ะ..." หลังจากบรรยายไปได้เกือบหนึ่งชั่วยาม อาจารย์จ้าวก็หยุดลงและกวาดสายตามองไปทั่วห้องประชุม "ใครพอจะบอกข้าได้บ้างว่า... ปัจจัยที่สำคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในการสร้างพันธสัญญาที่แข็งแกร่งและยั่งยืนคืออะไร?"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมไปชั่วขณะ ก่อนที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากกลุ่มของจินฮุยจะลุกขึ้นยืนตอบอย่างมั่นใจ "คือระดับพลังิญญาของผู้เชิญและระดับศักยภาพของอสูรขอรับ! ยิ่งผู้เชิญแข็งแกร่งและอสูรมีศักยภาพสูงเท่าไหร่ พันธสัญญาก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น!"
เป็คำตอบที่ถูกต้องตามตำราทุกประการ นักศึกษาหลายคนพยักหน้าเห็นด้วย
อาจารย์จ้าวยิ้มและกำลังจะกล่าวชม แต่แล้วสายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหลังสุด... เด็กหนุ่มที่ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือคัดค้าน แต่กลับมีแววตาที่ครุ่นคิดราวกับกำลังมองไปยังสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"เ้าล่ะ... เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้น" อาจารย์จ้าวชี้มาที่หลินเย่ "เ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?"
ทุกสายตาในห้องประชุมหันมามองที่หลินเย่เป็จุดเดียว เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้น
"นั่นมัน... เ้าคนที่ได้คะแนนภาคปฏิบัติ 15 คะแนนไม่ใช่รึ?" "อาจารย์จ้าวจะถามอะไรกับคนแบบนั้นกันนะ"
หลินเย่ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่หลากหลาย ทั้งดูถูก, สงสัย, และอยากรู้อยากเห็น
เขาประสานสายตากับอาจารย์จ้าวโดยไม่หลบเลี่ยง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจนและสงบนิ่ง "สำหรับข้าแล้ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ครับ"
คำตอบของเขาทำให้ทั้งห้องเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะจะดังขึ้นจากกลุ่มของจินฮุย
"ความไว้วางใจ? ฮ่าๆๆ นี่มันสถานศึกษาผู้อัญเชิญนะ ไม่ใช่โรงละครสำหรับเด็กเล่นขายของ!" "ช่างเป็คำตอบที่โลกสวยและไร้เดียงสาเสียจริง!"
อาจารย์จ้าวขมวดคิ้วเล็กน้อย "น่าสนใจ... อธิบายเหตุผลของเ้ามาสิ"
"พลังิญญาและศักยภาพเป็เพียงตัวเลขที่วัดได้จากภายนอก" หลินเย่เริ่มอธิบาย "มันคือรากฐาน แต่ไม่ใช่หัวใจ ผู้อัญเชิญที่แข็งแกร่งอาจบังคับอสูรที่ทรงพลังให้ยอมจำนนได้ด้วยอำนาจ แต่นั่นไม่ใช่พันธสัญญาที่ยั่งยืน มันเป็เพียงโซ่ตรวนที่รอวันพังทลาย"
"แต่หากมี 'ความไว้วางใจ' เป็พื้นฐาน... อสูรจะยอมเปิดเผยแก่นแท้ของิญญาให้แก่ผู้เชิญ และผู้เชิญก็จะยอมแบ่งปันพลังชีวิตของตนเองให้แก่อสูรอย่างไม่ลังเล ความผูกพันนี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของ 'ศักยภาพ' ที่ถูกกำหนดไว้ได้ มันสามารถปลุกพลังที่ซ่อนเร้นซึ่งไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลข และทำให้ผู้ที่อ่อนแอสามารถเอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้... นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อครับ"
ทุกคำพูดของเขาไม่ได้มาจากตำรา แต่มาจากประสบการณ์ตรงที่เขาได้ััจากการฟื้นฟูิญญาของเสี่ยวหลิว
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็ความเงียบที่แตกต่างออกไป ไม่มีเสียงหัวเราะเยาะอีกต่อไป มีเพียงความงุนงงและความประหลาดใจ
หวังปังอ้าปากค้าง มองเพื่อนของตนเองราวกับเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก
อาจารย์จ้าวยืนนิ่งไปนาน ดวงตาของเขาจ้องมองหลินเย่อย่างพินิจพิเคราะห์ "เป็... ความคิดที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง" เขากล่าวในที่สุด "แม้จะดูเป็อุดมคติไปบ้างในโลกแห่งความเป็จริงที่อำนาจคือทุกสิ่ง... แต่มันก็ไม่ใช่คำตอบที่ผิด... นั่งลงเถอะ"
หลินเย่นั่งลงอย่างเงียบๆ ไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของคนรอบข้างอีก
การบรรยายดำเนินต่อไป แต่ไม่มีใครสนใจเนื้อหาอีกแล้ว ทุกคนต่างลอบมองมาที่เด็กหนุ่มลึกลับที่นั่งอยู่แถวหลังเป็ระยะๆ
และบนยอดเจดีย์ที่ห่างไกลออกไป ผู้าุโเฝิงกำลังมองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านกระจกวารีบานหนึ่ง เขาลูบเคราสีขาวของตนเองเบาๆ พลางหัวเราะออกมาในลำคอ
"ความไว้วางใจรึ... ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็คำตอบที่ไม่ได้ยินมานานหลายสิบปีแล้ว... เด็กคนนี้น่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีกจริงๆ"
วันแรกของการเรียนได้จบลงแล้ว แต่เื่ราวของ "หลินเย่" นักศึกษาอันดับสุดท้ายผู้มีมุมมองที่แตกต่าง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในความทรงจำของทุกคนในสถานศึกษาแห่งนี้