35.....
“คุณจะขอลูกเจ้าดุ๊กดี๊กไปเลี้ยงทั้งหมดเลยหรือครับ”
สิปปกรถามปัญจพลด้วยสีหน้าไม่สบายใจทั้งสองนัดพูดคุยกันที่ร้านกาแฟแถวที่ทำงานของปัญจพล โดยมีไปรยากับลิลลี่ร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย
“ใช่ครับ..เจ้าดุ๊กดิ๊กคลอดมากี่ตัวผมยินดีเลี้ยงทุกตัวแต่ถ้าคุณดรีมเธอจะแบ่งเอาไว้เลี้ยงเองผมก็ขอสักครึ่งก็ได้ครับ”
“ผมไม่แน่ใจว่าดรีมจะยอมให้ลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กกับคุณหรือเปล่านะครับ”
สิปปกรบอกตามตรง
“ผมจะเจรจากับคุณดรีมเองครับถ้าเธอรู้ว่าเจ้าดุ๊กดิ๊กท้องกับหมาในบ้านของผม เธอจะต้องยินยอมมอบลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กให้ผมแน่นอน”
ปัญจพลบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแสดงความมั่นใจ
“ฉันไม่น่าบอกคุณเรื่องเจ้าดุ๊กดิ๊กท้องเลยจริงๆ”
ลิลลี่บ่นพึมพำนึกโทษตัวเองที่พลั้งปากบอกปัญจพลไปทั้งที่เธอกับไปรยาและสิปปกรเพียงแค่แสดงความเห็นกันเท่านั้นเองถึงความเป็นไปได้เรื่องที่สุนัขในบ้านของปัญจพลอาจจะทำให้เจ้าดุ๊กดิ๊กท้อง เธอก็คิดเพียงว่าปัญจพลน่าจะรับรู้เอาไว้ก็เท่านั้นเองไม่คิดว่าเขาจะอยากได้ลูกสุนัขไปเลี้ยงเสียเองแบบนี้ จนต้องโทรไปหาไปรยาแล้วก็นัดสิปปกรให้ออกมาคุยเรื่องนี้กันแล้วเขาก็ลากลิลลี่เข้ามาร่วมฟังด้วย
“ถึงคุณไม่บอก คุณไปรยาก็ต้องบอกผมอยู่ดีจริงไหมครับคุณยา”
ปัญจพลหันไปยิ้มกับไปรยาแต่ไปรยาเพียงแค่อมยิ้มเพราะรู้ว่าปัญจพลถามเพื่อจะแกล้งลิลลี่มากกว่าอย่างอื่น
“ใช่สินะ ลืมไปว่าคุณกับเพื่อนฉันโทรติดต่อหากันทุกวันอยู่แล้วนี่”
ลิลลี่กำลังคิดว่าจะหมั่นไส้ใครมากกว่ากันระหว่างปัญจพลกับเพื่อนรัก
“ความจริงผมก็แค่ตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเองครับว่าดุ๊กดิ๊กจะท้องกับสุนัขในบ้านคุณแต่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้”
สิปปกรบอกด้วยความไม่แน่ใจนัก
“แต่ผมมั่นใจครับ..”
ปัญจพลตอบเสียงหนักแน่นลิลลี่เผลอมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ
“คุณมั่นใจได้ไง..หรือว่าฝีมือคุณนี่เองที่จับเจ้าดุ๊กดิ๊กให้หมาในบ้านคุณรุมข่มขืนมัน”
ลิลลี่อดที่จะคาดการณ์ไม่ได้
“พูดอะไรน่าเกลียดน่ะยัยลิลลี่”
ไปรยาสะกิดแขนเพื่อนสีหน้าอาย ๆ
“คุณลิลลี่นี่พูดจาได้ชัดเจนเห็นภาพดีครับ..ผมชอบ”
ปัญพลพูดเหมือนชมแต่ลิลลี่รู้ว่าเขาพูดประชดเต็ม ๆ
“ก็คุณบอกฉันเองว่าอยากจะได้ลูกหมาไปเลี้ยงมันก็มีโอกาสเป็นไปได้นี่ ที่คุณจะจับมันผสมพันธุ์กัน” ลิลลี่ให้เหตุผล
“ถ้าผมจะทำแบบนั้นผมก็คงไม่ต้องอาศัยเจ้าดุ๊กดิ๊กหรอกครับเพราะสุนัขที่บ้านผมมีทั้งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์อยู่แล้ว”
“มีอยู่แล้วคุณก็จับผสมพันธุ์เองสิไปแย่งลูกหมาของเพื่อนฉันทำไม”
ลิลลี่มองค้อนเขา
“แล้วคุณมาบอกผมทำไมล่ะครับว่าเจ้าดุ๊กดิ๊กท้อง..ผมก็คิดว่าที่คุณบอกเพราะอยากให้ผมรับผิดชอบเอาลูกมันไปเลี้ยงน่ะสิครับ ซึ่งผมก็เต็มใจที่จะรับเลี้ยงอยู่แล้ว”
ปัญจพลบอกความต้องการของเขา
“เมื่อกี้คุณพี.เจบอกว่ามั่นใจเพราะอะไรหรือครับ”
สิปปกรเห็นว่าเพื่อนสาวจะทำให้บรรยากาศเสียจึงรีบถามขึ้นแทรก
“ผมได้สอบถามเด็กที่บ้านดูน่ะครับเขาบอกว่าเคยเห็นเจ้าทองเอกหมาตัวผู้ของผมมันผสมพันธุ์กับเจ้าดุ๊กดิ๊กครับเวลาและช่วงจังหวะการท้องของดุ๊กดิ๊กก็โป๊ะเช๊ะผมจึงมั่นใจว่าเป็นฝีมือของเจ้าทองเอกนี่แหละครับที่ทำให้ดุ๊กดิ๊กท้อง”
“เฮ้อ..ค่อยสบายใจหน่อยในที่สุดดุ๊กดิ๊กก็ท้องมีพ่อ”
ไปรยาพูดเสียงขบขัน
“ดรีมคงจะดีใจที่รู้ที่มาที่ไปการท้องของดุ๊กดิ๊ก”
สีหน้าของสิปปกรดูมีความสุขเมื่อพูดถึงนัฏนรี ลิลลี่แอบชำเลืองมองสิปปกรด้วยสีหน้าเศร้า ๆและท่าทางของลิลลี่ ก็อยู่ในความสังเกตของปัญจพลเช่นกันปัญจพลพอจะดูออกว่าลิลลี่แอบชอบเพื่อนชายอยู่
“คือดรีมเขาอยากรู้มากค่ะก็จะคอยถามปอนด์ตลอดเวลาปอนด์ก็เลยมาปรึกษายากับลิลลี่น่ะค่ะ”ไปรยาพูดเสริม
“ถ้าอย่างนั้นผมจะขอไปพบคุณดรีมเพื่อคุยเรื่องนี้กับเธอได้ไหมครับ” ปัญจพลเอ่ยขึ้น
“ไม่ได้นะ!”
เสียงทั้งสามคนพูดขึ้นมาเกือบพร้อมกันปัญจพลหัวเราะเบา ๆ ด้วยความแปลกใจ
“คือ..อย่างที่ผมเคยบอกคุณพี.เจ.ไปแล้วน่ะครับว่าเราปิดบังเรื่องดุ๊กดิ๊กเอาไว้ตั้งแต่แรก ถ้าจู่ ๆคุณเข้าไปพูดคุยแล้วเกิดดรีมถามคุณขึ้นมาว่าดุ๊กดี๊กไปเกี่ยวข้องอะไรกับคุณ คราวนี้ความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไปดรีมต้องเสียความรู้สึกกับผมแล้วก็เพื่อน ๆ ทุกคนด้วย”
“ผมว่าที่พวกคุณปิดบังคุณดรีมก็เพราะหวังดีไม่อยากให้ทุกข์ใจไม่ใช่หรือครับ แต่ตอนนี้เธอก็คงจะทำใจเรื่องแฟนที่เสียไปได้แล้วและเธอก็ได้ดุ๊กดิ๊กกลับคืนแล้ว คงไม่โกรธเคืองพวกคุณหรอกผมจะพูดให้เธอเข้าใจเอง”
ปัญจพลพูดให้ทุกคนฟัง
ทั้งสามคนต่างก็มองหน้ากันเป็นเชิงปรึกษาสิปปกรนั้นมีใจโน้มเอียงไปกับคำพูดของปัญจพลไม่น้อยเพราะเขาเคยคิดที่อยากจะสารภาพเรื่องนี้กับนัฏนรีอยู่เหมือนกันหากได้ปัญจพลมาช่วยพูดให้ก็น่าจะดี
นัฏนรีรู้สึกแปลกใจที่เห็นเพื่อนทั้งสามพาผู้ชายแปลกหน้าที่ดูดีมาหาที่บ้านคนที่แนะนำคือลิลลี่ ที่บอกว่า ปัญจพล เป็นเจ้าของบริษัทรถเช่าที่เธอทำงานอยู่จากนั้นปัญจพลก็รีบแนะนำตัวเองต่อพร้อมกับบอกที่มาที่ไปในการที่มาหานัฏนรีในวันนี้ เขาเล่าตั้งแต่วันที่ได้พาเจ้าดุ๊กดิ๊กไปเลี้ยงดูไว้ที่บ้านเป็นอย่างดีจนกระทั่งพบประกาศตามหามันจึงได้ติดต่อไป
ลิลลี่ รู้สึกทึ่งกับคำพูดของปัญจพลที่เขามีศิลปะในการพูดให้นัฏนรีเข้าใจเพื่อนทุกคนที่จำเป็นต้องปิดบังเรื่องดุ๊กดิ๊กหายออกไปจากบ้านคุณยายกันยามาศ รวมทั้งพูดถึงเจ้าทองเอกที่เป็นสาเหตุทำให้เจ้าดุ๊กดิ๊กตั้งท้องด้วย นอกจากนัฏนรีจะเข้าใจทุกคนแล้วเธอก็ยังดีใจอย่างมากที่ได้รู้ว่าเจ้าทองเอก เป็นพ่อของลูกในท้องดุ๊กดิ๊กที่กำลังจะลืมตามาดูโลกในอีกไม่นานนี้ดังนั้นเมื่อปัญจพลเอ่ยปากขอลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กไปเลี้ยงนัฏนรีจึงยินดีที่จะแบ่งลูกของมันให้ครึ่งหนึ่ง
“ดรีมขอดูหน้าเจ้าทองเอกบ้างได้ไหมคะ”
นัฏนรีถามปัญจพลด้วยความตื่นเต้น
“ได้สิครับ..เอาไว้วันเสาร์หน้าผมจะเอามันมาให้ดูก็ดีเหมือนกันนะครับเจ้าทองเอกมันจะได้อยู่ใกล้ชิดลูกเมียมัน”
“หมาที่ไหนจะอยากอยู่ใกล้ลูกเมียได้ยินแต่หมาแม่ลูกอ่อนหวงลูกแต่ไม่เคยได้ยินหมาห่วงเมียอยากอยู่ใกล้”
ลิลลี่อดแย้งคู่อริทางความคิดไม่ได้
“ก็หมาบ้านผมนี่ไงล่ะ ผมจะทำให้เป็นหมาตัวอย่างของหมาที่ดีไงครับ”
เขาตอบเสียงขบขันพลอยทำให้ทุกคนหัวเราะไปด้วยยกเว้นลิลลี่ ที่เบ้ปากค้อนปัญจพลอย่างหมั่นไส้
“ขอบคุณมากนะคะคุณพีเจ.ที่ช่วยดูแลเจ้าดุ๊กดิ๊กเป็นอย่างดีฉันสัญญาว่าจะดูแลมันอย่างดีเพื่อที่มันจะได้คลอดลูกออกมาน่ารัก ๆ แบ่งให้คุณไปเลี้ยงด้วยไงคะ”
นัฏนรีบอกกับปัญจพล
“ขอบคุณเช่นกันครับตัวผมเองก็ชอบเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วตอนนี้ที่บ้านก็มีอยู่แปดตัวถ้าได้ลูกเจ้าดุ๊กดิ๊กไปเพิ่มอีกสักสิบตัวก็น่าจะพอ”
“ไม่ตั้งเป็นฟาร์มหมาซะเลยล่ะ” ลิลลี่แกล้งพูดประชด
“คิดอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นความฝันของพ่อกับแม่ผมพวกท่านชอบเลี้ยงสุนัขมาก พ่อกับแม่ผมเสียพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุทางเรือที่ผมเลี้ยงสุนัขหลายตัวก็เพื่อจะได้ทำตามที่ท่านเคยชอบน่ะครับทำให้ผมหายคิดถึงพวกท่านได้เหมือนกัน”
ทุกคนนิ่งเงียบกับคำพูดของเขาแม้แต่ลิลลี่ก็ยังไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาแต่กลับรู้สึกเห็นใจเขาขึ้นมานิดหนึ่ง
นัฏนรีขอเลี้ยงอาหารกลางวันทุกคนด้วยก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสเด็ดฝีมือป้าสมใจ ปัญจพล ขอเล่นกับเจ้าดุ๊กดิ๊กก่อนจะถูกเรียกตัวไปร่วมร้องเพลงที่ห้องคาราโอเกะแบบส่วนตัวปัญจพลสามารถสร้างความสนิทสนมเข้ากับทุกคนได้ภายในเวลาไม่นานนัก แม้เขาจะมีอายุมากกว่าคนอื่นห้าปีแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคกับความเป็นเพื่อน