ตอนที่ 17: สวนเกษตรกลายพันธุ์
แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลอดแนวป่ายางพาราสีทองสลับส้มอมแดง ทาบทับแนวป้อมรั้วไม้ไผ่ที่เปียกชื้นคราบน้ำฝนโลหิตจางๆ ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงทึมเทาไปด้วยกลุ่มเมฆหมอกควันสีเลือด ทว่าบรรยากาศความเงียบงันภายในบ้านสวนปู่ช้วนกลับทวีความตึงเครียดขึ้นมาทันควันตั้งแต่ชานนท์พบรอยเท้าแปลกปลอมที่เหยียบย่ำบนดินโคลนหน้าค่าย
นนท์ กิ๊ฟ และหมอแพร ต่างกระชับอาวุธในมือแน่นหนา ชายหนุ่มถือปืนลูกซองยาวประทับบ่าเตรียมพร้อมลั่นไก กิ๊ฟกำท่อนเหล็กกลมหนาในมือแน่นพร้อมเปิดใช้งานบาเรียเกราะเทวะระดับสองหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ส่วนหมอแพรเหน็บปืนพกสั้นไว้ที่เอวเดินตามหลังคอยคุมเชิงประสานงานกันอย่างระมัดระวัง ทั้งสามค่อยๆ ก้าวเดินสืบฝีเท้าอย่างเงียบเชียบ ลอบเร้นผ่านมุมกำแพงบ้านปูนเก่าลัดเลาะเข้าไปสำรวจในอาคารและแนวโรงเก็บของเก่าด้านหลังค่ายเพื่อสืบหาต้นตอรอยเท้าแปลกปลอมเหล่านั้น
*แกร๊ก...*
เสียงเศษไม้แห้งหักเบาๆ ดังขึ้นจากภายในโรงเก็บเครื่องมือเกษตรและตู้เชื่อมเก่า นนท์หันกระบอกปืนไปทางต้นเสียงทันที แววตาคมกริบจ้องเขม็ง ก่อนจะค่อยๆ ผลักบานประตูสังกะสีเก่าออกช้าๆ
ภายในเงามืดของโรงเก็บของ ปรากฏร่างของชาวบ้านลี้ภัย 3 คน พ่อ แม่ และลูกสาววัยรุ่น เนื้อตัวของพวกเขามอมแมมไปด้วยคราบเขม่าดินและโคลนเปียกชื้น กำลังนั่งคู้ตัวเบียดกันแน่นอยู่ข้างตู้ไม้เก่า ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นปากกระบอกปืนลูกซองของนนท์ชี้เข้ามา
"อย่า... อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะครับ! พวกเราไม่ใช่ซอมบี้... พวกเราแค่หนีตายมาจากหมู่บ้านข้างล่าง!" ชายที่เป็นพ่อรีบยกสองมือขึ้นเหนือหัวสั่นเครือ ร้องขอชีวิตเสียงละล่ำละลัก พยายามโอบกอดปกป้องเมียและลูกสาววัยรุ่นข้างกาย
นนท์ไม่ได้ผลีผลาม ชายหนุ่มเปิดการใช้งานทักษะใหม่ทันที **"เนตรวิเคราะห์ระดับยีนส์"** รูม่านตาของนนท์เรืองแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ สแกนร่างของชาวบ้านทั้งสามคนอย่างละเอียดถี่ถ้วนในไม่กี่วินาที ข้อมูลสเตตัสและการตรวจเชื้อโรคพ่วงรหัสพันธุกรรมลอยขึ้นฉายตรงหน้าเขา:
---
*ผลการสแกนเนตรวิเคราะห์ระดับยีนส์:*
*1. เป้าหมาย: นายสมเกียรติ (พ่อ - อายุ 45 ปี)*
- อาชีพเดิม: ช่างก่อสร้างและเกษตรกรประจำตำบล
- สถานะร่างกาย: อ่อนล้าสะสม / มีแผลถลอกฟกช้ำที่หน้าแข้งขวา (ไม่ใช่รอยกัดซอมบี้)
- สถานะการติดเชื้อไวรัสหมอกโลหิต: 0% (ปลอดเชื้อ 100%)
- เจตนาแอบแฝง: หวาดกลัว / สัญชาตญาณปกป้องครอบครัวสูงสุด (ไม่มีเจตนาปองร้าย)
*2. เป้าหมาย: นางสุภาพร (แม่ - อายุ 42 ปี)*
- อาชีพเดิม: แม่บ้านและคนสวนทั่วไป
- สถานะร่างกาย: อ่อนเพลีย / ขาดน้ำปานกลาง
- สถานะการติดเชื้อไวรัสหมอกโลหิต: 0% (ปลอดเชื้อ 100%)
- เจตนาแอบแฝง: หวาดกลัวระคนวิตก
*3. เป้าหมาย: เด็กหญิงหวาน (ลูกสาว - อายุ 16 ปี)*
- สถานะร่างกาย: ปกติ / ตื่นตระหนกในระดับสูง
- สถานะการติดเชื้อไวรัสหมอกโลหิต: 0% (ปลอดเชื้อ 100%)
- เจตนาแอบแฝง: หวาดกลัวขวัญผวา
---
ระบบสีฟ้าฉายผลการวิเคราะห์เจตนาและเชื้อไวรัสอย่างชัดแจ้ง นนท์ค่อยๆ ลดปากกระบอกปืนลูกซองลงพลางผ่อนลมหายใจยาว ชายหนุ่มสบตาผู้เป็นพ่อแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าแฝงความอบอุ่น: "พวกคุณปลอดภัยแล้วครับ ที่นี่เป็นค่ายบ้านสวนของผม ผมชื่อนนท์ ส่วนนี่กิ๊ฟและหมอแพร... ถ้าพวกคุณไม่ได้ติดเชื้อและไม่คิดร้าย ผมตกลงให้อาศัยอยู่ร่วมค่ายนี้ได้ชั่วคราวครับ แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือพวกคุณต้องช่วยพวกเราทำไร่เกษตร ปลูกผัก และช่วยตัดไม้ไผ่ทำกับดักเสริมป้อมค่ายด้านนอกเพื่อความปลอดภัยร่วมกัน ตกลงไหมครับ?"
นายสมเกียรติเมื่อได้ยินดังนั้นก็น้ำตาไหลพรูด้วยความโล่งอก รีบกราบไหว้ขอบคุณนนท์ไม่หยุดปาก ยินยอมน้อมรับข้อเสนอทุกประการอย่างกระตือรือร้นเพื่อแลกกับความปลอดภัยของครอบครัวในยุคสิ้นโลก ชายวัยกลางคนรีบบอกข้อมูลเพิ่มเติมว่าค่ายลี้ภัยในชุมชนอำเภอเบื้องล่างพังทลายลงแล้วเนื่องจากมีซอมบี้กลายพันธุ์และพวกแก๊งคนพาลบุกเข้าปล้นสะดมทำลายจนย่อยยับ พวกตนจึงต้องก้าวเท้าวิ่งหนีตายซอกซอนเข้าป่ามาจนเจอที่นี่
...
หลังจากชาวบ้านทั้งสามได้รับการช่วยเหลือและชำระล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาด หมอแพรริเริ่มจัดแจงแบ่งพื้นที่ใช้สอยในบ้านสวนปู่ช้วน โดยนำตู้ยาสมุนไพรเก่าที่เธอพกมาและเตียงพับเหล็กเก่าที่มีในบ้านมาตั้งจุดรักษาพยาบาลย่อยๆ พร้อมคัดแยกตัวยาสมุนไพรท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกัน ชานนท์เริ่มมองการณ์ไกลในฐานะหัวหน้าค่าย ค่ายป้อมปราการแห่งนี้ปัจจุบันมีผู้อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นรวมเป็น 6 ชีวิตแล้ว ข้าวสารและอาหารแห้งสำเร็จรูปที่ตุนมาจากร้านค้าส่งคงอยู่ได้ไม่นาน หากไม่เริ่มปฏิวัติกลไกการผลิตอาหารภายในค่ายอย่างจริงจัง
นนท์หันไปสบตากับหมอแพร ผู้มีสายเลือดพิเศษ **"สายเลือดแห่งดวงจิตธรรมชาติ (Nature Soul Bloodline)"** ที่สอดประสานพันธะร่วมสัญญารักเมื่อคืนสำเร็จ
"หมอแพรครับ พลังมานาธรรมชาติของหมออาจจะช่วยเราเรื่องอาหารได้... ลองนำน้ำบาดาลมาผสมกับไอออร่าพลังพิเศษ 'แสงชำระล้าง' ของหมอ แล้วนำไปรดที่แปลงผักสวนครัวหลังบ้านสวนดูไหมครับ?" นนท์เสนอไอเดียล้ำยุคระบบช่วยเหลือ
หมอแพรเบิกตากว้างฉงนใจเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ: "ได้ค่ะนนท์ แพรจะลองดูนะคะ พลังดวงจิตธรรมชาติในตัวแพรน่าจะส่งผลต่อพืชพันธุ์ได้ดีเหมือนกัน"
หมอแพรเทน้ำบาดาลลงในถังรดน้ำเก่า ก่อนจะยื่นฝ่ามือเรียวบางทั้งสองข้างเหนือผิวน้ำ สมาธิแน่วแน่ปลดปล่อยไอออร่าแสงสีเขียวมรกตผสมประกายสีทองอ่อนโยนลงสู่ถังน้ำจนผิวน้ำบาดาลส่องประกายพราวยิบระยับ ชุ่มชื้นไปด้วยพลังธรรมชาติ นนท์และชาวบ้านช่วยกันนำน้ำผสมพลังธรรมชาตินั้นไปรดลงในแปลงเกษตรผักสวนครัวเล็กๆ หลังบ้านที่มีต้นพริกขี้หนู มะเขือยาว ผักบุ้งจีน และข้าวโพดหวานเพิ่งปลูกใหม่
...
ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการรดน้ำ!
ท่ามกลางความตะลึงลานของทุกคนในค่าย พืชผักสวนครัวในแปลงดินสีแดงเกิดการตอบสนองต่อพลังดวงจิตธรรมชาติอย่างอัศจรรย์ ลำต้นของต้นพริกและมะเขือยาวขยายตัวอวบหนายึดแผ่รากลงดินอย่างแน่นหนา ใบผักบุ้งจีนสีเขียวเข้มชอุ่มเติบโตยืดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นคืบต่อหน้าต่อตา ดอกมะเขือร่วงหลุดและติดผลมะเขือยาวสีม่วงผิวมันขลับขนาดใหญ่ยักษ์กว่าขนาดปกติเกือบสองเท่า! พริกขี้หนูออกเม็ดดกแดงเต็มต้น เมล็ดข้าวโพดหวานฝักโตเป่งตึงอัดแน่นฝักเรียงเม็ดสีทองสวยงามอร่ามตา
แสงออร่ามานาธรรมชาติจางๆ ยังคงระเหยลอยวนอยู่รอบแปลงดินแดงประหนึ่งไอหมอกบางเบา ผักทุกต้นแผ่กลิ่นอายความสดชื่นสะกดจิตใจให้สงบนิ่ง ชานนท์ก้าวเดินนำหยิบมะเขือยาวและฝักข้าวโพดขึ้นมาประเมินผล
นนท์ใช้ 'เนตรวิเคราะห์ระดับยีนส์' สแกนมองผลผลิตวิเศษเหล่านั้น พบข้อมูลว่าพวกมันปราศจากสารพิษและเชื้อไวรัสหมอกโลหิต 100% แถมยังมีปริมาณสารอาหาร วิตามิน และค่าคุณค่าทางพลังงานมานาบำรุงกล้ามเนื้อสูงกว่าผักทั่วไปสองเท่าและมีรสชาติอร่อยกลมกล่อม
"โอ้โฮ... พระช่วย! นี่มันผักวิเศษชัดๆ เลยครับคุณนนท์!" นายสมเกียรติและนางสุภาพรร้องอุทานอย่างตื่นเต้นน้ำตาคลอเปี่ยมด้วยความหวัง ผักเหล่านี้จะช่วยให้รอดพ้นจากภัยวิกฤตอาหารได้ตลอดปี สร้างรอยยิ้มแรกที่จริงใจให้กับทุกคนท่ามกลางเงามืดของยุคซอมบี้ครองโลก
...
เมื่อความหวังด้านอาหารเริ่มคลี่คลาย ทุกคนจึงเริ่มลงมือร่วมแรงร่วมใจทำภารกิจปกป้องค่ายต่อไป กิ๊ฟ นายสมเกียรติ และชาวบ้านร่วมมือกันใช้กำลังแรงช้างสารของนนท์ลากลำไม้ไผ่ต้นใหญ่จากกอไผ่มาตัดเฉือนทำเป็นกับดักหลาวไม้แหลม ปลายหลาวอาบด้วยน้ำยางสมุนไพรและน้ำยางไม้พิษร้ายแรงปักรอบรั้วค่ายอย่างหนาแน่นเพื่อสกัดซอมบี้ทั่วไป
นนท์เดินตามหลังเข้ามาหากิ๊ฟที่ใบหน้าเปื้อนเปรอะรอยฝุ่นดำเขม่า ชายหนุ่มยื่นมือแกร่งไปนวดบีบไหล่มนและแขนของกิ๊ฟเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าขัดยอกพลางกล่าวคำขอบใจอย่างสุดซึ้งที่ช่วยคุมป้อมค่าย
"เออ... ขอบใจที่มาช่วยนวดว่ะไอ้นนท์ นึกว่าจะมัวแต่หลงแสงเยียวยาของหมอแพรจนลืมกูไปซะล่ะ" กิ๊ฟบิดหัวไหล่ใบหน้าแดงระเรื่อทำท่าแก้งอนอมยิ้มตามสไตล์สาวห้าว แต่อิงไหล่รับสัมผัสนวดของชายหนุ่มอย่างมีความสุขใจแฝงเสน่หาหวาน
หมอแพรเดินถือแก้วน้ำสมุนไพรเย็นมาส่งให้ทั้งสองคนพร้อมส่งยิ้มหวานจริงใจสบประสานสายตาสามเส้าอย่างอบอุ่นคุ้นเคย มิตรภาพและความเข้าใจระหว่างชายหนุ่มหนึ่งคนและหญิงสาวผู้มีสายเลือดวิเศษทั้งสองคนเริ่มพัฒนาเข้าหากันทีละน้อยอย่างกลมกลืนท่ามกลางบ้านสวนเกษตรแห่งนี้
...
ยามเย็นคืบคลานเข้ามา แงแสงอาทิตย์รอนอัสดงสีแดงเลือดสาดทาทั่วป่าสวนยางดูหมองหม่นและสลัวราง ทุกคนกำลังล้อมวงยินดีกับข้าวสวยและข้าวโพดต้มในโรงเก็บของอย่างสุขใจ
*บรื้น... เอี๊ยดดด!!!*
จู่ๆ เสียงแว่วเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์วิบากแต่งท่อไอเสียดังหนวกหูวิ่งกระหึ่มดุเดือดฝ่าดินโคลนเข้ามาจอดสนิทที่บริเวณประตูหน้าทางเข้าค่ายบ้านสวนปู่ช้วนอย่างรุนแรง
นนท์สะดุ้งตัวลุกพรวดคว้าปืนลูกซองกระชับแน่น กิ๊ฟและหมอแพรรีบขยับตัวคุมหลังลอบเดินไปมองทางช่องประตู
ที่หน้าประตูรั้วเหล็ก ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หนวดเคราครึ้มสีเข้มสองคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำเปื้อนเลือดแห้งกรัง ในมือของพวกมันถือมีดสปาร์ตาและดาบหัวตัดเหล็กเล่มโตส่องแสงสะท้อนตะวัน แววตากร้าวกระด้างคมปลาบกร้านโลกจ้องมองเข้ามาในบ้านสวนเกษตรของปู่ช้วนอย่างประสงค์ร้าย
"เฮ้ย! ไอ้คนข้างในค่ายน่ะ! ออกมาหาพวกกูด่วนเลย! บ้านสวนนี้พวกกูเคยคุมอยู่ก่อนหน้านี้... คืนเสบียงและส่งยัยพวกผู้หญิงสวยๆ สองคนนั้นออกมาซะดีๆ ไม่งั้นพวกกูจะสับหัวพวกมึงทิ้งให้หมดค่าย!" หนึ่งในชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ตะโกนข่มขู่สั่งการเสียงกร่างตะคอกดังลั่น สั่นสะเทือนป้อมค่ายป้อมปราการอย่างท้าทายไร้ความเกรงกลัว!