เช้าวันใหม่มาเยือน วันนี้มู่เฉินตื่นเช้ากว่าปกติมากนัก ความตื่นเต้น ความกังวล ความแค้น หลากหลายความรู้สึกประดังเข้ามาเมื่อเวลาที่เขารอคอยมากว่าหนึ่งปีกำลังจะมาถึงแล้ว เขาย่างเนื้อและกินอย่างเร่งรีบจากนั้นเดินมานั่งอยู่ด้านหน้าซอกผา ‘ระดับกำเนิดขั้นที่เจ็ด? เจ้าทำให้ข้าประทับใจไม่น้อยเลยทีเดียว’ เสียงไพเราะที่ไม่ได้ยินมาหนึ่งปีเต็มดังขึ้นในหัวเขาอีกครั้ง รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้ามู่เฉินทันที เขาส่งจิตเข้าไปจุดตันเถียน หญิงสาวชุดขาวที่มีผิวขาวเนียนดุจหยกลืมและตาขึ้นส่งยิ้มให้กับเขาเล็กน้อย นางยังมีท่าทีซุกซนเช่นเดิมแต่ความงามนางกลับเพิ่มมากขึ้น ราวกลับว่านางเติบโตขึ้นเช่นกัน ‘หลินเยว่ ในที่สุดเจ้าก็ตื่นเสียที’ มู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม ‘เพียงหนึ่งปีไม่ได้ยาวนานมากนัก เจ้าคิดถึงช้ามากเพียงนี้เชียวรึ?’ นางพูดอย่างทะเร้น ‘ป่าว ข้าแค่ต้องการกลับไปให้เร็วที่สุด’ มู่เฉินตอบอย่างเฉยเมย นั่นทำให้หลินเยว่หน้ามุ่ยลงทันที ‘เฮอะ!!! เจ้าคนไม่รู้จักบุญคุณ ข้าช่วยเจ้าไว้มากมายจะพูดดีๆกับข้าบ้างไม่ได้รึ?’ นางพูดอย่างคาดโทษมู่เฉิน ‘เจ้าก็ได้ขโมยปราณอสูรของข้าเป็นการชดเชยแล้วมิใช่รึ? เจ้ารู้มั้ยว่าข้าต้องเสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อให้ได้มันมา แต่เจ้ากลับขโมยข้าไปอย่างง่ายดาย’ มู่เฉินถลึงตากลับทันที ‘แค่สามส่วนเท่านั้น หากไม่เห็นแก่ความพยายามของเจ้าข้าจะดูดมันมาทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ’ นางตอบกลับอย่างไม่ลดละ ‘เจ้า เจ้ารู้สึกตัวอย่างนั้นรึ? แต่เจ้าบอกว่าเจ้าจะผนึกสัมผัส’ มู่เฉินงงงันทันที ‘ฮี่ ฮี่ ฮี่ ข้าแค่หลอกเจ้าเท่านั้น ข้าจะผนึกสัมผัสได้เช่นไร’ นางขยิบตาให้อย่างผู้ชนะ ‘ฮึ ช่างเถอะ ถือเสียว่าข้าตามเจ้าไม่ทันเอง ว่าแต่เจ้ารู้ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างหนึ่งปีนี้แล้วใช่มั้ย?’ ‘ใช่ ทำไมรึ?’ นางถามด้วยความสงสัย ‘ก็...ข้ากำลังคิดว่าจะนำสมุนไพรเหล่านี้กลับไปด้วยได้อย่างไร?’ มู่เฉินชี้ไปยังกองสมุนไพรที่กองอยู่ด้านในซอกผา ‘ทั้งหมดนี่? เจ้าบ้าไปแล้วรึ? ไม่มีทางหรอก หากเจ้าจะนำมันไปด้วยเจ้าต้องมีแหวนมิติเสียก่อน’ ‘แล้วข้าจะเอามาจากไหน?’ ‘เจ้านี่บื้อจริงๆ เจ้าแค่เลือกเอาสมุนไพรที่มีค่าสูงๆ สักสิบอย่างไปขายในเมืองก็สามารถซื้อแหวนมิติได้แล้ว หลังจากนั้นเจ้าก็แค่กลับมาเอาส่วนที่เหลือ’ ‘มันมีค่ามากขนาดนั้นรึ?’ มู่เฉินถามอย่างไม่เชื่อถือนัก ‘ข้าจะบอกเจ้าให้ แค่โสมวิญญาณพันปีก็ขายได้ห้าพันหินปราณแล้ว แหวนมิติราคาห้าหมื่นหินปราณ เจ้าแค่นำมันไปสิบต้นก็เพียงพอแล้ว’ นางชี้มือไปยังโสมวิญญาณสีเหลืองทองที่กองรวมกันมากกว่ายี่สิบต้น ‘โอ้...ขอบใจเจ้ามาก งั้นเอาตามนี้’ พูดจบมู่เฉินรีบเดินไปยังกองสมุนไพรแล้วหยิบเอาโสมวิญญาณอายุพันปีสิบต้นโยนใส่กระเป๋าผ้า นอกจากนี้เขายังหยิบสมุนไพรชนิดอื่นอีกห้าต้นมาด้วย มู่เฉินเดินทางออกจากเหวชั้นที่สามอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปสองชั่วยามเขาก็มาถึงเหวชั้นที่หนึ่งที่เขาตกลงมาเมื่อตอนโดนไล่ล่าจากผู้อาวุโสสูงสุดมู่หยาง มู่หยางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถต่อต้านได้ในเวลานี้ “ตาแก่มู่หยาง สักวันเมื่อข้าแข็งแกร่งพอ ข้าจะสนองคืนให้เจ้าเป็นร้อยเท่า” มู่เฉินสบถด้วยความแค้นพร้อมกับปีนหน้าผาขึ้นไป ร่างมู่เฉินโผล่ขึ้นจากหน้าผาด้วยความทุลักทุเล การปีนหน้าผาสูงร้อยจั้งกินแรงเขาเป็นอย่างมาก เขานั่งพักชั่วคราวแล้วจึงเดินทางมุ่งหน้าสู่ตระกูลมู่ เมื่อเดินออกห่างจากเหวหมื่นอสูรได้ระยะหนึ่ง เสียงพูดคุยของคนกลุ่มหนึ่งก็ลอยมาเข้าหูเขา เสี้ยงนั้นดังมาจากเบื้องหน้าราวห้าลี้ เขาพยายามใช้สัมผัสเทวะรับฟังแต่เสียงนั้นเบาบางยิ่งทำให้ไม่สามารถจับประเด็นได้ “มีคนอยู่ด้านหน้าประมาณห้าลี้กำลังมุ่งตรงมาทางนี้” มู่เฉินพูดเสียงรอดไรฟันออกมา ‘สมกับเป็นสัมผัสเทวะ นับว่าเจ้ายังพอมีความสามารถอยู่บ้าง’ หลินเยว่พูดอย่างแผ่วเบา ‘ดักรอดูก่อนละกัน แล้วค่อยตัดสินใจ’ มู่เฉินออกความคิดเห็น ‘แล้วแต่เจ้า’ นางตอบอย่างเฉยชา ผ่านไปไม่นานนักผู้ฝึกยุทธ์สี่คนเดินเข้ามาในระยะสามลี้ทำให้มู่เฉินสามารถฟังคำพูดได้อย่างชัดเจน และเขายังสามารถตรวจระดับพลังของทั้งสี่คนได้อีกด้วย สี่คนที่มาเป็นชายสามคนอายุราวสิบแปดปี ชายผู้เดินนำหน้าตาหล่อเหลาเจ้าสำอางไม่น้อย สองคนเดินปิดท้ายมีหน้าตาปกติธรรมดาทั้งสามคนล้วนมีพลังระดับกำเนิดขั้นเก้า ส่วนหญิงสาวที่อยู่ตรงกลางนางอายุราว 16 ปีเท่ากับเขา นางมีหน้าตางดงาม บุคลิกสงบนิ่งดุจนางเซียน การเดินแต่ละก้าวช่างอ่อนช้อยงดงาม คนทั้งสี่มุ่งหน้ามาจนถึงใต้ต้นไม้ที่มู่เฉินหลบซ่อนอยู่ ชายที่เดินนำหน้าหันมองรอบด้านแล้วหยุดเดินรอคนทั้งสามที่ตามมา “ศิษย์น้องเชียนเชียน การมาครั้งนี้ของเราคงจะพลาดเสียแล้ว ตอนนี้ห่างจากเหวหมื่นอสูรเพียงห้าลี้แต่กลับไม่พบร่องรอยของหมีเขี้ยวเงินแม้แต่ตัวเดียว” ชายเจ้าสำอางกล่าวด้วยความสุภาพ “ศิษย์พี่จี้ฟาง ข้าต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องมาลำบากไปด้วย” นางตอบกลับอย่างสุภาพด้วยแววตาสลดลง
การเดินทางในครั้งนี้เกิดจากนางต้องการได้เขี้ยวของหมีเขี้ยวเงินเพื่อนำไปหลอมอาวุธประจำกาย จี้ฟางจึงอาสาพานางมาด้วยตนเอง “ไม่ลำบากแม้แต่น้อย เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะให้คนของตระกูลเข้ามาหามันให้ภายหลัง วันนี้เรากลับตระกูลกันก่อน” “อย่าได้ลำบากเลย มันคงไม่ทันการณ์แล้ว อีกแค่เจ็ดวันก็จะถึงวันคัดเลือกศิษย์ของสำนักหลินกวงแล้ว” นางตอบกลับอย่างหมองหม่น “งั้นพวกเรากลับกันเถอะ เราต้องออกจากหุบเขาก่อนมืด” จี้ฟางหันมองรอบด้านแล้วแล้วหันตัวกลับ ทันใดนั้นเองเขาจับสัมผัสบางสิ่งได้เลือนลาง “นั่นใครหลบซ่อนอยู่ ออกมาเดี๋ยวนี้!!!” จี้ฟางมองมายังตำแหน่งที่มู่เฉินหลบซ่อนตัวอยู่พร้อมกับพุ่งตัวมาบังจี้เชียนเชียนทันที ชายทั้งสามชักกระบี่ออกมาอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงจี้เชียนเชียนคนเดียวเท่านั้นที่มองอย่างสงสัยแต่ไม่ได้ชักกระบี่ออกมา “เฮ้ เฮ้ ไม่ต้องแสดงความเป็นศัตรูขนาดนั้น ข้าไม่ได้คิดร้ายกับพวกเจ้า อีกอย่างข้าพักอยู่ที่นี่ก่อนพวกเจ้าจะมาเสียอีก ไม่ได้ซ่อนตัวเพื่อจะทำอันตรายพวกเจ้า” มู่เฉินกระโดดลงจากกิ่งไม้มายืนเบื้องหน้าคนทั้งสี่พร้อมกับพูดอย่างเฉื่อยชา “ไม่ต้องมาเสแสร้ง หากไม่คิดร้ายเหตุใดไม่แสดงตัวแต่แรก” จี้ฟางชี้กระบี่และชี้มายังมู่เฉินพร้อมตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด “ไม่เชื่อก็แล้วแต่พวกเจ้า ข้าไม่สนใจ แต่เจ้าไม่ควรชี้กระบี่มั่วซั่ว ถึงข้าจะไม่ได้เป็นศัตรุกับพวกเจ้าแต่ข้าเองก็ไม่ยอมให้คนมาข่มขู่ได้” “กำเนิดขั้นที่เจ็ดแต่กลับพูดจาใหญ่โตนัก” จี้ฟางพูดด้วยท่าทางดูถูก “โอหังนัก เจ้ามาซ่อนตัวเพื่อสิ่งใด? หากไม่พูดข้าจะทำให้เจ้าพูดไม่ได้อีกต่อไป” ชายร่างสูงใหญ่ด้านหลังตะโกนแทรกขึ้นมา “ทำให้ข้าพูดไม่ได้อีกต่อไปรึ? ข้าอยากรู้นักเจ้าจะทำเช่นไร?” มู่เฉินยังคงพูดราบเรียบราวกับไม่เห็นคนทั้งสี่อยู่ในสายตา “รนหาที่ตาย!!” ชายร่างใหญ่เตรียมจะพุ่งเข้าไปสังหารมู่เฉินทันที “ศิษย์พี่ หยุดก่อน” ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะขยับตัวจี้เชียนเชียนกลับตะโกนห้ามไว้ก่อน “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ได้โกหกพวกเรา เลิกแล้วต่อกันไปเถอะ หากเสียเวลาต่อไป ก่อนค่ำเราจะออกจากหุบเขาไม่ทัน” จี้เชียนเชียนหาเหตุผลเพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้ แม้นางจะไม่รู้จักมู่เฉินมาก่อนแต่นางก็ไม่อยากให้มีการตายเกิดขึ้นต่อหน้านาง “แม่นางกล่าวมีเหตุผล แต่ก่อนที่พวกเจ้าจะไป ข้าขอถามสิ่งหนึ่งได้หรือไม่?” มู่เฉินกล่าวอย่างสุภาพ “เจ้าอยากรู้สิ่งใด?” จี้เชียนเชียนขมวดคิ้วอย่างสงสัย คนผู้นี่ไม่รู้จักกลัวเกรงบ้างหรือไร? นางหาทางออกให้กับเขาแล้วแต่เขากลับไม่ยอมจบเพียงเท่านี้ “บังอาจ ศิษย์น้องข้าเปิดทางรอดให้เจ้าแล้วแต่เจ้ากลับดื้อรั้น” จี้ฟางตวาดด้วยความโกรธ “ข้าไม่ได้คุยกับเจ้า” มู่เฉินพูดตัดบท “แม่นางเชียนเชียน ข้ามิได้จะก่อเรื่องแต่อย่างใด ข้าเพียงอยากทราบเรื่องการเปิดรับศิษย์ของสำนักหลินกวงเท่านั้น” มู่เฉินหันมองเชียนเชียนและถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้าบังอาจ” ไฟในใจจี้ฟางแทบจะระเบิดออกมา “ข้าไม่ได้ถามเปล่าๆหรอกนะ หากแม่นางยอมบอก ข้าจะมอบสิ่งของที่เจ้าต้องการเป็นการตอบแทน เจ้าเห็นว่าเช่นไร?” มู่เฉินพูดพร้อมกับหยิบเขี้ยวสีเงินออกมาจากกระเป๋าผ้า “นี่มัน เขี้ยวของหมีเขี้ยวเงิน!!!” ทั้งสี่คนตกอยู่ในความตะลึง สิ่งที่พวกเขาตามหาตลอดทั้งวันไม่พบแม้แต่เงา ชายผู้นี้กลับมีมันอยู่ในมือและดูจากขนาดและความบริสุทธิ์เหมือนว่าจะเป็นเขี้ยวของหมีเขี้ยวเงินที่มีพลังระดับสูงสุดอีกด้วย “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่เลว เจ้าส่งมันมาแล้วพวกเราจะไว้ชีวิตเจ้าหนึ่งครั้ง” หลังจากสะกดความตื่นเต้นลงจี้ฟางก็พูดอย่างชั่วร้าย “ไว้ชีวิตข้ารึ? ข้าเสนอแลกเปลี่ยนด้วยความบริสุทธิ์ใจอีกทั้งเรื่องที่ข้าขอมันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้าแลกเปลี่ยน พวกเจ้ากลับคิดจะปล้นชิงข้าเช่นนั้นรึ?” มู่เฉินพูดด้วยความโกรธ เขาไม่คิดว่าจี้ฟางจะไร้ยางอายเช่นนี้ “ไร้สาระ ส่งมันมา ไม่งั้นตาย” จี้ฟางตะโกนลั่น “ถ้าคิดว่าจะเอาของของข้าไปได้ก็เข้ามาเอาไปสิ” มู่เฉินโยนเขี้ยวสีเงินเข้ากระเป๋าพร้อมกวักมือเรียกจี้ฟาง “ตายซะเถอะ” จี้ฟางพุ่งตัวเข้าหามู่เฉินทันที “ศิษย์พี่โปรดหยุดเถิด” เชียนเชียนตะโกนห้ามแต่มันไม่ทันกาลเสียแล้ว ร่างจี้ฟางพุ่งเข้าไปเกือบถึงตัวมู่เฉินแล้ว นางจ้องมองเหตุการณ์ด้วยความเศร้าหมอง “ศิษย์น้อง มันสมควรได้รับผลกรรมที่บังอาจมาดูหมิ่นพวกเรา” ชายร่างใหญ่พูดอย่างดูถูก “เพลงกระบี่ตระกูลจี้รึ?” มู่เฉินมองกระบี่ที่พุ่งเข้ามาด้วยความตื่นเต้น เข้าอาศัยอยู่ในเหวอสูรหนึ่งปีสู้กับอสูรมากมายแต่ยังไม่เคยได้ลองต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์แม้แต่คนเดียว กระบี่ถูกปกคลุมด้วยปราณบริสุทธิ์ จี้ฟางใช้พลังทั้งสิบส่วนเพื่อจะกำจัดมู่เฉินให้ได้ในกระบี่เดียว ด้วยความเร็วเพียงแค่นี้มู่เฉินสามารถใช้เคลื่อนไหวดั่งสายลมหลบได้อย่างง่ายดายแต่เขาไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง หมัดกำราบมารพลังเต็มสิบส่วนถูกปล่อยออกปะทะกับปลายกระบี่ “รนหาที่ตาย” จี้ฟางคำรามลั่น “มันจบแล้วศิษย์น้อง มันคงรู้ว่าไม่อาจสู้ได้จึงเลือกที่จะตายอย่างรวดเร็ว” ชายร่างใหญ่เย้ยหยัน “เห้อ...” เชียนเชียนถอนหายใจยาว ชายผู้นี้โง่งมอย่างแท้จริง นี่คือความคิดเดียวที่นางนึกออกเมื่อเห็นการกระทำของมู่เฉิน ปัง!!! แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดพลันเกิดขึ้น หลังจากการปะทะร่างมู่เฉินยืนนิ่งดุจขุนเขา กลับกลายเป็นจี้ฟางที่กระเด็นกลับหลังดั่งว่าวขาดป่าน เลือดกองโตพ่นออกมาจากปากจี้ฟาง ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ “แกตาย” ชายสองคนที่เหลือตะโกนพร้อมกันและพุ่งเข้าหามู่เฉินทันที หนึ่งกระบี่พุ่งเข้าที่ลำคอ อีกหนึ่งกระบี่พุ่งเข้าจุดตันเถียนของมู่เฉิน เขากำหมัดทั้งสองแน่น ปราณทมิฬหลอมรวมอย่างรวดเร็ว ปัง ปัง!!! หมัดทั้งสองปะทะกระบี่อย่างรุนแรง ร่างมู่เฉินเซถอยหลังไปสามก้าวส่วนคู่ต่อสู้ของเขาทั้งสองกระเด็นกลับหลังอย่างแรงพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นเต็มท้องฟ้า เชียนเชียนที่ยืนดูเหตุการณ์ถึงกับพูดไม่ออก ชายผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว อยู่เพียงขั้นที่เจ็ดกลับสามารถเอาชนะสามคนที่อยู่ขั้นเก้าได้ นางย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา นางมองร่างทั้งสามที่กองหมดสติอยู่กับพื้นแล้วมองไปยังมู่เฉินที่มีเลือดซึมออกจากปากเพียงเล็กน้อย “ข้าต้องขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น ข้าจะบอกเรื่องเกี่ยวกับการรับศิษย์ของสำนักหลินกวงและไม่รับเขี้ยวเงิน ข้าขอเพียงเจ้าปล่อยศิษย์พี่ทั้งสามของข้าไป แม้พวกเขาจะวู่วามไปบ้างแต่พวกเขาก็ทำเพื่อข้า” นางพูดกับมู่เฉินด้วยท่าทีอ้อนวอน “ได้ แต่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากเกิดขึ้นอีกครั้งข้าจะมอบความตายให้กับพวกเขาแน่นอน ระหว่างนี้เจ้าดูแลคนของเจ้าไปก่อนแล้วเราค่อยคุยกันทีหลัง” มู่เฉินไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใด เขานั่งลงแล้วฟื้นฟูพลังทันที ‘นี่เจ้าหลงเสน่ห์นางแล้วรึ? แค่คำพูดไม่กี่คำเจ้าก็กลายเป็นวัวเชื่องไปเสียแล้ว’ หลินเยว่อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเขา ‘ใช่ที่ไหนเล่า ข้ายังไม่อยากสร้างศัตรู อีกอย่างข้าก็อยากรู้เกี่ยวกับการรับศิษย์ของสำนักหลินกวงด้วย’ เขาตอบแบบขอไปที ต้องยอมรับว่าเมื่อเห็นท่าทีของเชียนเชียนมันทำให้เขาใจอ่อนไม่น้อย อีกอย่างนางเองไม่ได้คิดร้ายกับเขา นางช่วยหาทางออกให้เขาในตอนแรกเสียด้วยซ้ำ ‘จ้า จ้า เชื่อตายล่ะ?’ นางพูดประชดแล้วเงียบหายไป มู่เฉินลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปสองชั่วยามซึ่งเป็นเวลาเกือบจะค่ำแล้ว เขามองไปยังคนทั้งสี่พบว่าชายทั้งสามยังคงนอนหมดสติอยู่ ส่วนเชียนเชียนเหมือนกับว่านางสัมผัสได้ถึงการจ้อมมองของเขา เปลือกตาที่ปิดสนิทของนางเปิดขึ้นอย่างช้าๆ “เจ้าพร้อมจะฟังหรือยัง?” นางกล่าวกับมู่เฉิน “กำลังจะมืดแล้ว คืนนี้พวกเราคงต้องพักอยู่ที่นี่ ข้าจะไปหาอาหารก่อน หลังจากกินเสร็จค่อยเล่าเถอะ” พูดจบเขาก็พุ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้เบื้องหลังโดยไม่รอให้เชียนเชียนกล่าวสิ่งใด ความมืดเข้าปกคลุมหุบเขา มีเพียงแสงจากกองไฟที่ยังคงสว่างอยู่ มู่เฉินย่างเนื้อสัตว์อสูรชิ้นใหญ่ มันส่งกลิ่นหอมกระจายออกมาทั่วบริเวณ เชียนเชียนเหลือบมองเนื้อย่างเมื่อสัมผัสถึงกลิ่นหอมที่ลอยมาแต่นางก็ไม่กล่าวสิ่งใด มู่เฉินสังเกตนางมาพักหนึ่งแล้ว การกระทำของนางจึงไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขา เขาหยิบเนื้องย่างออกจากกองไฟแล้วฉีกแบ่งส่วนหนึ่งส่งให้กับนาง “เจ้ากินเถอะ ข้ายังไม่หิว อีกอย่างเจ้าเป็นคนหามันมาข้าไม่ได้ทำสิ่งใด” นางพูดพร้อมกับก้มหน้าลง “เลิกเต๊ะท่าว่าข้าไม่สนทีเถอะน่า ข้าไม่ใช่คนใจดำถึงเพียงนั้น” เขายังคงยื่นชิ้นเนื่อย่างให้กับนาง สุดท้ายนางก็ต่อต้านกลิ่นหอมของมันไม่ไหวจึงรับมากินอย่างเขินอาย