บทที่4
ปริศนาแรก
ยามฟ้าสางดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นสู่ท้องนภาแสงอรุณแรกของวันส่องลอดหน้าต่างเข้ามาด้านในกระทบเข้ากับใบหน้าของบุรุษที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงขนาดหนึ่งคนนอน
ยามที่ใบหน้าถูกกระทบด้วยแสงแดดอุ่นๆััได้ถึงความร้อนเปลือกตาทั้งสองข้างที่กำลังพับปิดอยู่เปิดขึ้นมาอย่างช้าๆลู่หยางมองเห็นภาพเพดานไม้ที่พร่ามัว
ใช้เวลาจ้องมองอยู่สักพักภาพของเพดานไม้ที่ไม่คุ้นเคยมันได้ค่อยๆชัดเจนมากขึ้นกระนั้นภายในหัวก็รู้สึกเ็ปขึ้นมาอย่างทันควันมือทั้งสองข้างเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณยกมือขึ้นมาจับกุมบริเวณศีรษะของตน
ลู่หยางรวบรวมสติอย่างรวดเร็วภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันราวกับความฝันที่ผ่านพ้นไปกระนั้นลู่หยางก็มีสติมากพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่มันผ่านพ้นมามันไม่ใช่ความฝัน
เขาพยายามเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยามที่โรงศพถูกกระแทกจนร่วงหล่นลงมาล่างของเขากลิ้งออกมาจากภายในนั้น ศีรษะของเขากระแทกเข้ากับพื้นอย่างรุนแรงจนเกิดอาการมึนงงมันคือภาพเหตุการณ์สุดท้ายที่เขาจำได้
ในขณะที่กำลังรวบรวมเื่ราวที่เกิดขึ้นอยู่ภายในหัวอยู่ๆใบหน้าของเด็กน้อยวัยหกปีได้ยื่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ดวงตากลมโตที่ราวกับไข่มุกที่งดงามจ้องมองเขาลู่หยางมองใบหน้าของเด็กน้อยผู้นั้นกลับไป
หนิงหนิงมองเห็นบิดาของตนเองลืมตานางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม“ ท่านพ่อ… ”
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นเขาสามารถรู้ได้ในทันทีจดจำได้จากเสียงก่อนหน้านี้ที่ได้ยินมันเป็เสียงของเด็กน้อยผู้นี้คงจะเป็บุตรสาวของเขาภายในร่างกายนี้
ลู่หยางแสดงท่าทางนิ่งเงียบใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งใช้ดวงตามองตรงไปที่หนิงหนิงอย่างไม่กระพริบตา
จะรู้เื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็อย่างดีแต่การที่เขาอยู่ๆก็มีลูกสาวขึ้นมา 1 คนมันเป็อันใดที่ไม่น่าเชื่อ
หนิงหนิงกำลังชะโงกมามองหน้าผู้เป็บิดามุมปากทั้งสองข้างของนางค่อยๆปรากฏรอยยิ้มออกมามันเป็รอยยิ้มแห่งความปิติบริเวณขอบตาค่อยๆมีน้ําใสๆไหลรินออกมาหยดลงบนใบหน้าของลู่หยาง
ไม่นานนักใบหน้าของหนิงหนิงมันก็เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความปิติที่ไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
นางทำการะโเข้ากอดบิดาของตนเองอย่างรวดเร็วใบหน้าที่เปิดเปื้อนไปด้วยน้ำตาซบลงที่อกของลู่หยาง
ลู่หยางแม้ว่าประหลาดใจอยู่บ้างแต่ในขณะเดียวกันภายในใจของเขามันก็มีความรู้สึกนึงปรากฏขึ้นมาเป็ความรู้สึกที่เขานั้นไม่เคยได้ััมาก่อนความอบอุ่นของอ้อมกอดนี่มันอันใดกัน
ลู่หยางเหลือบสายตาของตนเองมองลงไปที่ร่างของเด็กน้อยที่กำลังสอบอยู่ที่บริเวณหน้าอกของเขาก่อนที่เขาจะค่อยๆทำการยกมือของตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆยื่มไปััที่เรือนผมของหนิงหนิงอย่างอบอุ่นแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน“ ไม่เป็อันใดแล้ว… ”
…
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ผู้คนมากมายที่มาคำนับศพเมื่อมองเห็นว่าลู่หยางยังมีชีวิตอยู่พวกเขานั้นก็รีบเข้าไปช่วยอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็ได้พาไปหาท่านหมอภายในเมืองสิ่งที่มันน่าแปลกประหลาดปรากฏขึ้นแก่สายตาของเหล่าชาวเมืองลู่หยางที่เคยสิ้นลมไปแล้วกลับมามีชีพจรอีกครั้งาแขนาดใหญ่ที่ถูกฟันอยู่บริเวณด้านหลังจนเป็สาเหตุให้เขาตายมันก็หายไป
เื่นี้เป็เื่อัศจรรย์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดและก็ไม่มีผู้ใดคิดด้วยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อมันเกิดขึ้นมาทำให้ผู้คนมากมายต่างพากันพูดว่าลู่หยางเป็เทพเซียน
มีผู้ใดเล่าจะสามารถเดินกลับมาจากความตายได้คนที่ตายแล้วฟื้นก็คงจะมีแต่คนผู้นี้
แต่บางคนเองก็บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มันเป็เพราะว่า์เมตตาให้ลู่หยางกลับมา
ไม่ว่าจะวิธีทางใดลู่หยางก็กลายเป็คนพิเศษที่ผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ต่างพากันจับตามอง
ลู่หยางที่เขารอดมาได้กลับมานอนที่บ้านของตนเองอยู่ประมาณสามวันจนถึงในตอนนี้เพิ่งฟื้นคืนสติขึ้นมา
เขาไม่รู้เลยว่า่ตลอดสามวันที่ผ่านมาบุตรสาวของเขาเฝ้ารอเขามากเพียงใดนางแทบจะไม่ได้กินไม่ได้นอนเฝ้ารอบิดาของตนเองตื่นขึ้นมา
ลู่หยางที่ฟื้นคืนสติใช้เวลาปรับตัวอยู่ประมาณหนึ่งวันเต็มๆในตอนที่อยู่ภายในโรงศพเขายังจำได้บทสนทนาของผู้คนเขาจำได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่เรียกบุตรสาวของเขาผู้นี้ว่าหนิงหนิง
ลู่หยางฟื้นคืนสติขึ้นมาทำเป็คนหลงหลงลืมลืมที่กลับมาจากความตายลองทำการสอบถามเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากบุตรสาวของตนเอง
โลกใบใหม่ที่แตกต่างออกไปหลังจากที่เขาได้ใช้ดวงตาของตัวเองมองดูผู้คนภายในโลกใบนี้เขาคงเห็นว่าผู้คนภายในยุคสมัยนี้แต่งกายด้วยเครื่องแบบชุดจีนโบราณในสมัยราชวงศ์ก่อน
ลู่หยางไม่เข้าใจมากนักเขาลองสอบถามข้อมูลจากบุตรสาวของตนเองเพิ่มในขณะที่ตนเองและยังคงนอนอยู่บนเตียง
ใช้เวลาหนึ่งวันในการทำความเข้าใจเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวของเขาโลกใบนี้เหมือนกับโลกคู่ขนานถ้าอธิบายตามทฤษฎีหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็จริงหรือไม่
ยุคสมัยนี้เปรียบเทียบได้กับยุคสมัยโบราณสถานที่แห่งนี้คือราชวงศ์ฉีและเมืองที่เขากำลังอยู่ในตอนนี้คือเมืองอู่เซียนตั้งอยู่ในพื้นที่ทางฝั่งทิศบูรพาห่างไกลจากเมืองหลวงมากพอสมควร
สำหรับคนปรกติทั่วไปคงจะตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสำหรับเขาที่เตรียมใจมาแล้วแน่นอนว่าเื่ราวเหล่านี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น
มันเป็เพราะว่าเขานั้นได้ฟังถ้อยคำของเทพแห่งความตายที่บอกกับเขามาก่อนหน้านี้แล้ว
ลู่หยางหลังจากที่ทำความเข้าใจกับโลกใบนี้จนเสร็จสิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือทำความเข้าใจกับครอบครัวของตนเอง
ตอนนี้ร่างกายที่เขาอยู่เป็ร่างของผู้ที่มีชื่อเดียวกับเขา่อายุอยู่ใน่วัย24 ปี เป็คนตระกูลลู่ของเมืองอู่เซียนแห่งนี้
เขามีภรรยาหนึ่งคนที่มีนามว่าเสวี่ยเฟยซึ่งตอนนี้นางตายไปแล้วเสวี่ยเฟยเป็คนที่มีความสามารถและก็เป็คนที่มีผู้คนมากมายให้ความเคารพแถมยังเป็ขุนนางที่คอยช่วยเหลือผู้คนภายในเมืองแห่งนี้อยู่ตลอดเวลาเลยทำให้มีผู้คนอยู่ไม่น้อยที่นับถือนางแม้ว่านางจะเป็สตรี
ลู่หยางและเสวี่ยเฟยมีบุตรสาวด้วยกัน1 คนนามว่าลู่หนิงหนิงนั่นคือสิ่งที่เขาสอบถามได้จากบุตรสาวของตนเอง
ลู่หยางที่กำลังนอนนิ่งอยู่บนเตียงลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งการขยับร่างกายนั้นเป็ไปอย่างยากลำบาก มันอาจจะเป็เพราะว่าเขาได้ตายไปแล้ว 1ครั้งและฟื้นกลับมาในร่างกายนี้คงจะต้องใช้เวลาพักฟื้นให้มากกว่านี้
หนิงหนิงน้อยทำการพุ่งเข้ามาช่วยบิดาของตนเองลุกขึ้นอย่างรวดเร็วแววตาของนางนั้นเต็มไปด้วยความกังวล
ลู่หยางลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งส่งเสียงอย่างแ่เบา“ หนิงหนิง~ ”
หนิงหนิงที่กำลังประคองบิดาของตนเองอยู่ขานรับอย่างรวดเร็ว“ เ้าคะ? ”
“ วันนั้นวันที่เกิดเหตุเหตุใดข้าและท่านแม่ของเ้าถึงโดนคนเล่นงานได้พวกนั้นเป็โจรจริงๆงั้นรึ? ” ลู่หยางหลังจากที่ได้ฟังความที่เล่าออกมาจากปากของบุตรสาวมาได้สักพักมองเห็นถึงข้อผิดปกติในส่วนนี้
หนิงหนิงแสดงแววตาวิตกกังวลก่อนที่นางจะกล่าว “ ไม่เ้าค่ะคนพวกนั้นไม่ใช่โจรอย่างแน่นอนข้ายังจำได้พวกมันสวมใส่ชุดสีดำก็จริงอยู่แต่ว่าพวกมันแขวนป้ายบางอย่างเอาไว้ที่บริเวณเอว”
ลู่หยางหันมองบุตรสาวของตนเองที่กำลังหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายนั้น“ แผ่นป้ายบางอย่างนั้นรึ? ”
“ ใช่แล้วเ้าค่ะ มันเป็แผ่นป้ายสีทองที่ไม่น่าจะใช่แผ่นป้ายธรรมดาอีกทั้งพวกมันยังแขวนเหมือนกันทั้งหมดไม่มีโจรที่ใดที่แขวนแผ่นป้ายเช่นนั้นเอาไว้หลอกใช่ไหมล่ะเ้าคะ?” หนิงหนิงเป็เด็กฉลาดจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้เป็อย่างดี
เื่นี้นางแม้ว่าจะรู้ว่ามันเป็เื่ที่มีข้อพิรุธและข้อสงสัยมากมายแต่เหตุผลที่นางไม่พูดออกไปให้ผู้คนส่วนใหญ่รู้มันก็เป็เพราะว่าก่อนตายท่านแม่นางจะสั่งเอาไว้
เสวี่ยเฟยก่อนจะสิ้นลมกระซิบข้างหูของบุตรสาวของตนเองว่าให้บอกว่าคนพวกนั้นเป็โจร
ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นยิ่งขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันสัญชาตญาณภายในร่างกายของเขาที่ทำงานเกี่ยวกับเื่การสืบสวนมาไม่ใช่น้อยรู้ได้ในทันทีว่าจะต้องมีเบื้องลึกเื้ัเกี่ยวกับเื่นี้
“ นอกจากเื่ที่ท่านแม่ของเ้าพูดจำอันใดได้อีกหรือไม่? ” ลู่หยางถามบุตรสาวของตนเองอีกครั้ง
หนิงหนิงแสดงท่าทางประหลาดนางทำการหันไปมองทางด้านซ้ายขวาราวกับว่ากำลังจะดูต้นทางว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว
เมื่อพบเห็นว่าภายในบ้านหลังนี้ไม่มีผู้ใดรีบทำการวิ่งตรงไปยังบริเวณมุมห้องนางก้มมองที่ไม้กระดานแผ่นนึง หนิงหนิงทำการใช้มือยกมันขึ้นก่อนที่จะล้วงเข้าไปใต้ไม้กระดานแผ่นนั้นนำบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว
เมื่อนำมันออกมาวิ่งตรงมาให้กับบิดาของตนเองนางยื่นให้กับบิดา
ลู่หยางยื่นมือของตนเองรับของสิ่งนั้นเอาไว้เขาใช้ดวงตาจ้องมองมันอย่างประหลาดใจ สิ่งที่อยู่ภายในเมืองเขามันเป็กล่องเหล็กกล่องนึงที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก พบเห็นว่าไม่สามารถเปิดได้เพราะมีกุญแจที่ทำมาจากเหล็กชนิดพิเศษลงกลอนเอาไว้
ลู่หยางขมวดคิ้วของตนเองมองมันอย่างงุนงงดูเหมือนเขาจะพบเจอเบาะแสบางอย่างที่บริเวณแม่กุญแจชนิดพิเศษมีสัญลักษณ์บางอย่างอยู่เป็สัญลักษณ์ของนกอินทรีย์สามตัวที่ถูกสลักเอาไว้เขาทำการมองไปยังหนิงหนิงเอ่ยถาม “ นี่มันอันใดกัน? ”
“ ของสิ่งนี้ก่อนจะเกิดเื่ราวข้างมองเห็นว่าท่านแม่เก็บมันเอาไว้ภายในหีบสำคัญข้าลองถามดูท่านเองก็ไม่บอกอันใด หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในวันนั้นข้าทำการนำของสิ่งนี้ไปซ่อนเอาไว้ใต้ไม้กระดานจากนั้นก็ไปจัดการศพของท่านพ่อท่านแม่ ”
“ มีเื่ที่น่าประหลาดหนึ่งอย่างหลังจากนั้นไม่นานมีโจรบุกเข้ามาภายในเรือนแล้วก็ทำการค้นทุกอย่างทุกซอกทุกมุมแต่ที่น่าประหลาดก็คือพวกมันไม่เอาอันใดไปเลยข้าคิดว่าสิ่งที่พวกมัน้าคงจะเป็ของสิ่งนี้อย่างแน่นอน ”หนิงหนิงอธิบายให้บิดาของตนเองอย่างใสซื่อ นางเป็เด็กที่ช่างสอดรู้สอดเห็นคนหนึ่ง
ลู่หยางได้ฟังความเช่นนั้นดวงตามองต่ำลงนี่เป็ตัวหมากตัวแรกของกระดานหมากที่มันจะทำให้เขานั้นสามารถล่วงรู้ความจริงได้
จบบท