กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 55 ฆ่า

            ความรู้พื้นฐานที่สุดของดินแดนเหยียนหวงคือในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งสามารถมีเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินได้เพียงประเภทเดียวเท่านั้น

            สัญญาณทุกชนิดบ่งชี้ว่าหลัวเลี่ยเป็น‘มีมังกรอยู่ในเป้า‘ และหลักฐานยืนยันที่สำคัญที่สุดก็คือเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดิน

            หากไม่ใช่ด้านภูเขาหลัวเลี่ยก็เป็นตัวตนอื่น

            แต่ถ้าไม่?

            อา...จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครคิดถึงเรื่องนั้น

            ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งหน้าตั้งตารอ

            “คิดไม่ถึงละสิฮ่าๆ ข้าชงจ้านหยวน เข้าใจเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดิน ข้าคือผู้ชนะอย่างแท้จริง”ชงจ้านหยวนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

            หลัวเลี่ยมองไปที่ชงจ้านหยวนอย่างไม่แยแสอันที่จริงเขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

            ด้วยแคว้นเป่ยสุ่ยเป็นหนึ่งในแคว้นที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาแคว้นเล็กๆแปดร้อยแห่ง จึงยากมากที่จะให้กำเนิดผู้ฝึกวรยุทธ์ที่เข้าใจเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดิน

            แม้ว่ามนุษย์จะสามารถเข้าใจเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินได้ง่ายกว่ามังกรหลายร้อยเท่าแต่ข้อกำหนดเบื้องต้นก็คือต้องมีทรัพยากรและกำลังสนับสนุนที่เพียงพอ เช่นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์โบราณที่สามารถกระตุ้นความเข้าใจของเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินนี้

            หากมีทรัพยากรไม่เพียงพอแล้วจะเข้าใจได้อย่างไรไม่ว่าคนคนนั้นจะมีพรสวรรค์มากแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถทำความเข้าใจได้หากไม่มีทรัพยากร

            สิ่งนี้ทำให้ชงจ้านหยวนเข้าใจถึงเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินที่พิเศษนี้ได้

            หลัวเลี่ยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

            การกระทำของเขาทำให้หลายคนสับสนคิดว่ามีบางอย่างอยู่บนท้องฟ้า จึงเงยหน้าขึ้นมองทีละคน

            “ฮะ?”

            “หืม?”

            ไม่มีอะไรผิดปกติบนท้องฟ้าที่สดใสแต่ทันใดนั้นก็มีคนสังเกตเห็นว่า ราวกับท้องฟ้ามีรอยแยก ซึ่งตรงรอยแยกนั้นก็มีเสียงดังเหมือนน้ำไหลและคล้ายกำลังจะตกลงมาเบื้องล่างในทันใด

            เสียงของหลัวเลี่ยดังขึ้น

            “น้ำในแม่น้ำฮวงโหตกลงมาจากท้องฟ้า!”

            ทันใดนั้นน้ำสีทองอร่ามก็ตกลงมาจากฟากฟ้าทุกคนนิ่งเงียบอย่างตกตะลึง นับเป็นภาพที่งดงามตระการตายิ่งราวกับว่าน้ำนี้กำลังจะชำระล้างโลกทั้งใบ

            “เคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินด้านนที!”

            มีเสียงกรีดร้องตามมา

            ในที่สุดหลิวหงเหยียนก็ไม่สามารถควบคุมเสียงกรีดร้องของนางได้อีกต่อไป

            เพราะนางรู้ว่าหลัวเลี่ยคือ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ผู้ซึ่งแสดงพลังเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินด้านภูเขาที่เวทีประลองมังกรในภพจิตมังกรเมื่อไม่นานมานี้เขาได้ทำลายกฎที่ทุกคนรับรู้มาตั้งแต่อดีตโดยสิ้นเชิง

            หลิวหงเหยียนรู้สึกว่าหัวใจของนางเต้นแรง

            มีเพียงสองคำที่ดังก้องอยู่ในหัวของนาง

            “เทพ!”

            “ไม่แม้แต่เทพก็ยังทำไม่ได้”

            “หรือจะเป็น...สิ่งที่เหนือเทพ?”

            หลิวหงเหยียนไม่กล้าที่จะคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป

            ความน่าตกใจนั้นทำเอาบางคนแทบจะวิ่งหนี

            ซึ่งใครบางคนที่ว่าก็คือหลิวจื่ออั๋งผู้อาวุโสเจ็ดของหอเซียวเหยา และกองกำลังอื่นๆ ที่ทรงพลังอีกมากมายที่แอบสังเกตการณ์อยู่เคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินด้านภูเขาที่พวกเขารอคอยไม่ได้ปรากฏออกมา แต่กลับเป็นเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินด้านนทีปรากฏให้เห็นแทน

            “เขาไม่ใช่‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ จริงๆเป็นไปได้อย่างไร” หลิวจื่ออั๋งพึมพำกับตัวเอง

            นกฟินิกซ์สวรรค์ยังคงค่อนข้างสงบ“ถ้าไม่ใช่เขาจริงๆ เช่นนั้นก็มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้น คือ ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ เพียงแค่ผ่านมาฝึกฝนที่นี่จริงๆ และเขาเกิดสนใจคุกกลืนอสูรขึ้นมานั่นเป็นเหตุผลที่เขาบังเอิญเจอหลัวเลี่ยอีกครั้ง และทิ้งร่องรอยของลูกแก้วอัคคีณานไว้ที่คุกกลืนอสูรนี่คงเป็นคำอธิบายเดียวแล้วว่าทำไม ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ถึงอยู่ที่นั่น”

            หลิวจื่ออั๋งยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “คิดไม่ถึงว่าการตัดสินด้วยตนเองของเราจะกลายเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆเขาไม่ใช่ ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’แต่ข้ากลับทำเพื่อเขา และยืนหยัดเพื่อเขามาตั้งนานและด้วยเหตุผลนี้ข้าถึงกับตัดสินใจว่า ตราบใดที่ไม่ใช่การฆ่าเกาช่วงข้าสามารถทำสิ่งอื่นๆ เพื่อให้เขาพอใจได้ ตลกจริงๆ ที่ข้าถูกคนอื่นหลอกใช้และคนคนนั้นยังร่าเริงอยู่ได้”

            ในเวลาเดียวกันนี้กองกำลังที่ทรงพลังซึ่งซ่อนตัวอยู่ในความมืดก็ตระหนักถึงบางสิ่งเช่นกันพวกเขาล่าถอยทีละคน และเริ่มค้นหา ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ อีกครั้ง พวกเขาเชื่อว่า ‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ คงไปจากที่นี่ได้ไม่ไกลนัก

            ทว่าแท้จริงแล้ว‘มีมังกรอยู่ในเป้า’ ก็คือหลัวเลี่ยที่ยังอยู่ในการประลอง

            “ถึงจะเป็นเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินเหมือนกันแต่พลังของข้าแข็งแกร่งกว่า หลัวเลี่ย เจ้าตายเสียเถิด!”

            ชงจ้านหยวนโจมตีหลัวเลี่ยอย่างรุนแรงพลางคำรามอย่างบ้าคลั่ง

            ต้นไม้โบราณสูงตระหง่านที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังด้านพฤกษาดูเหมือนจะมีชีวิตในทันทีกิ่งก้านจำนวนนับไม่ถ้วนแกว่งไกว ก่อนจะกลายเป็นมังกรร้ายเขมือบหลัวเลี่ย

            ฉับพลันชงจ้านหยวนหายตัวไปท่ามกลางต้นไม้โบราณสูงตระหง่าน

            ในขณะนี้เขาได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับต้นไม้โบราณสูงตระหง่านนี้แล้ว

            เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีนี้หลัวเลี่ยก็พูดอย่างเฉยเมย “น้ำในแม่น้ำฮวงโหตกลงมาจากฟากฟ้า ไม่ไหลย้อนกลับ!”

            เขาพุ่งไปข้างหน้า

            การไหลของน้ำสีเหลืองอ่อนทำให้เกิดเสียงดังก้องลงมาจากท้องฟ้าเหมือนมังกรดุร้ายพุ่งเข้าโจมตีกิ่งก้านสาขาของต้นไม้โบราณนั้น

            ตูม!

            กระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก

            กิ่งไม้หักลง

            ลำต้นเกือบแตก

            ต้นไม้ยักษ์ชะงักไปตามเสียง

            แม้จะเป็นเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินเหมือนกันแต่รากฐานของพลังภายในกลับแตกต่างกันมากรากฐานพลังภายในของเคล็ดวิชามังกรสวรรค์จะเปรียบเทียบกับการฝึกอื่นๆ ได้อย่างไรและเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินที่ผสานรวมกับพลังที่แท้จริงของเคล็ดวิชามังกรสวรรค์ย่อมมีพลังเหนือกว่ามาก

            กระแสน้ำไหลผ่าน

            ต้นไม้ล้มครืน

            หลัวเลี่ยและชงจ้านหยวนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

            ทุกคนลืมตามองดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

            ชงจ้านหยวนในตอนนี้ก็ยังคงหยิ่งยโสแม้นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเหมือนสุนัขที่ตายแล้ว ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลมีเลือดออกมากมาย เขาส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดออกมา ร่างกายกระตุกอย่างต่อเนื่องเขาไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป

            หลัวเลี่ยเหยียบหน้าอกของชงจ้านหยวนแม้ด้วยแรงเพียงน้อยนิด แต่สำหรับชงจ้านหยวนเขาอาจตายได้

            “เจ้าจะฆ่าลูกชายของข้าไม่ได้!”

            ชงโหวหู่ตะโกนและพุ่งไปข้างหน้า

            ตูม!

            พลังที่น่าสะพรึงกลัวพุ่งขึ้นกระแทกไปที่ชงโหวหู่ซึ่งมีพลังอยู่ในระดับวังชะตา จนเขาลอยขึ้นไปในอากาศ

            หลิวจื่ออั๋งพูดอย่างเย็นชา“ข้าเป็นผู้ควบคุมการประลองด้วยชีวิตนี้ คนนอกจะมาทำลายมันได้อย่างไร”

            เขายังคงอารมณ์เสียอยู่เพราะรู้สึกเหมือนถูกหลัวเลี่ยหลอกใช้และบังเอิญมีชงโหวหู่เข้ามาให้เขาระบายความโกรธ

            ทุกคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเมื่อเห็นสิ่งนี้

            ชงโหวหู่หาเรื่องใส่ตัวเสียแล้ว!

            ในตอนแรกชงโหวหู่คิดอย่างรอบคอบเขาต้องการให้หลิวจื่ออั๋งดูแลการต่อสู้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาช่วยหลัวเลี่ยแต่ใครจะคิดว่าผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม คนที่ต้องไปช่วยเหลือจริงๆ กลับเป็นชงจ้านหยวน

            ชงโหวหู่ผู้ถูกทุบตีกระอักเลือดออกมาทว่าเขาไม่สนใจมากนัก ก่อนตะโกนขึ้นว่า “หลัวเลี่ย เจ้าฆ่าเขาไม่ได้ ถ้าเจ้าฆ่าเขาข้าจะ...”

            “อ้อนวอนข้าสิ”

            เสียงที่เย็นชาของหลัวเลี่ยดังขึ้นขัดจังหวะการพูดของชงโหวหู่

            “อะไรนะ?”

            “อ้อนวอนข้าสิ”หลัวเลี่ยมองมาอย่างเฉยเมย

            ชงโหวหู่มองไปยังลูกชายที่กำลังจะตายของเขานี่คือลูกชายคนเดียวของเขาที่เข้าใจเคล็ดวิชามหาสรรพฟ้าดินลูกคนนี้เป็นทุกอย่างสำหรับเขา เขาได้แต่มองไปที่หลัวเลี่ยอีกครั้งสายตาเย็นชานั้นทำให้เขาตัวชา

            เขาเป็นคนที่บีบหลัวเลี่ยทีละน้อยแสดงความโหดร้ายของเขาทีละน้อย แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง

            “ข้าขอร้องเจ้า”ชงโหวหู่พูดออกมาด้วยเสียงสั่นเทา

            “การยืนอ้อนวอนจะมีประโยชน์อะไรคุกเข่าสิ” เสียงของหลัวเลี่ยเย็นชา

            กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชงโหวหู่กระตุก

            หลายคนมองเขาแล้วยิ่งขำมากขึ้นถ้ารู้แต่แรกว่าจะจบลงเช่นนี้ เขาคงไม่ทำเรื่องโหดเหี้ยมแบบนั้นลงไป แต่คิดได้ตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์เพราะมันสายไปเสียแล้ว

            ชงโหวหู่ผู้ซึ่งเคยอยู่เหนือผู้อื่นเคยผูกขาดอำนาจทางการเมืองทั้งหมด กำลังจะคุกเข่าลงแต่แล้วหัวใจที่ดื้อรั้นของเขาก็ทำให้เขาได้สติขึ้น เขาพูดอย่างดุดัน “หลัวเลี่ยถ้าเจ้ากล้าฆ่าลูกของข้า ข้าจะทำลายแคว้นเป่ยสุ่ยทั้งหมดให้ถูกฝังไปพร้อมกับเขา”

            พรึ่บ!

            คำตอบที่หลัวเลี่ยให้ชงโหวหู่คือการดึงมีดมรกตเหมันต์ที่ปักอยู่บนไหล่ซ้ายของเขาออกมา และแทงเข้าที่หัวใจของชงจ้านหยวน

            ชงจ้านหยวนครวญครางดังลั่นและเสียชีวิตทันที

            ทุกอย่างเงียบสงบฉับพลัน!

            ไม่มีเสียงใดดังขึ้นทุกคนต่างตกตะลึงกับความเด็ดขาดของหลัวเลี่ย

            ชงจ้านหยวนเสียชีวิตไปแล้วหรือ

            ชงโหวหู่พูดพลางตัวสั่นเทา“เจ้าฆ่าเขา”

            “อืมข้าฆ่าเขาแล้ว” หลัวเลี่ยพูดอย่างใจเย็นโดยไม่ถูกพูดขัด “ใช้มีดของเจ้าฆ่าลูกชายของเจ้าเอง”

            ชงโหวหู่โกรธจนแทบกระอักเลือด

            ในตอนแรกเขาต้องการให้หลัวเลี่ยแทงตัวเองก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับชัยชนะที่แน่นอนของชงจ้านหยวน เหตุผลที่เขาเลือกใช้มีดมรกตเหมันต์ก็เพื่อทำให้หลัวเลี่ยบาดเจ็บมากขึ้นแต่หลัวเลี่ยกลับใช้มันฆ่าลูกชายของเขา

            ชงโหวหู่โกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำเขามองไปที่หลัวเลี่ยอย่างดุดัน และพูดน้ำเสียงเย็นชา “ข้าจะแก้แค้น และใครหน้าไหนก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ทั้งนั้น!”

            คำพูดนี้มีไว้สำหรับหลิวหงเหยียน

            ความหมายก็คือหากหลิวหงเหยียนยังต้องการปกป้องหลัวเลี่ย ก็หมายความว่านางต้องการให้แคว้นเป่ยสุ่ยตกอยู่ในสงครามกลางเมืองและอาจทำให้แคว้นอื่นใช้โอกาสนี้มายึดแคว้นเป่ยสุ่ยไปได้เพราะถึงอย่างไรเขาก็จะฆ่าหลัวเลี่ยเพื่อแก้แค้นให้ได้

            ดังนั้นคำพูดนี้จึงเท่ากับเป็นการเตือนหลิวหงเหยียน

            เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชงโหวหู่ที่บ้าคลั่งทว่าปฏิกิริยาของหลัวเลี่ยกลับนิ่งสงบมาก เขาทำเพียงแค่พันผ้าพันแผล หยิบตราออกมาและโยนมันขึ้นไปในอากาศ

            ตรามังกรทองเซียวเหยา!

            ทันทีที่ตราปรากฏออกมาชงโหวหู่ผู้อยากหลบหนีก็เดินโซซัดโซเซอย่างท้อแท้

            เขาสามารถข่มขู่หลิวหงเหยียนได้แต่เขาไม่มีความกล้าที่จะยั่วยุหอเซียวเหยาเพราะการยั่วยุหอเซียวเหยาอาจทำให้ตระกูลของเขาตกอยู่ในอันตรายได้

            หลัวเลี่ยไม่สนใจชงโหวหู่เขาเดินไปหาหลิวจื่ออั๋งพร้อมกับตรามังกรทองเซียวเหยา และกล่าวว่า “คำขอแรกคือการรักษาเสวี่ยปิงหนิง”

            ระดับพลังของเขามีไม่เพียงพอที่จะรักษานางและมือซ้ายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถรักษาได้หรือไม่ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าเสี่ยง

            “เรื่องนี้พวกเราคงต้องคุยกันอย่างละเอียดเสียหน่อย” หลิวจื่ออั๋งกล่าว

            ทั้งสองขึ้นไปในรถม้าของหลิวจื่ออั๋ง

            ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาคุยอะไรกันหลังจากนั้นประมาณสิบนาที หลัวเลี่ยก็ออกมาจากรถม้า

            รถม้าคันนี้มีตราของหอเซียวเหยาติดอยู่ที่ด้านข้าง

            ม้าที่ใช้ลากรถม้าคันนี้ก็คือม้ามังกรไล่ตามพระจันทร์ซึ่งนับว่าเป็นสุดยอดม้ามังกร มันมีความเร็วในการวิ่งสูงมาก

            ตัวรถนั้นแข็งแกร่งมากและการตกแต่งภายในก็สะดวกสบาย

            หลัวเลี่ยอุ้มเจ้าหญิงนิทราเสวี่ยปิงหนิงขึ้นแล้วเดินขึ้นรถม้าไป โดยที่คนบังคับม้าคือซูชิวเชิงหัวหน้าองครักษ์ของจวนอ๋องหนานหลี่

            รถม้าเคลื่อนออกไปอย่างช้าๆ

            เมื่อผ่านหลิวหงเหยียนผ้าม่านของรถม้าก็เปิดขึ้นหลัวเลี่ยมองไปที่หลิวหงเหยียน

            ทั้งสองมองหน้ากัน

            “ท่ามกลางการนองเลือดได้กำเนิดวีรบุรุษ”

            “ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจมิตรภาพนั้นเบาบางเหมือนกระดาษ”

            “ในเส้นทางแห่งความสำเร็จได้พบเจอคนที่จริงใจนับเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”

            หลังจากพูดสามประโยคนี้จบแล้วม่านก็ลดต่ำและปิดลงในที่สุด ก่อนที่รถม้าจะแล่นออกไปไกลเรื่อยๆ

            หลิวหงเหยียนมองดูรถม้าที่กำลังแล่นออกไปภายในรถม้านั้นคนหนึ่งมีเสวี่ยปิงหนิง สหายคนแรก และเป็นสหายที่ดีที่สุดเพียงคนเดียวในชีวิตของนางและอีกคนเป็นผู้ชายที่ทำให้นางรู้สึกใจเต้นแรงเป็นครั้งแรกในชีวิต พวกเขาไปจากนางแล้วและไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเมื่อไร

            ท่ามกลางความสับสนที่เกิดขึ้นดูเหมือนนางจะได้ยินเรื่องราวที่ยังเล่าไม่จบของหลัวเลี่ยอีกครั้ง...

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน