ฮูหยินรองสกุลเผยถอนหายใจยาว“สี่เอ๋อร์ก็เป็นน้องคนเล็กที่ถูกตามใจจนเคยตัวเช่นกันไม่เก่งเรื่องดนตรี หมากกระดาน อักษรวิจิตร วาดภาพ การครัว งานเย็บปักไม่เคยเฉียดกราย ทำให้ท่านผู้อาวุโสหัวเราะเยาะแล้ว”
“เมื่อก่อนช่างปักผ้าสกุลเย่เชี่ยวชาญการปักดอกไม้นานาชนิดราวกับมีชีวิตจริง สามารถเรียกผีเสื้อมาเต้นระบำได้ด้วยซ้ำแต่เดี๋ยวนี้คุณหนูแต่ละบ้านกลับปักดอกไม้สักดอกก็ยังทำไม่เป็นกันแล้ว” ท่านผู้อาวุโสดูงานปักหลายชิ้นแล้วก็ยังไม่ถูกใจนักจึงหยิบงานปักของเคออิ๋งอิ๋งและไช่อี้หลิงขึ้นมา พลางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “สองคนนี้พอใช้ได้”
นางเงยหน้ามองทั้งสองแล้วเอ่ยว่า “การปักผ้าแต่ละเข็มแต่ละด้ายต้องใช้ความอดทนอย่าละทิ้งง่ายๆ”
เคออิ๋งอิ๋งและไช่อี้หลิงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่สั่งสอนเจ้าค่ะ”
เมื่อทั้งสองพูดจบก็อดไม่ได้ที่จะแอบเหล่มองเผยรุ่นจือที่อยู่ไม่ไกลแต่กลับเห็นคุณชายรูปงามยังคงสงบนิ่ง ใบหน้าแย้มรอยยิ้มเล็กน้อยไม่เหลือบมองไปทางใด ราวกับไม่ได้รับรู้
นอกจากงานปักของเคออิ๋งอิ๋งและไช่อี้หลิงแล้วก็ไม่มีใครได้รับคำชมว่า ‘พอใช้ได้’ จากท่านผู้อาวุโสอีก นางโบกมือพลางเอ่ยว่า “ช่างเถอะ!พวกเจ้าก็เอาแต่ตามใจแม่หนูทั้งหลายต่อไปเถิด!”
แม้ทุกคนจะไม่ใช่อาจารย์ปักผ้าที่สามารถนำผลงานไปถวายได้แต่คนที่อยู่ในงานต่างก้มหน้าฟังนางบ่นเมื่ออายุมากขึ้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่จะขี้บ่นบ้าง
เย่ชิงชิงถอนหายใจโล่งอกนึกว่ามีแค่นางผู้เดียวที่ไม่เชี่ยวชาญงานปักเสียอีกที่แท้ก็ยังมีคนอีกมากมายขี้เกียจที่จะเรียนรู้เช่นกันหรือแม้จะเรียนรู้ไปก็ไม่เชี่ยวชาญอยู่ดี
ทว่า...นางเหลียวตามองไปรอบๆจึงพบว่างานปักที่ท่านผู้อาวุโสกล่าวว่า ‘แม้แต่ปักดอกไม้สักดอกก็ยังไม่ได้’นั้น ช่างดูงดงามยิ่งนัก!
อย่างน้อยๆผีเสื้อ ต้นไผ่ และอื่นๆ อีกมากมาย ในสายตาของเย่ชิงชิงก็สามารถแยกแยะได้ในพริบตาซึ่งถือว่าดีมากแล้ว มาตรฐานการประเมินของคนโบราณนี้นับว่าสูงเกินไปหรือไม่?
ขณะที่กำลังบ่นในใจท่านผู้อาวุโสที่มีสายตาคมกริบก็หันมามองนาง
“ส่งของเขียวๆ นั่นมาให้ข้าดูหน่อย”
แม่นมเก่าแก่ชี้ตามทิศทางที่นางบอกก็พบงานปัก ‘สีเขียวๆ’ นั้นได้อย่างง่ายดายภายใต้สายตาจับจ้องของทุกคน งานปักของเย่ชิงชิงถูกนำขึ้นมาเผยแพร่ต่อหน้าสาธารณชน
เห็นเพียงบนโครงปักสี่เหลี่ยมส่วนล่างหนึ่งในสามถูกปักด้วยไหมสีเขียวทั้งหมดไม่เพียงแต่เลือกใช้ไหมเส้นที่หนาที่สุดแล้ว ฝีเข็มก็ยังห่างกันอย่างไม่น่าเชื่อเห็นได้ชัดว่าทำเพื่อเร่งเติมสีเขียวให้เต็ม
ด้านบนของพื้นสีเขียวเป็นบทกวีสี่บรรทัดที่ปักด้วยไหมสีดำอย่างคดเคี้ยวว่า‘หญ้าละลานตา หนึ่งปีมีร่วงโรย ไฟป่ามิอาจมอดไหม้สายลมวสันต์จึงผลิใบ’
“นี่คือ...”
เมื่อมีตัวอักษรที่ปักอย่างไม่ได้เรื่องเหล่านี้ทุกคนจึงเข้าใจว่านี่คือทุ่งหญ้า
“ทุ่งหญ้านี้ช่าง...หาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ...” อี้เหวินฉวินยกมือปิดหน้ารู้สึกว่าเส้นด้ายของเผยฉางสี่ได้พบกับคู่ปรับแล้ว
“เสี่ยวชิงชิงมักสร้างความประหลาดใจให้เสมอเลย ฮ่าฮ่า” เผยรุ่นจือมองเย่ชิงชิงจากระยะไกลดวงตาที่ดำขลับภายใต้แพขนตายาวมีความหมายบางอย่างที่ไม่อาจคาดเดาได้
ทันใดนั้นคุณชายชุดขาวคนหนึ่งก้าวมาข้างหน้า ยกมือคำนับเย่ชิงชิง พลางเอ่ยว่า“แม่นางผู้นี้ ขอถามว่าบทกวีนี้เป็นของใคร?”
“บทกวีนี้ช่างยอดเยี่ยมนักอายุน้อยเช่นนี้กลับมีความสามารถอันน่าทึ่งยิ่งนัก!”
“แม่นางผู้นี้ดูแปลกตานัก ไม่ทราบว่าเป็นบุตรสาวของตระกูลใด?” มีคนกระซิบกระซาบกัน
คุณหนูอันและคุณหนูหลิวต่างมองมาทางนี้จากที่ไกลๆก่อนจะบ่นอย่างดูถูกว่า “ยังบอกว่ามีความสามารถอันน่าทึ่งอยู่อีกนั่นก็แค่สาวชาวนาเท่านั้น ไม่เชื่อหรอกว่านางจะร่ายกลอนเป็น!” ด้วยความที่มีคนอยู่มากเสียงที่แผ่วเบาและไม่สุภาพนี้จึงถูกกดให้ต่ำลงอย่างยิ่ง
เย่ชิงชิงคำนับตอบคุณชายชุดขาวพลางยิ้มกล่าวว่า “บทกวีนี้เป็นของผู้ใดข้าผู้นี้ไม่อาจทราบเพียงแต่ได้ยินมาโดยบังเอิญตามท้องถนน และมันไพเราะน่าฟังจนจำขึ้นได้ใจเจ้าค่ะ”
บรรดานักเรียนที่ชื่นชอบการแต่งกลอนต่างรู้สึกผิดหวังถอนหายใจพลางกล่าวว่า “หากได้รู้จักกับผู้ประพันธ์บทกวีนี้คงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”
“แม่นางน้อยน่าจะมีอายุสิบกว่าขวบแล้วกระมังควรเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่าอย่ารอจนโตเป็นสาวแล้วจะสายเกินไป” ท่านผู้อาวุโสตาไวเหลือบเห็นรอยเข็มบนมือของเย่ชิงชิงพลางตักเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แม้เย่ชิงชิงจะมีความคิดที่แตกต่างจากนางแต่ก็ไม่เถียงต่อหน้าผู้อาวุโส ทำตัวเป็นเด็กหญิงว่านอนสอนง่าย“ข้าจะจดจำคำพูดของท่านผู้อาวุโสไว้เจ้าค่ะ”
จากนั้นท่านผู้อาวุโสก็ดูงานปักอีกสองสามชิ้นเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจึงให้แม่นมประคองพาออกไปการประลองปักผ้าที่ไร้ความหมายก็สิ้นสุดลง
เย่ชิงชิงกับเผยฉางสี่แอบนั่งยองอยู่ที่มุมพวกนางต่างเป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกันการถูกนำมาเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ก็ให้รู้สึกอับอายเสียจริง
โดยเฉพาะเผยฉางสี่วงสังคมของตระกูลผู้ดีในเมืองสืออันก็มีแค่นี้ ปีๆ หนึ่งก็เลี่ยงไม่ได้อาจจะพบปะกันในงานเลี้ยงแต่งงาน งานเลี้ยงวันเกิดบัดนี้ทุกคนต่างรู้ว่านางไม่เชี่ยวชาญงานเย็บปักถักร้อย แถมยังชอบไก่ชนอีกแม้จะไม่มีใครหัวเราะเยาะต่อหน้า แต่ในใจคงจะวิพากษ์วิจารณ์ไปไกลแล้ว!
เย่ชิงชิงนั้นสบายใจกว่ามากนางไม่ค่อยเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์เพียงแต่ได้รับเชิญจากพี่น้องสกุลเผยหลายครั้งจึงมาบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ไม่ใช่คนที่จะมามัวสนใจสายตาผู้อื่นตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของนาง นางก็ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น
“พวกเจ้าหลบซ่อนตัวอยู่ตรงนี้ทำไม? อายจนไม่กล้าเจอหน้าผู้คนหรือ?”
เสียงเรียกพร้อมเสียงหัวเราะดังขึ้นกะทันหันทั้งสองหันกลับไปมอง ก็เห็นอี้เหวินฉวินเดินเข้ามา
เผยรุ่นจือก็มาพร้อมกันเขาส่ายหน้าพลางยิ้มกล่าวว่า “เหวินฉวินเจ้าอย่าหัวเราะเยาะพวกนางอีกเลย มิฉะนั้น...”
มิฉะนั้นอะไร?คำพูดยังไม่ทันจบ เผยฉางสี่ก็กระโดดขึ้นมา พลางใช้กำปั้นน้อยๆชกอี้เหวินฉวินโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
นางพองแก้มป่องเอ่ยอย่างหัวเสียว่า “มิฉะนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นดีแน่!”
“นี่ เจ้าเป็นคุณหนูสกุลเผยเชียวนะ ไยถึงลงมือทำร้ายกันได้ลงคอ!ท่านผู้อาวุโสกล่าวว่าให้เจ้าเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยให้มากขึ้นเพื่อขัดเกลาอารมณ์ของเจ้า” อี้เหวินฉวินบ่นพึมพำก่อนจะรีบวิ่งหนีไปทันที
เผยฉางสี่จะยอมให้เขาหัวเราะเยาะตนได้อย่างไร?นางวิ่งตามอย่างสุดกำลัง ทั้งสองวิ่งออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆราวกับเด็กที่กำลังเล่นสนุกสนาน
“ความรักบริสุทธิ์ของเพื่อนเล่นในวัยเด็กสินะ” เย่ชิงชิงมองแผ่นหลังของทั้งสองพลางยิ้มกล่าวว่า “พวกเขาสนิทสนมกันดีจริงๆ”
“เหตุใดถึงคิดเช่นนั้น?” เผยรุ่นจือพิงผนังหินจำลองดวงตาจับจ้องไปที่นาง
เย่ชิงชิงเอ่ยว่า“ครอบครัวของพวกท่านให้ความสำคัญกับมารยาทหากไม่ใช่คนสนิทกันจริงก็คงไม่กล้าหยอกล้อทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้กระมัง?”
“ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว” เผยรุ่นจือยิ้มกริ่มก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้นาง ลมหายใจหอมหวานดุจกล้วยไม้ “ข้าก็ไม่ถือมารยาทกับเสี่ยวชิงชิงเช่นกัน”