The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่147 บนคั่นดันเจี้ยน2 (ต้องไปพบกับเขาอีกครั้ง)

             นอกจากวิหารศักดิ์สิทธิ์เซนต์โทเรียแห่งอาณาจักรนอร์ทและดันเจี้ยนกลางทะเลทรายแล้ว ขอตัดฉากมา ณ สถานที่แห่งหนึ่ง

             ณ เขตเมืองของอาณาจักรเบลฟาร์ส ที่แห่งนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างเขตชนบทกับเขตใกล้เมืองหลวง มีทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างใหญ่แซมปนกับอาคารและบ้านเรือนจำนวนมากพร้อมกับกังหันลมขนาดยักษ์

             ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหมู่บ้านขนาดกลางจนไปถึงใหญ่ และในหมู่บ้านจำนวนมากนั้น ก็มีหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งมีบ้านหลังหนึ่ง ที่หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังตามหาอยู่

             “ที่นี่งั้นสินะ"

             หญิงสาวคนนั้นเริ่มเคาะประตูเบาๆตามมารยาท

             “สักครู่ครับ”

             ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็พบกับชายดูมีอายุคนหนึ่ง 

             “มีธุระอะไรงั้นหรือครับ?”

             ชายแก่ดูมีอายุกล่าวด้วยท่าทีรีบร้อนราวกับกำลังจะเตรียมตัวออกจากบ้านอยู่พอดี เมื่อเขาได้มองไปยังบุคคลเบืิ้องหน้าที่มาเคาะประตูก็เป็นอันต้องอดสงสัยไม่ได้

             หญิงสาวผมยาวสีชมพูรวบผมเรียบร้อย บนศีรษะของเธอสวมหมวกแม่มดสีดำคู่กับชุดเดรสเปิดอกสีดำ ภายนอกอาจดูเหมือนชุดเดรสแฟชั่นธรรมดา แต่หากพินิจน์พิเคราะห์ดูแล้วนี่เป็นเสื้อเวทมนตร์คุณภาพสูง ไม่ใช่ชุดเดรส แต่เป็นชุดเกราะคุณภาพเยี่ยมต่างหาก อายุเธอดูเหมือนแค่พึ่ง20ต้นๆ ใบหน้าสะสวยงดงาม หมดจด แลดูสะอาดสะอ้าน ราวกับเป็นลูกหลานขุนนางชั้นสูงตระกูลที่ไหนสักแห่ง

              ‘รู้สึกคุ้นหน้าจังแหะ..เหมือนเคยเห็นที่ไหนกันนะ’     

             แว้บแรกที่เห็นหญิงสาวผู้นี้ความรู้สึกแรกพบคือเธอดูสูงส่งและดูท่าทางจะมีฝีมือไม่ธรรมดา..แต่ความรู้สึกนี้ก็ต้องแหลกสลายไปเมื่อเธอหลุดท่าทางแอ้บแบ้วขี้เล่นออกมา..พร้อมกับโบกมือ

             “Hi~….สวัสดี…ไม่ทราบว่า…”

             “คุณคือ?”

             “อ้ะ!?..โทษที…ฉันลืมแนะนำตัวสินะ”

             หญิงสาวรีบปรับท่าทีตามมารยาท มือซ้ายเรียวสวยของเธอขยับขึ้นไปแตะหมวกแม่มดตำแหน่งซ้ายแล้วลูบมันเบาๆ ทันใดนั้นปรากฎเหรียญตราสีเงินประดับอยู่ข้างหมวก บนตัวเหรียญมีสัญลักษณ์รูปดาบและคฑาวางไขว้กันอยู่บนโล่ ทั้งหมดถูกแกะสลักอย่างปราณีตและใช้แร่โลหะชนิดพิเศษซึ่งไม่สามารถหาได้ในโลกมนุษย์ เครื่องประดับและสัญลักษณ์นี้มีแค่ไม่กี่คนบนโลกที่สามารถครอบครองมันได้ และที่สำคัญคือ ไม่มีใครสามารถปลอมแปลงหรือแอบอ้างมันได้เช่นกัน

             หญิงสาวใส่หมวกแม่มดทำการพิสูจน์มันโดยใส่พลังเวทเข้าไปในเหรียญนี้เบาๆ ทันใดนั้นเหรียญโลหะก็ส่องประกายทอแสงสีเหลืองตามสีพลังเวทของเธอ 

             ตัวอักษรสีเหลืองปรากฎขึ้นกลางอากาศระหว่างหญิงสาวและชายมีอายุ

             [นามบัตรยืนยันตัวตน]

             [อัศวินศักดิ์สิทธิ์ :ลำดับที่3]

             [ลิซ่า ฟอน แกลแรท] 

             “ก็ไม่ค่อยอยากจะแนะนำตัวด้วยวิธีนี้เท่าไหร่หรอกนะ แต่พูดไปคนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเชื่อ…เลยต้องใช้วิธีนี้…ก็ตามนี้แหละนะ..”

             หญิงสาวดีดนิ้วตัวเอง ทันใดนั้นเองอักขระซึ่งถูกเขียนด้วยเวทมนตร์ก็สลายหายไป

              “ฉันชื่อลิซ่า..ตอนนี้อยู่ระหว่างทำภารกิจในแดนมนุษย์นี้อยู่..แต่ก่อนหน้านั้นฉันได้รับคำไหว้วานจากคนๆหนึ่ง..ไม่ทราบว่าที่บ้านหลังนี้มีเด็กผู้หญิงเอลมิน่ารึเปล่า?”

              “..อะ..เอ่อ..”

              ชายแก่ยังคงเต็มไปด้วยความอึ้งเพราะปรับอารมณ์ไม่ทัน…เลยไม่ทันได้ตอบอะไร..รู้แค่ว่าต้องตอบแบบนี้ไปก่อน

             “ขะ…ขออภัยที่เสียมารยาทครับ..ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์”

              ชายมีอายุรีบโค้งคำนับทันที 

             “ไม่ต้องมากพิธีหรอก..ก่อนอื่นเลยที่ฉันมาที่นี่เพราะรู้มาว่ามีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกคำสาป และฉันก็รับปากกับพ่อของเด็กคนนั้นไว้ว่าจะมาหาเธอ…ซึ่งที่อยู่ก็ตามนี้..ถ้าฉันมาไม่ผิดล่ะนะ”

             “ไม่ผิดครับ..ที่นี่มีคนถูกคำสาปจริงๆ และผมก็รับปากพ่อของเด็กคนนั้นไว้ว่าจะดูแลเธอชั่วคราวให้ระหว่างที่พ่อเธอไม่อยู่”

             “งั้นฉันก็มาถูกสินะ”

             หญิงสาวแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย

              ***

             ตัดกลับมาที่อาณาจักรนอร์ท ณ วิหารศักดิ์สิทธิ์เซนต์โทเรียอีกครั้ง

             ประตูบานใหญ่ของวิหารชั้นบนสุดเปิดออก มีคณะฑูตประจำอาณาจักรต่างๆทยอยเดินกันออกมา เป็นสัญญาณว่าการประชุมอันน่าเบื่อหน่ายได้จบลงแล้ว

             หลังจากพูดคุยอำลากับราชาแห่งอาณาจักรนอร์ทพอเป็นพิธี 2คนที่เหลือซึ่งเดินออกมาเป็นกลุ่มคนสุดท้ายก็ไม่พ้น…

             “เห้อ..เหนื่อยจริงๆ..เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าทาเรสมันถึงไม่ชอบมา”

             อินกัล..แม้จะได้ชื่อว่าใจเย็นและสงบนิ่งที่สุดในบรรดาอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพัม

             “ไม่ใช่แค่ทาเรส..แต่ชั้นคิดว่าทุกคนก็คงไม่ชอบเช่นกัน..รวมทั้งฉันด้วย”

             เอลิเซ่..กล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ใดๆ..แต่ว่าในใจกำลังคิดถึงใครบางคนอยู่ 

             “หือ?..หายากนะเนี่ย..ที่เธอจะพูดความรู้สึกในใจออกมาตรงๆแบบนี้..เอลิเซ่”

            อิกัลหันมาคุยต่อ..แต่ก็พบว่าเด็กสาวข้างๆเดินนำไปไกลแล้ว

             “เห้อ..จะรีบไปไหนกันนะ”

              ชายมีอายุถอนหายใจเล็กน้อย…แต่ก็ยังคงก้าวเท้าเดินต่อไปด้วยความเร็วปกติ

             เด็กสาวผมทองยังคงเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็ว..แววตาแฝงความนิ่งและไร้อารมณ์ ซึ่งขัดกับความรู้สึกในใจของเธอตอนนี้ที่ว้าวุ่นมากๆ หลังผ่านเหตุการณ์ใน รร.อัศวินเวทมนตร์ของอาณาจักรเบลฟาร์สในวันนั้น

             เหตุการณ์ในวันนั้นมันค้างคาใจเรามาก ไม่ใช่เพราะเราจำเขาคนนั้นไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้จัก แต่เพราะว่าเราสูญเสียความทรงจำในอดีตไปต่างหาก มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เราสูญเสียความทรงจำไป ซึ่งมันคงไร้ประโยชน์ถ้าอยู่ดีๆมีคนบอกว่าเคยรู้จักเรา เพราะไม่ว่ายังไงเราก็จำเค้าไม่ได้อยู่ดี 

             ที่ผ่านมาฉันเคยพบเจอคนแบบนั้นมาเยอะ กว่าที่ฉันจะไต่เต้าขึ้นมาจนได้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่อายุน้อยที่สุด ฉันได้พบเจอผู้คนมากมาย ซึ่งในหมู่คนพวกนั้นก็มีคนที่รู้ว่าฉันสูญเสียความทรงจำในอดีต จึงอาศัยช่องว่างนี้เข้ามาตีสนิท ซึ่งสุดท้ายก็พบว่านั่นไม่ใช่มิตรภาพ แต่เป็นแค่การเข้ามาแอบอ้าง ตีสนิทกับเราเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น สุดท้ายเราจึงไล่คนเหล่านั้นไปอย่างเย็นชาในทุกๆราย 

             แต่ว่า…ถ้าเกิดมีคนบนโลกนี้ที่ในอดีตเคยเป็นคนรู้จักของเราจริงๆล่ะ

             เอลิเซ่ก้าวเท้าลงบันไดวิหารมาจนถึงชั้นล่างสุด จากนั้นเดินเข้าไปนั่งตรงม้านั่งในสวนดอกไม้อันรื่นรมย์รอบๆวิหาร 

             ‘ขอโทษด้วยนะเอลิเซ่..ตัวเธอในตอนนี้น่ะ..คืออดีตของฉันแล้ว..สำหรับความทรงจำและความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างฉันกับเธอเมื่อครั้งอดีต…ฉันจะขอทิ้งทุกอย่างไว้ที่ตรงนี้’

             คำพูดของเด็กหนุ่มคนนั้นในวันนั้นเริ่มปรากฎเข้ามาในหัว

             เอลิเซ่เอามือแตะที่หน้าอกตัวเอง

             “ไม่นะ..อย่าพูดแบบนั้น..”

             ‘แต่ถึงอย่างงั้นฉันเองไม่เคยโกรธเธอเลยสักครั้งเลยนะ..และก็ขอบคุณนะเอลิเซ่..สำหรับทุกเรื่อง...ลาก่อนนะ..เธอผู้เคยเป็นรักแรกของฉัน’

             ความรู้สึกเจ็บปวดที่ราวกับกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญ

             รักแรกงั้นหรอ…

             มันเกิดอะไรขึ้นในอดีตกันแน่..ทำไมเราถึงจำอดีตไม่ได้เลยล่ะ…แล้วทำไมเราถึงได้รู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้ยินคำพูดนั้นขนาดนี้..ทั้งที่ตัวเราไม่เคยรู้จักเขาแท้ๆ

             “อึก..”

             สองมือประสานกันกดลงไปที่หน้าอกเบาๆ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆและทำพยายามทำสมาธิเพื่อสงบความว้าวุ่นในใจ

             “อยู่ตรงนี้นี่เอง..รอกันด้วยสิ…ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย”

             เมื่ออินกัลเดินเข้ามา ตอนนั้นเองเอลิเซ่รีบปรับท่าทางให้เป็นปกติเหมือนเดิม เธอนั่งหลังตรง แล้วเอาสองมือวางคว่ำประสานกันไว้บนตักในท่าเรียบร้อย

             “อืม..ขอโทษด้วย”

             ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป แม้จะเล็กน้อย แต่มีหรือชายชราผู้นี้ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่รู้จักเด็กสาวมานาน จะไม่ทันสังเกตเห็น

             “เอลิเซ่..เป็นอะไรงั้นหรอ..วันนี้เธอดูไม่สมกับที่เป็นเธอเลยนะ…”

             “..” 

             เด็กสาวผมทองยังคงนิ่งเงียบก้มหน้าลง..ไม่ได้ตอบอะไร

             “ถ้าหากมีเรื่องไม่สบายใจละก็..”

             “ไม่มีอะไรหรอก..อย่าใส่ใจเลย” 

              เอลิเซ่ยิ้มออกมาเล็กน้อย

             “งั้นหรอ..”

              อืม..เด็กคนนี้..คงไม่อยากเล่าสินะ…

             “หลังเสร็จจากนี้พวกเราต้องกลับไปป้องกันเทือกเขาไร้สิ้นสุดแล้วนะ..ถ้าเธอมีเรื่องที่ไม่สบายใจหรือเหนื่อยเกินไป…ฉันว่าพักในโลกมนุษย์สักหน่อยก็น่าจะดี เพราะมิสแลนด์เป็นสถานที่ที่อันตราย หากประมาท หรืออยู่ในสภาวะที่จิตใจไม่พร้อมละก็ อาจเกิดอันตรายกับเธอได้ ต่อให้เธอจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม”

             แม้สถานะปัจจุบัน..ภายนอกเอลิเซ่จะเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและสหายร่วมรบที่พึ่งพิงได้ แต่ภายในอินกัลก็ยังคงมองเด็กคนนี้เสมือนเป็นหลานคนหนึ่งผู้ไร้เดียงสาเสมอ 

             “นอกจากนี้ภารกิจในโลกมนุษย์ของพวกเราเสร็จหมดแล้ว ถ้ายังไงเธอจะใช้สิทธิลาพักผ่อนก็ได้นะ..ใน1ปีพวกเราจะใช้โควต้าสิทธิการลาได้ไม่เกิน3เดือน….ซึ่งตั้งแต่เธอเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์มายังไม่เคยใช้สิทธินี้เลยนิ..ยังไงถ้าสนใจตอนขากลับฉันจะไปแจ้งศูนย์บัญชาการให้เอง..คิดว่ายังไงล่ะ?”

             พูดคำว่า 'ลาพัก' แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีเลยแหะ…ไอ้เจ้าทาเรสมันลาพักเยอะไปเกินแล้ววุ้ยยยย…

             อินกัลนึกถึงสหายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยก่อเรื่องใช้กำลังกับเด็กในสนามสอบเข้า รร.อัศวินเวทย์มนตร์ของเบลฟาร์ส

             “…” 

             เอลิเซ่แม้จะนิ่งเงียบไม่ตอบ…แต่เธอก็ครุ่นคิดในใจถึงบางอย่าง

             อินกัลพูดถูกแล้ว…เราควรพักจากสนามรบสักหน่อย

             บางทีหนทางออกของเรื่องนี้ ก็คือการที่เราต้องไปพบกับเขาคนนั้นอีกครั้ง

             ต้องไปคุยให้รู้เรื่อง!!

             “อืม..อินกัล..งั้นฉันขอใช้สิทธิลาพักงานชั่วคราวละกัน..ฉันจะกลับไปที่เบลฟาร์สสักหน่อย ถ้าเสร็จธุระจากที่นั่นแล้วฉันจะรีบตามไปที่เขตแดนของเทือกเขาไร้สิ้นสุดทันที”

             “โอเค..เจ้าหนู..งั้นเอาไว้เจอกันนะ..ฉันจะไปรายงานศูนย์บัญชาการที่นั่นให้”

             อินกัลเดินหันหลังแล้วโบกมือลา

             “บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกว่าเจ้าหนู…ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ”

              เอลิเซ่กอดอก..งอนแก้มตุ้บป่อง

             “น่าๆๆ..โทษทีละกัน..ฮะๆๆ”

             อินกัลหัวเราะเล็กน้อยแล้วเดินจากไป…แต่ก่อนหน้านั้นต้องชะงักเท้าเล็กน้อย

             “อ้ะ!..ลืมบอกอีกอย่าง…หลังจากนี้ในอัลเทียร์หากไม่นับ Alicia(แดนแห่งภูติ) ก็คงมีอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในแดนมนุษย์แค่3คน ถ้ายังไงเธอจะกลับมาพร้อมกับทาเรสและลิซ่าก็ได้นะ หากกลับด้วยพลังของลิซ่าก็จะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง แล้วก็ฝากบอกทาเรสด้วยว่าเลิกอู้งานได้แล้ว”

             “อือ..ขอบคุณมากนะ..อินกัล”

     

     

     

     

     

              #คุยกับไรท์(คนเขียน)#      

             -ทุกวันนี้นิยายแทบจะอัพจากรายวันกลายเป็นรายอาทิตย์ และจากรายอาทิตย์กลายเป็นรายเดือนเลยแหะ5555 (ยังไงก็ต้องขออภัยนักอ่านที่อุตส่าห์ตั้งตารออย่างสุดซึ้งจริงๆ)

              -สำหรับเนื้อหาในตอนที่146-148จะเป็นเนื้อหาที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับพวกเรเวลที่ติดอยู่ในดันเจี้ยน ก็เลยขอตั้งชื่อตอนว่าบทคั่นละกันครับ และสำหรับตอนที่149จะตัดฉากกลับไปที่ดันเจี้ยนอีกครั้ง(ต่อจาก145)

              -สำหรับตอนที่147(ตอนนี้) ถ้าใครลืมเนื้อหาเกี่ยวกับทางฝั่งลิซ่า(อาจารย์ที่เคยฝึกวิชาให้กับเรเวลก่อนจะสอบเข้า รร.อัศวินเวทมนตร์) ทำให้ประติดประต่อเนื้อเรื่องไม่ได้แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านในตอนที่33 เพราะเนื้อหาของลิซ่าจะเป็นเนื้อเรื่องที่ต่อจากตอนนี้(ตอนที่33)  แน่นอนว่าเนื้อหาถัดจากตอนที่33ก็จริง แต่ว่าไทม์ไลน์หรือช่วงเวลา ก็เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับฝั่งเอลิเซ่ที่อยู่อาณาจักรนอร์ทและฝั่งเรเวลที่ติดอยู่ในดันเจี้ยน (หวังว่าจะไม่งงนะ เพราะว่าลิซ่าไม่เคยมาที่หมู่บ้านนี้ จึงใช้เวทมิติพาตัวเองมาไม่ได้ ทำให้ต้องใช้วิธีเดินทางแบบปกติ ซึ่งกว่าจะมาถึงมันก็จะนานหน่อย และก็ดันมาถึงตอนที่พระเอกติดอยู่ในดันเจี้ยนพอดี ไทม์ไลน์คร่าวๆก็ทำนองนี้แหละ ซึ่งทั้งลิซ่าและเอลิเซ่ในตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรเวลกำลังทำอะไรอยู่หรือเกิดอะไรขึ้นกับเรเวล เพราะว่าพวกเขายังไม่รู้ข่าวนั่นเอง ก็แหงล่ะอยู่ห่างกันตั้งไกลซะขนาดนั้น5555)

             

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน