ตอนที่ 14: รสชาติแห่งการเดินทาง และความหวานกลางความวินาศ
เสียงล้อรถม้าที่บดเบียดลงบนพื้นหินร่วงหล่นของถนนสายนอกเมืองเมฆาครามดังกังวานสม่ำเสมอ แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดตัวลงมาเป็ เงา ของรถม้าไม้หอมที่เคลื่อนที่ผ่านพงหญ้าที่ยังคงมีหยาดน้ำค้างเกาะพราว ห่างออกไปเื้ักลุ่มควันสีดำจางๆ ยังคงพวยพุ่งขึ้นมาจากซากประตูเมืองทิศตะวันตกที่เป็รอยโหว่ขนาดมหึมา ทิ้งไว้เพียงตำนานความพินาศที่ชาวเมืองไม่มีวันลืมเลือน
จ้าวหานนั่งพิงเบาะนุ่มภายในรถม้าด้วยท่าทีที่ดูสงบเงียบลงกว่าตอนที่เขาเผชิญหน้ากับกองทัพสำนักกระบี่เขียวอยู่หลายขุม ทว่าหากสังเกตให้ดี ิัสีดำมันวาวที่เคยตึงเครียดของเขาบัดนี้กลับมีประกายแสงสีม่วงจางๆ หมุนวนอยู่ใต้ชั้นิัอย่างต่อเนื่อง นี่คือการทำงานของ 'เตาปฏิกรณ์ชีวภาพ' ที่กำลังเร่งย่อยสลายแร่ธาตุและสารอาหารที่เหลือจากการอัปเกรดร่างกายเพื่อนำมาซ่อมแซมเส้นใยกล้ามเนื้อที่ถูกแรงกระแทกมหาศาลจากการยิงระดับสอง
"เ้านายครับ... ผมต้องขอบอกเลยว่าประสิทธิภาพของเตาปฏิกรณ์ที่จุดตันเถียนของคุณตอนนี้มัน 'สุดยอด' มาก!" เสียงของศูนย์ (Zero) ดังก้องในหัวด้วยน้ำเสียงที่ร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด "อัตราการสลายไอโซโทปจากแก่นอสูรเพลิงโลกันต์ทำให้มวลสารสำรองของคุณคงที่อยู่ที่ 95 เปอร์เซ็นต์ แม้คุณจะเพิ่งะเิกำแพงเมืองทิ้งไปก็ตาม แถมความหนาแน่นของ 'กายาเหล็กไหล' ยังช่วยให้ระบบประสาทรับภาระความร้อนได้ดีขึ้นถึงสองเท่า!"
'หุบปากบ้างเถอะศูนย์ ข้าอยากจะพักผ่อนสายตาเสียหน่อย' จ้าวหานตอบกลับในใจพลางหลับตาลง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังเช่นนี้มันช่างน่าพึงใจยิ่งนัก
"คุณชายจ้าว... ท่าน้าน้ำชาหรือไม่คะ?" เสียงหวานละมุนของมู่รุ่ยเสวี่ยดังขึ้นทำลายความเงียบภายในรถม้า
นางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าอันงดงามที่เคยซีดเผือดด้วยความตระหนกบัดนี้เริ่มมีสีเืฝาดกลับคืนมาบ้างแล้ว แต่ั์ตาของนางที่จ้องมองจ้าวหานกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความยำเกรง ความสงสัย และความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด นางเพิ่งจะประจักษ์กับตาว่าชายหนุ่มที่นางเคยคิดว่าเป็เพียงนักสู้ฝึกกายาธรรมดา กลับมีอำนาจทำลายล้างที่สามารถสยบสำนักใหญ่ได้ในพริบตา
จ้าวหานลืมตาขึ้นมองนางช้าๆ "ขอบคุณแม่นางมู่... แต่ตอนนี้ข้า้าของที่ 'หนัก' กว่าน้ำชาเสียหน่อย ร่างกายของข้ากำลังส่งสัญญาณว่า้าสารอาหารโปรตีนปริมาณมหาศาลเพื่อรักษาระดับความเสถียรของเหล็กไหล"
มู่รุ่ยเสวี่ยยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าอย่างรู้ใจ นางเอื้อมมือไปเปิดหีบไม้ที่เก็บรักษาความเย็นไว้ด้านข้างรถม้า "ข้าเตรียมไว้ให้ท่านแล้วค่ะ นี่คือ 'เนื้อหมีนิลกาฬ' รมควันสมุนไพร มันเป็สัตว์อสูรระดับสามที่มีมวลกล้ามเนื้อหนาแน่นที่สุดเท่าที่สมาคมการค้าของเราจะหาได้ในเวลาอันสั้น และยังมีโอสถ 'โลหิต์' ที่ช่วยเสริมสร้างการไหลเวียนของไขกระดูกอีกห้าขวด"
นางส่งถาดที่วางเนื้อหมีสีเข้มกลิ่นหอมหวนให้เขา จ้าวหานไม่รอช้า เขาหยิบเนื้อชิ้นโตขึ้นมาฉีกกินด้วยท่วงท่าที่ดุดันแต่กลับดูสง่างามอย่างประหลาด ฟันที่แข็งแกร่งของเขาบดเคี้ยวเนื้อเหนียวๆ ของหมีนิลกาฬได้ง่ายดายเหมือนเคี้ยวเต้าหู้ ทุกลำคำที่กลืนลงไป เตาปฏิกรณ์ในท้องของเขาจะส่งเสียงครางแ่ๆ ออกมาพร้อมกับการแผ่รังสีความร้อนที่อบอุ่นกระจายไปทั่วร่างกาย
"รสชาติดีมาก... สารอาหารเข้มข้นกว่าวัวอสูรที่หอสุราเสียอีก" จ้าวหานเอ่ยชมขณะที่ยังคงเคี้ยวไม่หยุด
"หากท่านชอบ ข้าจะให้คนจัดเตรียมไว้ให้ท่านทุกวันตลอดการเดินทางค่ะ" มู่รุ่ยเสวี่ยกล่าวพลางรินน้ำชาส่งให้เขาเพื่อช่วยให้คล่องคอ "เรากำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อเข้าสู่ 'หุบเขาสิบหมื่นดารา' ที่นั่นเป็พื้นที่รอยต่อระหว่างสามอาณาจักรใหญ่ และเป็ที่ตั้งของสาขาหลักของสมาคมการค้าตระกูลมู่... สำนักกระบี่เขียวน่าจะไม่กล้าตามไปล่วงเกินเราที่นั่น"
จ้าวหานดื่มน้ำชาตามลงไปพลางใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบน้ำมันที่ริมฝีปาก "หุบเขาสิบหมื่นดารา... ฟังดูเป็สถานที่ที่มีทรัพยากรหนาแน่นดีนะ ข้าหวังว่าที่นั่นจะมีสิ่งที่ทำให้ข้าก้าวไปสู่ระดับสามได้"
[เ้านายครับ! อย่าเพิ่งใจร้อนสิ] ศูนย์รีบแทรกขึ้นมา [กายาเหล็กไหลขั้นต้นของคุณยังต้องใช้เวลาปรับสมดุลโมเลกุลอีกระยะหนึ่ง การจะข้ามไปสู่ 'ระดับ 3' หรือโหมดทำลายล้างระดับประเทศนั้น ร่างกายคุณ้าโครงสร้างกระดูกที่เป็ 'คาร์บอนนาโน' บริสุทธิ์กว่านี้ ซึ่งต้องอาศัยการขัดเกลาด้วยความร้อนและมวลสารมหาศาลกว่าที่คุณจินตนาการไว้มาก]
'ข้ารู้... แต่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ก็ไม่ใช่ทางเลือกของข้า' จ้าวหานตอบศูนย์ ก่อนจะหันมาสบตากับมู่รุ่ยเสวี่ย
บรรยากาศภายในรถม้าเริ่มเปลี่ยนไป ความตึงเครียดจากการหลบหนีจางหายไปแทนที่ด้วยความผ่อนคลายของการเดินทาง มู่รุ่ยเสวี่ยที่เฝ้าสังเกตจ้าวหานอยู่นานก็รวบรวมความกล้าถามคำถามที่ค้างคาใจนางมาตลอด
"คุณชายจ้าว... ข้าขอถามอะไรท่านอย่างหนึ่งได้ไหมคะ? อาวุธที่ท่านใช้... และวิชาที่ท่านฝึกฝน มันดูไม่เหมือนสิ่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์ของทวีปเทียนหยวนเลย ท่านมาจากดินแดนที่ห่างไกลกว่าที่ข้าจะจินตนาการได้ใช่หรือไม่?"
จ้าวหานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าที่ทิวทัศน์ทุ่งหญ้าเริ่มเปลี่ยนเป็ป่าโปร่ง เงา ของนกั์ที่บินผ่านท้องฟ้าพาดผ่านใบหน้าของเขาไปวูบหนึ่ง
"ข้ามาจากที่ที่ไกลมาก... ไกลจนกระทั่งดวงดาวที่คุณเห็นบนฟ้านั้นคือบ้านเกิดของข้า" จ้าวหานตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเศร้าสร้อยเล็กน้อย "ในที่แห่งนั้น เราไม่ได้ฝึกพลังปราณ เราไม่ได้ใช้กระบี่บิน แต่เราใช้ความรู้เพื่อพิชิตกฎของธรรมชาติ... ปืนกระบอกนี้คือเศษเสี้ยวของอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่จนสามารถดับแสงของดวงอาทิตย์ได้"
มู่รุ่ยเสวี่ยเบิกตากว้าง แม้นางจะไม่เข้าใจคำว่า 'อารยธรรม' หรือ 'ดับแสงดวงอาทิตย์' อย่างลึกซึ้ง แต่นางก็ััได้ถึงความอ้างว้างในน้ำเสียงของเขา นางขยับตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย มือเรียวสวยเผลอไปแตะหลังมือของจ้าวหานที่วางอยู่บนเข่า
"ไม่ว่าท่านจะมาจากที่ใด... แต่ในตอนนี้ ท่านอยู่ที่นี่ และท่านคือผู้ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง" นางเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น แววตาที่จ้องมองเขานั้นส่องประกายด้วยความจริงใจและเริ่มมีประกายแห่งความรักผุดขึ้นทีละน้อย "สมาคมการค้าตระกูลมู่จะเป็บ้านของท่าน และข้า... ข้าจะคอยเป็ผู้สนับสนุนท่านในทุกสิ่งที่คุณชาย้า"
จ้าวหานรู้สึกถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของนางที่ััิัเหล็กไหลของเขา เขามองลงไปที่มือนางแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาที่ดูชุ่มฉ่ำของหญิงสาว หัวใจที่เคยเ็าเหมือนโลหะชีวภาพของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อย
"แม่นางมู่... ท่านเป็ผู้หญิงที่ประหลาดที่สุดที่ข้าเคยเจอ" จ้าวหานพูดพลางพลิกมือขึ้นมากุมมือของนางไว้เบาๆ "คนส่วนใหญ่ที่เห็นพลังของข้ามักจะมองข้าเป็ปีศาจหรือสัตว์ร้าย... แต่ท่านกลับมองข้าในฐานะ 'คุณชายจ้าว' และนั่นคือเหตุผลที่ข้ายังคงอยู่ตรงนี้"
ใบหน้าของมู่รุ่ยเสวี่ยแดงซ่านขึ้นมาทันที นางไม่ได้ดึงมือออกแต่กลับบีบมือเขากลับเบาๆ "สำหรับคนอื่น ท่านอาจจะเป็พลังทำลายล้างที่น่าเกรงขาม... แต่สำหรับรุ่ยเสวี่ย ท่านคือผู้ชายที่กินหมั่นโถวได้คราวละสิบลูกและบ่นหิวทุกๆ ครึ่งชั่วโมง... ท่านดูเป็มนุษย์มากกว่าจอมยุทธ์คนไหนๆ ที่ข้าเคยพบเสียอีก"
จ้าวหานหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ความหดหู่จากการคิดถึงโลกเก่าสลายไปในพริบตา "ฮ่าๆ... นั่นสินะ กระเพาะของข้ามันไม่เคยรู้จักคำว่าพอจริงๆ"
[แฮ่ม! เ้านายครับ ผมไม่ได้อยากจะขัดจังหวะฉากซึ้งกินใจนะ] เสียงของศูนย์ขัดจังหวะขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ [แต่อัตราการเต้นของหัวใจคุณพุ่งสูงขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ และมีการหลั่งฮอร์โมนโดพามีนในระดับที่น่าเป็ห่วง ระบบป้องกันภัยอาจจะเข้าใจผิดว่าคุณกำลังถูกโจมตีทางเคมีได้นะ!]
'หุบปากไปเลยไอ้เครื่องจักรไม่มีหัวใจ!' จ้าวหานดุด่าในใจแต่ในใจเขากลับมีความสุข
บรรยากาศตลอดบ่ายวันนั้นบนรถม้าเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและการสนทนาที่สนุกสนาน จ้าวหานเริ่มเล่าเื่ราวแปลกๆ จากโลกอนาคตให้นางฟัง (โดยปรับให้เข้ากับภาษาจอมยุทธ์) เช่นการที่คนสามารถเดินทางไปทั่วโลกได้ด้วย "วิหคเหล็ก" หรือการที่คนสามารถคุยกันได้แม้จะอยู่คนละฝั่งทวีปผ่าน "แผ่นโลหะอัศจรรย์"
มู่รุ่ยเสวี่ยรับฟังด้วยความทึ่ง นางรู้สึกว่าทุกวินาทีที่ได้อยู่ใกล้จ้าวหาน โลกของนางกว้างขวางขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
จนกระทั่งยามเย็นมาถึง ขบวนรถม้าหยุดพักที่ริมลำธารใสสะอาด ผู้คุ้มกันเริ่มกางเต็นท์และก่อกองไฟ จ้าวหานเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ริมน้ำ ภายใต้ เงา ของป่าทึบที่เริ่มมืดมิด เขาเรียกปืนมหาประลัยออกมาตรวจสอบสถานะเพื่อความแน่ใจ ตัวปืนสีดำด้านยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสงสีม่วงจากแกนกลางสะท้อนลงบนผิวน้ำดูงดงามและน่ากลัวไปพร้อมๆ กัน
"ศูนย์... เตรียมการสแกนรัศมีห้ากิโลเมตร ข้าไม่อยากให้ความสุขในมื้อค่ำต้องถูกทำลายโดยแขกที่ไม่ได้รับเชิญ"
[รับทราบครับ... เริ่มการสแกนด้วยคลื่นควอนตัม... 3... 2... 1... บริเวณโดยรอบปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ครับเ้านาย สบายใจได้]
จ้าวหานเก็บปืนกลับเข้าที่แล้วเดินกลับไปยังกองไฟ ที่นั่นมู่รุ่ยเสวี่ยกำลังดูแลการย่างเนื้อปลาสดๆ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วป่า
"คุณชายจ้าวคะ ปลาใกล้สุกแล้วค่ะ!" นางร้องเรียกพร้อมกับโบกมือให้เขาด้วยรอยยิ้มที่สดใสกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า
จ้าวหานเดินเข้าไปหานางด้วยหัวใจที่เบาสบาย นี่อาจจะเป็ฉากผ่อนคลายที่เขามักจะถวิลหา ท่ามกลางชีวิตที่ต้องแลกด้วยเืเนื้อและรังสีนิวเคลียร์ ความชุ่มฉ่ำของหัวใจเช่นนี้แหละ... คือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดที่ทำให้เขายังคงเดินหน้าต่อไปในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้
การเดินทางครั้งใหม่เพิ่งจะเริ่มต้น และเขารู้ดีว่ามันจะน่าสนใจยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อมีนางอยู่เคียงข้าง