บทที่ 7
ไม่ใช่เื่ของฉันนี่นา
กลางดึกของคืนนั้นโคมไฟส่องแสงนำทาง หญิงสาวในชุดคลุมดำ ปกปิดศีรษะและใบหน้า หยุดเท้าอยู่หน้าประตู เธอเคาะเบาๆไม่นานประตูก็เปิดออก ลีน่ามองไปยังผู้มาเยือนพร้อมกล่าว
“เยนิก้า? รีบเข้ามาก่อน”
เมื่อหญิงสาวถอดชุดคลุมเผยให้เห็นเด็กสาวอายุ11ปี ใบหน้าขาวกลมเรียวเป็รูปไข่ ปากเล็กยกมุมสีแดง ผิวขาวละเอียดอ่อนมีใบหน้าที่คล้ายกับพี่สาวอยู่7ใน10ส่วน เธอก็คือ เยนิก้า โบมอน น้องสาวต่างมารดาของเอวาลีน
“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงมาหาแม่กลางดึกเช่นนี้” ลีน่ากล่าวถามลูกสาวที่ดูมีทางทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
แน่นอนว่าสิ่งที่สองแม่ลูกกระทำลงไปในค่ำคืนนี้ประหนึ่งวัวสันหลังหวะสำหรับลีน่าผู้เป็แม่นั้น เธอไม่ได้สะทกสะท้านหรือรู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด ทว่ากับตัวเยนิก้าที่ยังเยาว์วัยย่อมไม่สามารถข่มตาหลับในค่ำคืนนี้ได้ลง
“พวกมันสี่คนหายตัวไปแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นลีน่าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะกล่าวปลอบใจบุตรสาว“พวกมันคงจะหนีไปเพราะความกลัว อย่าห่วงไปเลยถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่กล้าซัดทอดถึงเรา”
“ท่านแม่จะเป็แบบนั้นจริงๆเหรอ ก็พวกเราล่อตาพวกมันสี่คนด้วยค่าจ้างมหาศาล ในเมื่อพวกมันทำงานสำเร็จแล้วเหตุใดถึงไม่เอื้อมมือมาหยิบทองตรงหน้าละ??” บุตรสาวถามกลับด้วยความสงสัย
หากแต่อีกฝ่ายกลับตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทองหรอ? เดิมทีแม่คิดว่ามีเพียงคนตายถึงจะเก็บความลับให้เราได้แม่จึงใช้ทองล่อมันมาเพื่อจะปิดปากให้สิ้นซาก แต่พวกมันคงไหวตัวทัน กลัวความตายหลบหนีออกจากเมืองนี้ไปแล้วแต่ถึงอย่างไรภายในเมืองวาล์ล ตระกูลโบมอนของเรามีอำนาจมากพอที่จะทำลายพวกมันให้หายไปในอากาศได้เยนิก้า ลูกวางใจเถอะ หากพวกมันคิดหนีก็แล้วไป แต่ถ้ากล้ากลับมาเหยียบเมืองวาล์ลอีกละก็แม่ไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อแน่!!”
ได้ยินเช่นนั้นเยนิก้า ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความคิดว่ามารดาของตัวเองเป็คนโหดร้ายกลับกันเธอยิ่งเทิดทูลลีน่าและเคารพมากขึ้นไปอีก
หญิงสาวอายุไม่พ้น12ปีดียกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ สองคนแม่ลูก ไม่มีความรู้สึกผิดที่ได้ สังหารคนหนึ่งคนและทำลายชีวิตลูกเลี้ยงหรือพี่สาวเลยแม้แต่น้อย
เช้าวันรุ่งขึ้น
“คุณหนูนายท่านเรียกพบที่ห้องขอรับ” ข้ารับใช้ตระกูลพูดผ่านประตู เอวาที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนวางความคิดฟุ้งซ่านของตนเองไว้ และลุกเดินออกไป เธอไม่ได้เป็กังวลว่าอีกฝ่ายจะจ้องเล่นงานอะไรในใจคิดเพียงหากได้ข้อมูลบางอย่างจากปากของทั้งสองคนบ้างก็คงจะเป็แสงไฟเล็กๆนำทางให้เธอคลำทางเดินไปข้างหน้าได้ถูก
เอวาเปิดประตูห้องหญิงสาวมองไปยัง ลอยด์ผู้เป็บิดา ข้างกายมีลีน่าแม่เลี้ยงที่กำลังนั่งจิบน้ำชาด้วยท่าทางสบายอกสบายใจส่วนอีกสองคนที่นั่งเก้าอี้ ไม่ห่างไป คือครีโม่ บุตรชายคนรองและเยนิก้า สองคนพี่น้องไม่พลาดที่จะมารับชมความอัปยศของพี่สาวแท้ๆ
เอวากวาดสายตามองไปรอบๆใบหน้าของพวกเขาทั้งหมดล้วนคุ้นเคยในความฝันของเธอ
ลอยด์เห็นบุตรสาวเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยอีกฝ่ายก้าวมายืนตรงหน้าโดยที่หญิงสาวยกยิ้มออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
ภาพตรงหน้ายิ่งจุดไฟโทสะของชายวัยกลางคนผู้นี้ขึ้นในใจ
“ลูกเนรคุณเห็นบิดามารดายังไม่รีบทำความเคารพ”
ได้ยินเช่นนั้นเอวาเอียงคอสายตาผิดหวังเล็กๆ ‘ดูเหมือนว่าข้อมูลอะไรที่้าถามคงไม่ได้คำตอบจากคนหัวเสียพวกนี้แน่’
เอวาฉุกคิดขึ้นได้ว่าวัฒนธรรมของที่นี่ คงไม่เหมือนกับโลกของตัวเอง ถ้าเป็ปกติ หากไม่ได้ยกมือไหว้สวยออกไปเพียงแค่ส่งยิ้มทักทายก็คงพอสำหรับการแสดงความเคารพ คิดได้แบบนั้น เธอลองค้อมตัวคารวะเลียนแบบท่าทางของนักปราชญ์
“ท่านพ่อเอ่อ...ท่านแม่”
เมื่อเห็นกิริยาของบิดากำลังใจเย็นลงและ เห็นแม่เลี้ยงแสร้งทำเป็ยิ้มรับ เอวาเหลือบสายตามองไปยังน้องชาย และน้องสาวทั้งสองคน
“เอาล่ะคราวนี้ตาพวกเธอแล้ว”
ได้ยินเช่นนั้นหว่างคิ้วของ ครีโม่ขมวดเข้าหากันโดยไม่มีคำพูดได้ แตกต่างเยนิก้าที่โวยวายขึ้น
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ก็ทักทายไงทำความเคารพ แบบนี้ฉันทำเมื่อครู่นะ” เอวาพูดตอบด้วยท่าทางเรียบเฉย
แน่นอนว่าสิ่งที่เอวากล่าวคือธรรมเนียมปฏิบัติทว่าั้แ่เล็กจนโต ไม่มีครั้งไหนที่ เอวาลีนจะได้รับความเคารพจากน้องทั้งสองคนเยนิก้าไม่มีทางยอมทำตามแน่นอน เธอกำลังจะเปิดปากโวยวายออกมา
หากแต่พี่ชายที่นั่งอยู่ไม่ห่างพลันลุกขึ้นยืนและเหยียดแขนประสานไปด้านหน้าให้แก่พี่สาวของตนเอง เมื่อเห็นพี่ชายที่ตนแสดงความเคารพเธอจึงจำใจต้องทำตามแต่โดยดี
เยนิก้าจึงไม่มีทางเลือกอื่นเหยียดแขนประสานอย่างไม่เต็มใจ
เอวาไม่ได้้าหาเื่คนทั้งสองแล้วยิ่งไม่มีความจำเป็ใด ต้องมายั่วยุตระกูลโบมอน แทนเ้าของร่างเดิม แต่ที่เธอกล่าวไปเช่นนั้นเพราะ้าทดสอบสติปัญญาของคนทั้งคู่เท่านั้น และเธอก็ได้รู้แล้วว่า ครีโม่นั้นเป็คนมีสมองส่วนเยนิก้าเป็เพียงเด็กสาวไร้สมอง
จากนั้นเป็ลอยด์ที่เปิดปากสืบสวนเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแม้เขาจะไม่ได้ใส่ใจในตัวบุตรสาวคนนี้มากนัก แต่อย่างไรเอวาลีนก็เป็บุตรสาวแท้ๆและเป็บุตรคนแรกของเขาแม้ว่าตระกูลใหญ่จะไม่เชื่อและล้มเลิกงานแต่งงานก็ไม่เป็ไรขอเพียงสิ่งที่ออกจากปากของเอวาลีนเป็ถ้อยคำปฏิเสธ หรือต่อให้นั้นเป็เพียงคำโกหกก็พอที่ลอยด์จะช่วยล้างน้ำบุตรสาวให้สะอาด คืนชื่อเสียงที่เสียไปให้กับตระกูลโบมอนได้
ลีน่ารีบกล่าว“เอวาลีน พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกัน ลูกเล่าความจริงมาเถอะลูกนั้นยังเด็ก การออกไปเที่ยวเล่นนั้นไม่ใช่เื่แปลกและการพบเจอคนเลวทรามชั่วช้าก็ไม่ใช่ความผิด แม้ลูกจะถูกพวกมันทำร้าย พวกเราก็จะยืนอยู่ข้างลูกไม่ไปไหน”
ได้ฟังแบบนั้นเอวาหัวเราะอยู่ในใจ คำถามพวกนี้ฟังดูเพลินๆเหมือนกำลังเป็ห่วงเป็ใยแต่ในโลกของเอวาแล้ว สิ่งเล่านี้เป็คำถามชี้นำที่ตำรวจหรือทนายชอบใช้กัน
เธอผ่านโลกมามากมายไม่เหมือนกับเอวาลีนที่ไม่เท่าทันคนในครอบครัว การจะตอบโต้ทางความคิดกลับไปหรือหาวิธีล้างมลทินให้ตัวเองก็ไม่ใช่เื่ยากอะไรแต่ว่าเธอคือ เอวาไม่ใช่เอวาลีน เื่ยุ่งยากของอีกฝ่ายเหตุใดต้องให้เธอเป็คนแก้ไขด้วยขอเพียงเอวาหาวิธีกลับไปได้ ปัญหาที่กองอยู่ตรงหน้าก็ไม่เกี่ยวข้องกับเธออีก ด้วยเหตุนี้เอวาทำได้แค่พยักหน้ายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็ การออกไปเที่ยว หรือการพบเจอพวกเลวทรามโดยบังเอิญ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ลอยด์ที่ได้ฟังโกรธเป็ฝืนเป็ไฟหากจะจับเอวาลีนล้างน้ำใส่ตะกร้าจำเป็ต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งสองฝ่าย ลอยด์ผู้เป็พ่อเค้นเสียงด้วยความโกรธ
“สารเลวคิดจะให้ตระกูลของเราขายขี้หน้าด้วยเื่พรรค์นี้หรือไงเพราะเ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ตัวเองเป็พวกไร้สติปัญญา ไร้ค่าหรือคิดว่าพ่อแม่ไม่สนใจ ถึงต้องใช้วิธีเลวทรามเช่นนี้มาเรียกร้องความสนใจ...ออกไป...ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!!”
ไม่รอให้อีกฝ่ายกล่าวซ้ำเป็ครั้งที่สองเอวาเหยียดสองแขนทำความเคารพและเดินออกไปจากห้องทันทีเวลานี้ปัญหาบ้านคนอื่นจะสำคัญกว่าการหาวิธีกลับไปยังโลกเดิมของตัวเองได้อย่างไร
เมื่อเห็นท่าทีไม่สลดของบุตรสาวลอยด์โกรธเป็อย่างมาก แต่ก็ได้ลีน่าคอยช่วยปลอบใจและพูดแทนเอวาลีน จนลอยด์ถึงกับเอ่ยปากตำหนิภรรยาของตัวเอง
“ลีน่า เธอช่วยพูดแทนเด็กนั้นขนาดนี้ แต่ดูนางเคยมองเ้าเป็แม่สักครั้งไหม?”
ลีน่าส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มน้ำเสียงระปนความโศกเศร้า “ก่อนที่พี่หญิงจะเสียชีวิตข้ารับปากกับนางแล้วว่าจะดูแล เอวาลีนให้เหมือนกับลูกแท้ๆของตัวเองหากท่านพี่จะตำหนิข้าเื่นาง ข้าเองก็เต็มใจ”
วาจาหวานดุจน้ำผึ้งของลีน่าทำให้ลอยด์ค่อยๆคลายความโกรธลงเขาสวมกอดภรรยาผู้เป็ที่รักที่เข้าใจหัวอกและเสียสละตัวเองดูแลครอบครัวได้เป็อย่างดี…