บทที่ 11 ทฤษฎีของสองอาจารย์
“ใกล้จะค่ำแล้วนะคะ”
“นั้นสิครับ เวลาผ่านไปเร็วจนไม่รู้สึกตัวเลย”
เสียงหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังเดินคุยกันสบายๆบนทางเท้า
คนหนึ่งคืออาจารย์สาวร่างเล็กผมสั้นสีน้ำตาลในเครื่องแบบอาจารย์โรงเรียนยูนิโอร่าหรืออาจารย์อิกลู และอาจารย์หนุ่มร่างสูงผมหางม้าสีส้มสวมชุดกาวสีขาวหรืออาจารย์คามิโนว์
ตอนนี้เป็เวลายามเย็นฟ้าใกล้ค่ำแล้ว ทั้งคู่พึ่งออกมาจากบ้านหลังใหญ่ของนักเรียนที่มาเยี่ยมไข้และกำลังเดินทางกลับห้องพักที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนที่พวกตนสอน
“ไม่นึกว่าจะต้องใช้เวลานานขนาดนี้นะคะ”
“ถึงจะพูดอย่างนั้น ที่กลับค่ำเนี่ยเป็เพราะอาจารย์อิกลูสอนเอมเบรสไม่หยุดเองนี้ครับ?”
“ก็ช่วยไม่ได้นี่คะ ลูกศิษย์อุส่าขอร้องทั้งทีแถมเป็เอมเบรสซะด้วยจะปฏิเสธได้อย่างไรกันละคะ”
“ครับผมเองก็พอเข้าใจ”
ว่าแล้วเขาก็ขำออกมาท่าทางที่ดีใจของอาจารย์สาวข้างกาย
สำหรับอาจารย์อิกลูแล้วเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ตอนที่เอมเบรสถูกย้ายมายังห้อง1-D ใหม่ๆได้สร้างเื่ไว้มากมายในห้องและตัวเธอด้วย ตัวเอมเบรสนั้นมีปัญหานั้นตัวเธอก็รู้ดีจากเื่ลัทธิกับเวทต้องห้ามที่ทำไปตอนงานประลองทำให้ลูกศิษย์เขาตกต่ำลงจนมาถึงจุดนี้
แม้จะพยายามยืนมือไปช่วยแต่ก็ได้คำตอบดูถูกเหยียดหยามกลับมาว่า
‘อาจารย์สามัญชนธรรมดาอย่างเธอจะมีปัญญาช่วยอะไรฉันคนนี้ได้หรือ?’
คำพูดที่ดูถูกออกมาแต่แววตากลับชั่งว่างเปล่าเสียเหลือเกิน เหมือนปลาที่ตายไปแล้วไร้ซึ่งความหวังและกำลังใจ ภาพในวันนั้นยังคงติดตาจนถึงทุกวันนี้
ในตอนนั้นเธอได้แต่เงียบไปไม่ได้ตอบอะไรกลับและปล่อยให้มันผ่านไป ไม่อาจช่วยอะไรเขาได้ทำให้รู้ถึงความไร้สามารถของตนเอง และตอนนี้การที่เขามาก้มหัวขอร้องด้วยแววตาที่เปล่งประกายเต็มไปด้วยความหวัง… มันเลยอดไม่ได้ที่จะอยากช่วยอย่างสุดความสามารถเท่าที่ทำได้
“อาจารย์คามิโนว์เองก็สอนไปเยอะไม่ใช้ย่อยเหมือนกันนี่คะ?”
“ก็…คงปฏิเสธอะไรไม่ได้พอเห็นอย่างนั้น”
ยอมรับแต่โดยดีก็เพราะมันเป็ความจริง
สำหรับเขาแล้วการได้เห็นแววตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความหวังเข้ามาก้มขอร้องเขาขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากสนับสนุนช่วยซึ่งเขาเชื่อว่าอาจารย์อิกลูก็คงคิดไม่ต่างจากกัน
‘เด็กหนุ่มเอมเบรสคนนั้น…เขาเหมือนดังแสงไฟดวงเล็กๆที่ส่องสว่างนำทางในเงามืดก็เป็ได้’นั้นคือสิ่งที่อาจารย์คามิโนว์รู้สึกถึง
“แต่ก็อดเป็ห่วงไม่ได้ว่าที่พวกเราทำมันถูกต้องหรือเปล่า”
“…นั้นสินะคะ”
พวกเขาพึ่งแนะนำเื่ใช้เวทและการรักษาที่อาจเป็ไปได้ให้กับเอมเบรสไป สภาพร่างกายของเขาเสียหายไปมากชนิดที่เรียกได้ว่ามีชีวิตก็ปาฏิหาริย์แล้ว
วงจรมานาเสียหายจนรวนไปหมดพลังธาตุต่างๆก็ไม่แพ้กันเสียหายหนักมากโดยเฉพาะธาตุไฟธาตุหลักของเขา แม้จะคิดอย่างนั้นพอได้เห็นหน้าที่ใสซื่อบริสุทธิ์เข้าไปทำเอาปฏิเสธไม่ออก และแน่นอนตอนที่บอกจะช่วยตัวเขาคิดจริงจังถึงอธิบายวิธีรักษาให้เอมเบรสอย่างสุดความสามารถเหมือนอาจารย์อิกลูสอนการใช้เวทดิน
ทำให้ได้หนังสือเรียนกับมือเล่มแรกในชีวิตให้กับเอมเบรสไปกันทั้งคู่
“แต่ว่า การที่คนเราจะเปลี่ยนพลังธาตุหลักในร่างกายมันเป็ไปได้เหรอคะ?”
ความสงสัยในใจยังไม่หายไปอาจารย์อิกลูที่พึ่งได้เห็นเื่น่าเหลือเชื่อจากลูกศิษย์ ถึงจะพึ่งสอนนักเรียนเป็ปีแรกแต่เธอมั่นใจในความรู้และวิชาการตลอดหลายปีที่เรียนมา ซึ่งปรากฏการณ์เปลี่ยนธาตุของเอมเบรสจากไฟไปเป็ดินมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“เอาจริงๆแล้วเป็ไปไม่ได้ครับ เวทและมานาในร่างกายก็เหมือนจิติญญาและชีวิตของเราเลย การจะไปเปลี่ยนมันก็เหมือนกับเปลี่ยนพลังชีวิตหรือตัวตนของจิติญญา มันไม่ใช้อะไรที่จะเปลี่ยนกันได้…เว้นแต่ว่า…”
“เว้นแต่ว่า?”
อาจารย์อิกลูหยุดเดินมองอาจารย์นามิโคว์ที่ค้างไป ท่าทางที่กังวลที่จะพูดทำเอาอาจารย์สาวรู้สึกไม่ค่อยดี
“ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันครับ…วิธีเปลี่ยนพลังชีวิตและอาจารย์อิกลูก็น่าจะพอนึกออก”
“…เวทแห่งความมืด”
อาจารย์อิกลูพูดออกมาอย่างกลัวๆ เธอพอเข้าเื่ที่อาจารย์คามิโนว์จะบอก
“เวทแห่งความมืด เวทธาตุต้องห้ามที่เป็ปรปักษ์ต่อเวททั้ง 5 ธาตุ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ถ้าพลังธาตุทั้ง 5 คือพลังชีวิตแล้วละก็พลังธาตุมืดก็คือความตาย พลังธาตุต้องห้ามที่ไม่ควรไปจับต้องเพราะสิ่งที่จับออกมาจะเป็อะไรก็ไม่อาจรู้ได้”
อาจารย์คามิโนว์อธิบายต่อ
“เวทธาตุทั้ง 5 สิ่งที่ผู้ใช้เวทร่ายออกมาจะมาจากความรู้ ความเข้าใจ หรือจับต้องได้เป็รูปธรรม อย่างเวทไฟก็เป็ไฟหรือความร้อนที่ เวทน้ำก็เป็น้ำหรือน้ำแข็ง เวทลมก็เป็ลม เวทดินก็เป็ดินหรือหิน เวทแสงก็เป็แสง เวทแต่ละธาตุก็จะออกมาตามชื่อธาตุตรงๆด้วยตัวของมันเองไม่มีผิดเพี้ยน แต่สำหรับเวทธาตุมืดแล้วไม่ใช้”
เขามองขึ้นท้องฟ้าที่มืดก่อนอธิบายต่อ
“ในความมืดนั้นสิ่งที่จะออกมาจะเป็อะไรก็ได้ไม่มีใครจะเป็ ไฟ น้ำ ดิน ลม แสงหรือแม้แต่ความมืดเองก็ตาม อะไรจะออกมาก็ได้ในความมืดที่มองไม่เห็นและไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเหมือนท้องฟ้าที่อยู่ตรงหน้านี้”
เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าตาม ท้องฟ้าในวันนี้ชั่งมืดเสียเหลือเกินไม่มีเมฆไม่เห็นดวงดาวและพระจันทร์ ไม่เห็นสิ่งใดเลยมีสีดำที่ทาไปทั่วผืนผ้านภานี้ดังม่านดำที่ปิดไว้ไม่ให้ใครรู้สิ่งที่อยู่หลังม่านนั้นจนกว่าจะได้เปิดม่านออก
อาจจะมีเมฆก็ได้แค่มันมืดจนมันมองไม่เห็น
อาจจะมีดวงดาวอยู่บนท้องฟ้าก็ได้แค่มันมืดจนมองไม่เห็น
อาจจะมีพระจันทร์ดวงใหญ่อยู่บนท้องฟ้าก็ได้แค่มันมืดจนมองไม่เห็น
ไม่เห็นไม่ใช้ไม่มี มันยังอยู่ที่เดิมแค่เรามองไม่เห็นและสิ่งที่ออกจากท้องฟ้ามืดมิดนั้นคือ…
“ว้าย!”
“ไม่เป็ไรครับ แค่ค้างคาว”
ในท้องฟ้ามืดที่ไม่เห็นอะไรกลับมีค้างคาวบินออกมาไม่ได้ตั้งตัว มันบินผ่านหน้าทั้งคู่ไปก่อนจะหายไปในท้องฟ้าที่มืดมิดอีกครั้ง
“อย่างที่บอกมันเป็เวทต้องห้ามที่ไม่ควรใช้ เพราะเราไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นและส่วนใหญ่ผลที่ตามมาก็มักจะเป็เื่ร้ายเสมอเหมือนเอมเบรสที่เคยใช้เวทต้องห้ามไปและผลที่ตามมา”
สภาพร่างกายของเอมเบรสที่ทั้งคู่ได้เห็นต่างต้องใ ภาพวงจรมานาที่ผิดเพี้ยนพลังธาตุเบาบางอ่อนแอไร้พลังนั้นคือสิ่งที่แลกกับการใช้เวทแห่งความมืด
“จะบอกว่าเอมเบรสยังใช้เวทต้องห้ามอยู่เหรอคะ!”
อาจารย์อิกลูรีบถามด้วยความร้อนรน การที่เอมเบรสที่ไม่น่าจะใช้พลังธาตุดินได้กลับใช้ได้อย่างน่าประหลาดอาจจะเป็เพราะใช้พลังธาตุมืดก็เป็ไปได้ ถ้าเป็เื่จริงเธอในฐานะอาจารย์ของเขาต้องหยุดให้ได้
ระหว่างที่กำลังคิดงั้นอาจารย์คามิโนว์ห้ามไว้ก่อน
“ไม่เป็ไรครับ เอมเบรสไม่มีพลังธาตุมืดอยู่ในร่างกายครับจากที่ทดสอบเบื้องต้นดูอาจารย์อิกลูก็เห็นนี้ครับ”
“ก็จริงนะคะ…”
หลอดทดลองที่ทดสอบธาตุของเอมเบรสไปไม่มีสีดำที่เป็สีของธาตุมืด โดยทั่วไปถ้ามีการใช้เวทธาตุตอนตรวจสอบก็จะปรากฏสีดำซึ่งเป็สีของธาตุมืดให้เห็น
“แล้วทำไมเอมเบรสถึงใช้ธาตุดินได้ละคะ แถมเป็ธาตุหลักด้วย?”
“คาดว่าคงเป็ผลจากการใช้เวทต้องห้ามนะครับ การที่ธาตุไฟธาตุหลักกับวงจรเสียหายอาจจะไปปลุกพลังธาตุดินก็เป็ได้ครับใครจะรู้ …ก็ไม่รู้เอมเบรสจะคิดยังไงที่ได้พลังธาตุดินเป็ธาตุหลักแทนธาตุไฟที่เสียไปเพราะเวทต้องห้ามที่เป็ตัวต้นเหตุ”
“นั้นสิ…คะ”
เขาอุส่าดูกลับมีความหวังทั้งทีคงจะบอกเื่นี้ไม่ได้ อาจารย์ทั้งสองต่างคิดงั้น
“แล้วเื่ที่ท่าทางที่แปลกไปของเอมเบรสก็เกี่ยวกับเวทต้องห้ามด้วยไหมคะ”
“ก็เป็ไปได้ครับ เคยมีหลายเคสที่มีคนใช้เวทธาตุมืดแล้วนิสัยเปลี่ยนเป็คนละคนครับ… แต่ของเอมเบรสค่อนข้างแปลก”
“แปลกยังไงคะ?”
“ครับ โดยปกติเคสที่เจอคนที่ใช้เวทธาตุมืดโดยเฉพาะพวกลัทธิมืดแล้วจะกลายเป็ก้าวร้าว ใจร้อน โหดร้ายและอื่นในทางลบ แต่ของเอมเบรสนี้ตรงกันข้าม”
“จะว่าไปก็จริงนะคะ”
นิสัยในวันนี้แตกต่างที่เธอเคยเจอจากปกติเรียกได้ว่าเป็คนละคนเลย แต่มันดีขึ้นไม่ใช้แย่ลงอย่างน้อยสำหรับเธอเห็นเป็งั้น
“จากที่ฟังแล้ววิเคราะห์มากันนี้ มีแต่เื่ไม่เข้าใจเต็มไปหมดแถมหลายๆอย่างยังขัดแย้งกันเองด้วย”
“ก็ตามนั้นครับ คงต้องรายงานผอ.ตามข้อมูลที่ได้ตรวจไปก่อนส่วนเื่ทฤษฎีต่างๆ…ไว้ว่ากันอีกทีครับ”
“คงต้องทำตามนั้นละคะ”
เมื่ออาจารย์ทั้งสองต่างเห็นพ้องกันก็เดินทางกลับต่อ
ที่พวกเขามาหาลูกศิษย์ในวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อตรวจอาการเยี่ยมไข้ แต่คำสั่งจริงๆคือตรวจสังเกตการณ์ดูว่าได้มีการใช้หรือยังมีพลังธาตุมืดอยู่ในตัวเหลืออยู่ไหม
สำหรับคนเคยใช้เวทธาตุมืดมาก่อนมีความเป็ไปได้ที่จะยังมีพลังเหลืออยู่ได้ ซึ่งนั้นมันอาจทำอันตรายต่อตัวเองและคนรอบข้างได้ เพื่อความปลอดภัยจึงได้ส่งอาจารย์ทั้งสองมาตรวจสอบดู
“นี้อาจารย์อิกลู”
“คะ?”
“คิดเอมเบรสกำลังหลอกพวกเราอยู่ไหม?”
“หลอกพวกเราอยู่เหรอคะ?”
“เื่ท่าทางและนิสัยที่เปลี่ยนไปนะครับ ที่เป็การแสดงเพื่อให้พวกเราตายใจแต่ที่จริงยังเหมือนเดิมและยังแอบใช้เวทต้องห้ามอยู่”
“……”
อาจารย์หนุ่มหันมาถามอาจารย์สาวอย่างจริงจัง
ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะหลอกการทดสอบธาตุในร่างกายไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้ที่จะหลอกพวกเรา เอมเบรสที่กลับหรือเปลี่ยนไปเป็คนใหม่ด้วยตัวเองหรือจากผลกระทบจากเวทต้องห้ามก็ตาม
ทุกสิ่งที่เจอวันนี้อาจเป็เพียงภาพลวงตามันคือการแสดงก็เป็ไปได้
อาจารย์สาวที่ได้ยินอย่างนั้นก็เงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะขำออกมาแล้วหันมาตอบว่า
“ไม่หรอกคะ ถึงจะไม่รู้ว่าเอมเบรสได้พลังธาตุดินมาได้ยังไง แต่อย่างน้อยฉันเชื่อว่านั้นคือใจจริงของเขา ถามบอกว่านั้นคือการแสดงฉันก็ยินดีโดนหลอกคะ”
เธอตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
เธอเชื่อว่าการที่เอมเบรสมาขอร้องเธอไม่ใช้เื่โกหก ดวงตาที่เปล่งประกายเต็มไปด้วยความหวัง ท่าทางที่ตั้งใจฟังที่สอนแม้จะเหนื่อยและไม่เข้าใจก็ตาม ความลนลานที่เห็นเธอคุกกี้ติดคอแล้วพยายามหาทางช่วยและดีใจที่ตัวเธอไม่เป็ไรในตอนนั้น
มันไม่ใช้สิ่งที่เรียกว่าการแสดงแน่นอน!
“งั้นเหรอครับ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีผมคนเดียวที่ยินดีโดนหลอกละนะ”
เขาเองก็อดหัวเราะกับสิ่งตัวเองพึ่งถามไปไม่ได้
จริงอยู่ตัวตนของธาตุดินที่เป็ธาตุหลักแทนธาตุไฟที่เสียไปยังคงเป็ปริศนา แต่อย่างน้อยเขาก็เชื่อในตัวเอมเบรสว่าสิ่งที่เจอในวันนี้ไม่ใช่เื่โกหกเช่นกัน แววตาและท่าทางที่ใสซื่อบริสุทธิ์กำลังสนุกตอนกำลังเรียนเหมือนเด็กน้อยที่เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ไม่ใช่เื่โกหก
“ขอโทษนะครับ ที่ถามอะไรไร้สาระไป”
“ไม่หรอกคะ อย่างน้อยก็ดีใจที่มีคนคิดเหมือนกัน”
“งั้นเหรอครับ แต่ยังไงก็คงต้องเฝ้าสังเกตกันไปยาวๆ จากนี้ขอฝากตัวด้วยนะครับ อาจารย์อิกลู”
“ทางนี้ก็เช่นกันคะ ฝากตัวด้วยนะคะอาจารย์คามิโนว์”
ทั้งคู่จับมือยิ้มให้กันเพื่อเตรียมเฝ้าดูและช่วยเหลือเอมเบรส ลูกศิษย์ของทั้งสองในอนาคตนี้
“ว่าจะไป ไปทานข้าวเย็นด้วยกันไหมครับพอมีร้านคนรู้จักอยู่ข้างๆโรงเรียน?”
อาจารย์คามิโนว์เปลี่ยนเื่คุยเปลี่ยนบรรยากาศ นี้ก็เย็นแล้วแต่พวกเขายังไม่ได้ทานมื้อเย็นเลยจึงถือโอกาสชวน แต่ก็โดนปฏิเสธ
“เออ…ต้องขอโทษด้วยคะ พอดียังไม่หิว…”
“อ้อ ก็เล่นกินคุกกี้ไปตั้งขนาดนั้นนี่นะ ช่วยไม่ได้”
“ไม่ต้องพูดอย่างนั้นก็ได้คะ! ฉันเองก็อายเป็นะคะอาจารย์คามิโนว์!”
อาจารย์อิกลูได้แต่อายหน้าแดงไม่อาจปฏิเสธได้ ต้องยอมรับว่าเธอชอบคุกกี้ที่บ้านของเอมเบรสอย่างมากซะกินเกลี้ยงเลยแถมได้กลับมาเป็ของฝากกันกับอาจารย์คามิโนว์คนละถุง
“ฮะๆๆขอโทษด้วยครับ งั้นเดี๋ยวผมให้ขนมแทนนะ”
ว่าแล้วอาจารย์คามิโนว์ยิ้มยืนถุงคุกกี้ให้อาจารย์อิกลูเหมือนให้ขนมเด็ก
“เห็นฉันเป็เด็กหรือไงคะ”
“แล้ว…เอาไหม?”
“เอาสิคะ”
เธอคว้าถุงหมับก่อนจะยิ้มดีใจที่ได้ขนมเพิ่ม
‘เหมือนจะต้องมีเด็กให้ดูแลเพิ่มอีกคนน้า’เขาคิดงั้นขณะมองใบหน้าอาจารย์ที่ยิ้มแย้มที่ได้ถุงคุกกี้อีกถุง
“จากนี้อาจต้องเจอกันบ่อยๆเรียกผมว่าหมอโนว์แล้วกันครับ สมัยก่อนเพื่อนชอบเรียกผมด้วยชื่อนั้นแถมให้ถูกเรียกว่าอาจารย์บ่อยดูไม่เข้ากับผมเท่าไร”
ว่าแล้วเขาก็หัวเราะให้กับสภาพตัวเองที่ดูไม่ค่อยเป็อาจารย์เท่าไร
“งั้นทางนี้ก็เหมือนคะ เรียกฉันว่าอิกลูก็พอยังไงก็อายุเท่ากันยังไงขอฝากตัวอีกครั้งด้วยคะนะ คุณหมอโนว์”
อาจารย์อิกลูยิ้มสดใสให้อาจารย์คามิโนว์ที่เห็นงั้นก่อนชะงักไปแป๊บหนึ่งก่อนจะยิ้มตอบกลับ
“ที่จริงผมอายุมากกว่านะ แต่ชั่งเถอะทางนี้ก็ขอฝากตัวอีกครั้งด้วยครับคุณอิกลู”
อาจารย์หนุ่มสาวต่างยิ้มให้กัน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยเล่นกันกลับที่พักกันตลอดทาง