เมื่อเห็นสามีทำหน้าสลด มีหรือที่เซี่ยซูมี่จะทนได้ รู้ดีว่าสามีไม่คิดจะว่าร้ายตนเอง เพียงแค่นึกมันเขี้ยวเท่านั้น และคงไม่คิดว่าตนเองจะวาจาร้อยเล่มเกวียนประจบสอพลอเก่งถึงเพียงนี้
“ข้าแค่พูดเล่นเ้าค่ะ เลิกทำหน้าหงอยเหมือนเ้าวัวสองตัวนี้เวลาโดนดุได้แล้วเ้าค่ะ มันไม่เหมาะกับท่านพี่สักเท่าไหร่” เซี่ยซูมี่เขย่งเท้าจากนั้นก็ยื่นมือไปบีบแก้มสามีให้เขายิ้มออกได้แล้ว
“เ้าแกล้งพี่หรอกหรือ? เช่นนั้นกลับบ้านไปต้องถูกทำโทษ” ซ่งเวยหลงใช้สายตาเ้าเล่ห์ใส่ภรรยา คิดว่าจะมีเพียงนางคนเดียวหรืออย่างไรที่เสแสร้งเป็ ตัวเขาเองได้เรียนรู้และปรับตัวมาจากภรรยาเช่นเดียวกัน
ทางด้านเซี่ยซูมี่ไม่ยี่หระ ซ้ำยังยักไหล่อย่างคนไม่เกรงกลัวในคำขู่ของสามีเลยสักนิด ลงโทษก็ลงโทษไปสิ ลงโทษหนักๆ เลยยิ่งดี แค่ก!!!!
จากนั้นทั้งสองคนก็เอาเกวียนไปจอดยังที่เดิมที่เคยฝากเอาไว้ วันนี้เซี่ยซูมี่พกอาหารเช้ามากินเอง เคยกินอาหารที่ในเมืองแล้วรู้สึกไม่ถูกปากสักเท่าไหร่ ไม่เค็มก็จืดมีเพียงสองรสชาติเท่านั้น
“ท่านพี่เ้าคะ ข้าขอถามอะไรหน่อยสิเ้าคะ” เซี่ยซูมี่นึกอยากจะถามสามีมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเสียที ครั้งนี้นึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามเขาออกไป
“ว่าอย่างไรหรือ?” ซ่งเวยหลงที่กำลังกินห่อข้าวกับเนื้อแห้งที่ภรรยาห่อมาถึงกับชะงัก
“ผู้คนที่นี่ไม่กินเผ็ดกันหรือเ้าคะ? ทำไมอาหารที่ขายถึงมีแต่รสจืด?” เซี่ยซูมี่เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“แล้วเ้าไม่ใช่คนที่นี่หรืออย่างไร?” ซ่งเวยหลงจ้องหน้าภรรยาอย่าง้าคำตอบ ทำเอาคนที่ถูกถามถึงกลับกลืนน้ำลายกับคำถามที่เหมือนจะแว้งมาทำร้ายตัวเอง
“ก็...ก็คนที่นี่สิเ้าคะ แค่สงสัยน่ะเ้าค่ะ ข้าไม่ค่อยเข้ามาในเมืองเท่าไหร่เลยไม่รู้ว่าคนในเมืองเขาไม่กินเผ็ด" เซี่ยซูมี่กรอกสายตาไปรอบๆ แสร้งเป็มองสิ่งต่างๆ รอบตัวไปเรื่อย ทั้งๆ ที่ภายในหัวกำลังคิดหาทางออกของคำถามนี้ให้ตัวเองอยู่
“หึ แถวนี้ก็กินรสชาติทั่วไปกันนั่นแหละ แต่ครั้งก่อนเ้าไปกินร้านบะหมี่จะให้รสเผ็ดได้อย่างไร?” ซ่งเวยหลงพูดพร้อมทั้งส่ายหน้า นี่นะหรือคนที่เจรจาต่อรองการค้าได้เป็เลิศ พูดจนคุณชายเหอเคลิ้มตามก็ทำมาแล้ว กลับมาตกม้าตายเพราะเื่ง่ายๆ พวกนี้
“นั่นน่ะสินะเ้าคะ ข้านี่ก็ถามแปลกๆ” เซี่ยซูมี่ยิ้มกลบเกลื่อน
หลังจากที่กินมื้อเช้ากันแล้ว ก็ได้เวลาละลายทรัพย์ เงิน 30 ตำลึงที่ได้มาหมาดๆ ในวันนี้ ดูสิว่าจะเหลือกลับบ้านเท่าไหร่ ในเมื่อเอาผ้าห่มหนาอย่างดีออกมาจากในมิติไม่ได้ ก็จำเป็ต้องเข้ามาซื้อในตลาดแห่งนี้แทน แม้ว่ามันจะเทียบกันไม่ได้กับผ้าห่มขนเป็ดสุดแสนจะหนานุ่มและอบอุ่นก็ตามทีเถอะ
เซี่ยซูมี่ซื้อของใช้เต็มเกวียนเทียมอีกตามเคย มีแต่สิ่งจำเป็ทั้งสิ้น แค่ผ้าห่มหนาหนัก 7 ชั่งผืนเดียวก็ราคา 1 ตำลึงแล้ว ไหนจะผ้าม่าน ถ้วยชามที่ต้องซื้อเพิ่มอีก หม้อ ไห กระทะ เรียกได้ว่าจัดเต็มแบบครบครันที่สุดเท่าที่ยุคสมัยนี้จะมีแล้ว
ซ่งเวยหลงทำเพียงเดินตามภรรยาไปอย่างเงียบๆ เท่านั้น ไม่มีห้ามปรามใดๆ เพราะทุกครั้งที่นางเลือกซื้อของใบหน้าของนางดูจะมีความสุขมาก ตนที่เป็สามีคงทำได้เพียงหาเงินให้ได้มากขึ้น เพื่อมาใช้จ่ายในครอบครัวเท่านั้น
“กลับกันเถอะเ้าค่ะ แค่นี้ก็น่าจะครบแล้ว” เซี่ยซูมี่มั่นใจว่าไม่น่าจะลืมสิ่งใด เพราะเท่าที่รู้คือพร์ที่ติดตัวมาคือความจำ ตนสามารถจำทุกอย่างได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ก่อนหน้าที่จะมาก็ได้สำรวจแล้วว่าต้องซื้ออะไรบ้าง จึงคิดว่าไม่น่าจะมีสิ่งใดตกหล่นแล้ว
“อืม” ซ่งเวยหลงพยักหน้าเห็นด้วย เพราะตอนนี้บนเกวียนเทียมแทบจะไม่เหลือที่นั่งอีกต่อไปแล้ว
“อุ๊ย..มากถึงเพียงนี้เลยหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ไม่คิดว่าจะมากถึงเพียงนี้ แต่เมื่อเดินไปถึงเห็นข้าวของเต็มเกวียนเทียมแล้วได้แต่อุทานอย่างแปลกใจ
“หากน้องยังไม่กลับพี่คิดว่าน้องคงต้องเดินกลับแล้วล่ะ เพราะไม่มีที่นั่ง” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น เหงื่อเริ่มซึมออกตามหน้าผาก ไรผมและกลางหลังเป็วงกว้าง
ชายหนุ่มรับหน้าที่เดินเอาของมาเก็บไว้ในเกวียน เนื่องจากว่าคนรับฝากเกวียนเฝ้าอยู่จึงวางใจที่จะเอาของมาเก็บที่เกวียน เขาเดินไม่ต่ำกว่าสิบรอบ เข้าป่าล่าสัตว์ยังไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าเดินซื้อของกับภรรยา เชื่อแล้วว่าผู้หญิงเป็เพศที่จับจ่ายใช้สอยเก่งที่สุด ภรรยาเขาต่างออกไปตรงที่นางไม่ซื้อเครื่องประทินผิวอย่างที่ควรจะเป็ แต่ใบหน้าและผิวกลับใสเรียบเนียนขึ้นมาก
“ก็แรงอยู่นะเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เผลอพูดแซะสามี เื่คำพูดคำจากประชดประชันของเขา
“อะไรแรงหรือ?” ซ่งเวยหลงบางครั้งก็ไม่ค่อยเข้าใจภาษาที่ภรรยาพูดสักเท่าไหร่ ต้องจับใจความถึงจะพอพูดคุยกันรู้เื่
“ข้าหมายถึงแดดน่ะเ้าค่ะ วันนี้แดดแรงมาก” เซี่ยซูมี่กลอกตามองบน โทษดวงอาทิตย์ไปเสียอย่างนั้น จนปัญญาที่จะอธิบายความหมายให้สามีเข้าใจ
“เช่นนั้นก็รีบกลับกันเถิด หากอยู่นานกว่านี้ผิวน้องอาจจะเสียเอาได้” ซ่งเวยหลงพูดขึ้นด้วยความเป็ห่วง ตอนนี้ใบหน้าอันขาวนวลของนางกำลังขึ้นสีแดงระเรื่อ
“เ้าค่ะ” ขนาดหลอกว่าเขาถึงเพียงนี้ก็ยังไม่หยุดที่จะหยอดคำหวานใส่ แล้วเช่นนี้จะไม่ยอมให้ทำโทษหนักๆ ได้อย่างไร ฮิๆ
เมื่อทั้งสองคนกลับถึงบ้านก็พบเข้ากับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งก็คือนางเซี่ยนั่นเอง เดิมทีนางเซี่ยตั้งใจว่าจะแกล้งป่วย แต่ก็กลัวว่าสามีจะไม่มีความสามารถในการเรียกร้องความสงสารและเห็นใจให้ลูกสาวกลับไปดูดำดูดีพ่อ ตนจึงต้องเป็คนมาแจ้งข่าวสำคัญนี้ด้วยตัวเอง
“ท่านแม่ของน้องใช่หรือไม่?” ซ่งเวยหลงเป็คนบังคับเกวียน จึงไม่แปลกหากเขาจะมองเห็นแม่ยายของตนเองก่อน
“น่าจะใช่เ้าค่ะ ท่านเอาเกวียนไปจอดที่บ้านใหม่ของเราเลยก็ได้เ้าค่ะ จะได้ขนของลงได้สะดวก” เซี่ยซูมี่จำแม่ของตัวเองได้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็หาได้สนใจไม่ ซ้ำยังบอกสามีให้บังคับเกวียนเข้าไปในบ้านใหม่ แทนที่จะรีบตรงไปหาแม่ของตนเอง
ทางด้านนางเซี่ยที่สังเกตเห็นเกวียนของลูกสาวและลูกเขยมาแต่ไกล ตนจึงลุกขึ้นจากร่มไม้ที่ใช้สำหรับบังแดด เนื่องจากว่าเข้าไปในบริเวณบ้านของทั้งสองคนไม่ได้ จึงจำเป็ต้องนั่งรอใต้ร่มไม้แทน ก่นด่าลูกสาวอยู่ในใจว่าไม่รีบกลับบ้าน ปล่อยให้ตนต้องนั่งตากแดดร้อนๆ รอครึ่งค่อนวัน แต่แล้วแทบอกแตกตายเมื่อเห็นเกวียนของลูกสาว แทนที่พวกเขาจะรีบเข้ามาถามไถ่ตน แต่กลับกลายเป็ว่าทั้งสองคนเลี้ยงเกวียนเข้าไปยังบ้านใหม่หลังใหญ่โตเสียนี่ อกตัญญูชัดๆ
“เสี่ยวมี่ เสี่ยวมี่ลูกแม่ ฮือๆ ลูกต้องช่วยพ่อของลูกนะ” นางเซี่ยไม่ยอมแพ้ บีบน้ำตาจากนั้นก็รีบวิ่งไปทางบ้านใหม่ของลูกสาวในทันที
“คารวะท่านแม่ยาย” ซ่งเวยหลงทำความเคารพแม่ยาย รู้สึกละอายใจเล็กน้อยเื่ที่ตนหลอกเป็คนอื่นไม่ใช่พรานป่าหน้าโฉดที่แต่งงานกับลูกสาวของนาง
“ไม่ต้องมากพิธีหรอกพ่อซ่ง คนกันเองทั้งนั้นพาแม่เข้าไปในบ้านก่อนเถิด แม่จะเป็ลมแดดตายอยู่แล้ว” คนเห็นแก่ตัวก็คือคนเห็นแก่ตัว เมื่อคราวที่ตนเองลำบากก็ลืมคนอื่นจนหมดสิ้น ลืมแม้กระทั่งว่าตนมาที่นี่ด้วยเหตุผลอันใด
“เชิญขอรับ” ซ่งเวยหลงไขกุญแจบ้านใหม่ จากนั้นก็ผายมือให้แม่ยายเข้าไปนั่ง
ภายในบ้านสะอาดสะอ้าน เนื่องจากว่าเถ้าแก่สั่งให้ลูกน้องทำความสะอาดก่อนส่งมอบงาน นอกจากนั้นเซี่ยซูมี่ยังสั่งให้ใช้ดินจอมปลวกที่เก็บมาก่อนหน้านั้นฉาบลงไปตามพื้นดิน ทำให้พื้นเรียบไม่มีดินสกปรกอย่างที่ควรจะเป็ บ้านอื่นต้องใส่รองเท้าเข้ามาภายในบ้าน แต่ไม่ใช่สำหรับบ้านใหม่ของทั้งสองคนอีกต่อไป ใส่เพียงถุงเท้าเข้ามาก็เพียงพอแล้ว
นางเซี่ยเมื่อเข้ามาภายในบ้าน สายตาก็สอดส่องสำรวจ ข้างนอกบ้านว่าใหญ่แล้ว ภายในบ้านกลับกว้างขวางโอ่โถงยิ่งนัก ไหนจะข้าวของเครื่องใช้น่าจะเป็ไม้มงคลชั้นดี โต๊ะ เก้าอี้นี่เอง ประณีตยิ่งนัก ไม่เหมือนโต๊ะไม้ไผ่โกโรโกโสที่บ้าน เข้ามาแล้วก็ไม่คิดอยากจะกลับไปบ้านเก่าๆ โทรมๆ หลังนั้นอีกแล้ว
“ท่านแม่มาหาข้ามีเื่อันใดหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่นึกตำหนิตัวเองอยู่ในใจ ที่วันนั้นลืมให้สองคนนี้เขียนหนังสือตัดขาดตนออกจากตระกูลเซี่ย จะได้ไม่มีเื่อันใดให้เกี่ยวข้องกันอีก
“เสี่ยวมี่ แม่รู้ว่าลูกยังโกรธที่พ่อกับแม่พูดไปในครั้งนั้น ตัวแม่เองก็เสียใจ ไม่รู้ว่าผีห่าตัวไหนมาเข้าสิงให้แม่พูดไปเช่นนั้น แม่ใและเสียใจที่มีคนไปบอกว่าพราน ฉะ อะเอ่อ พรานซ่งขายลูกให้กับเศรษฐี แม่เลี้ยงลูกมาอย่างดี งานหนักไม่เคยให้แตะต้อง เมื่อได้ยินว่าลูกกลายเป็ทาสแม่จึงทำใจไม่ได้” นางเซี่ยบีบน้ำตาขณะที่พูดอีกครั้ง
“…..” เซี่ยซูมี่นั่งกอดอกมองแม่ของตัวเองแสดงละครฉากใหญ่ คล้ายเหตุการณ์เดจาวูในตอนที่พ่อและแม่ไปแสดงตัวว่าเป็แม่พ่อแท้ของตนที่พลัดพรากกันในงานเปิดตัวสินค้า ช่างเล่นละครได้เก่งทุกชาติภพจริงๆ
“หากลูกจะยังโกรธอยู่ แม่ก็จะไม่ขอลงความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ตอนนี้ท่านพ่อของลูกป่วยหนัก แม่แค่อยากจะให้ลูกไปดูใจท่านพ่อสักครั้งก็เท่านั้น” นางเซี่ยพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด ซ้ำยังบีบน้ำตาให้ไหลราวกับสั่งได้ หากคนนอกมาเห็นก็คงจะรู้สึกสงสารจับใจ แต่สำหรับเซี่ยซูมี่คงต้องบอกว่าไม่มีความรู้สึกนั้นหลงเหลืออยู่แล้ว
“แล้วอย่างไรเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่เอ่ยถามขึ้น ซ่งเวยหลงได้ยินน้ำเสียงเย็นะเืของภรรยาก็ได้แต่นั่งนิ่งไม่กล้าที่จะเอ่ยคำใดออกมาให้นางขุ่นข้องหมองใจ
“อย่างไร? อย่างไรน่ะหรือ… คือแม่แค่้าให้ลูกไปเยี่ยมท่านพ่อของลูกเท่านั้น” นางเซี่ยไปต่อไม่ถูกเมื่อลูกสาวเอ่ยถามขึ้น นึกสับสนในใจ ไม่ใช่ว่านางพูดไปแล้วหรือว่าอยากให้ไปเยี่ยมท่านพ่อที่บ้านสักครั้งหนึ่ง
“ข้าหมายถึงว่า เพียงแค่ให้ข้าไปเยี่ยมแค่นั้นหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ขยายความ
“อะ อ้อ ใช่จ้ะใช่ๆ” นางเซี่ยเอ่ย รู้สึกสับสนมึนงงกับคำพูดลูกสาว ไม่คิดว่านางจะยอมไปง่ายถึงเพียงนี้
“แต่ถ้าข้าจำไม่ผิด ข้าจำได้ว่าก่อนที่พวกท่านจะมาส่งตัวข้าที่นี่ ท่านพ่อได้สั่งเอาไว้ว่า ไม่ว่าจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ห้ามข้าไปเหยียบที่ตระกูลเซี่ยอีกไม่ใช่หรือเ้าคะ? ข้ารักท่านพ่อกับท่านแม่มาก ข้าเป็ลูกเมื่อพ่อแม่สั่งเสียอันใดก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดถึงจะเรียกว่ากตัญญูท่านแม่ว่าข้าพูดถูกหรือไม่เ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ทำหน้าสลดใจ รู้สึกเสียใจที่พูดคำนี้ออกมา ให้ดูเหมือนราวกับว่าอยากจะไปเยี่ยมพ่อของตัวเอง แต่ติดตรงคำสั่งที่แสนจะเด็ดขาดของผู้เป็พ่อเท่านั้น
“โถเสี่ยวมี่ ลูกจะไปสนใจทำไมกับคำพูดของพ่อเ้า ดูอย่างพ่อกับแม่สิ ยังทำตามที่พูดเอาไว้ไม่ได้เลยสักครั้ง ถึงอย่างไรเราก็เป็พ่อแม่ลูกกัน สายเืเดียวกันตัดให้ตายอย่างไรก็ตัดไม่ขาดหรอกจ้ะ” นางเซี่ยเหมือนตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ที่พูดคำนี้ออกมา
“ท่านแม่ข้าขอถามอะไรท่านหน่อยสิเ้าคะ ท่านพ่อป่วยนานแล้วหรือเ้าคะ? ตามหมอมารักษาหรือยังเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ป่วยมาได้หลายวันแล้ว ตามท่านหมอจากในเมืองมารักษาก็ได้แต่ส่ายหน้า เห็นบอกว่าป่วยทางใจ” นางเซี่ยเริ่มพูดตามแผนที่วางเอาไว้
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปก็คงจะช่วยอันใดไม่หรอกเ้าค่ะ แม้แต่ท่านหมอในเมืองยังส่ายหน้า ท่านแม่ ท่านเองก็ต้องทำใจยอมรับความจริงบ้างนะเ้าคะ อีกอย่างท่านรีบกลับบ้านเถอะเ้าค่ะ หากให้ข้าเดาท่านคงมารอข้าหลายชั่วยามแล้ว ดูจากเสื้อผ้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของท่าน ไม่ควรปล่อยท่านพ่อไว้คนเดียวเป็เวลานานๆ หากเกิดอะไรขึ้นมาคงแย่” เซี่ยซูมี่เดินไปจับมือผู้เป็แม่ พร้อมทั้งบอกให้นางนั้นทำใจ
“นี่ เ้า เ้า….” นางเซี่ยพูดไม่ออก ไม่คิดว่าลูกสาวจะเล่นลิ้นได้ถึงเพียงนี้ ใช้คำพูดของตนเองมาแว้งกัดครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายแล้วนางก็พ่ายแพ้ให้กับคำพูดของตัวเอง จำใจเดินกลับบ้านด้วยความโกรธแค้น พร้อมทั้งแปลกใจที่ลูกสาวเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ ไม่เหลือคราบลูกสาวคนเดิมเลยสักนิด