“เอ่อ...” เย่ชิงชิงหลบสายตา ครุ่นคิดหาเหตุผลขึ้นมา“ข้าเป็นสาวแล้วเจ้าค่ะ ไปหาคุณชายเจ้าของห้างบ่อยๆ คงไม่เหมาะสมให้พี่ชายเป็นคนออกหน้าจะเหมาะกว่าเจ้าค่ะ”
“ไอ๊หยา? รู้ตัวแล้วหรือว่าเป็นสาวแล้ว?” นางซูอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เจ้ากับจื้อเฟิงไปด้วยกันจะไม่มีใครพูดนินทาหรอก อีกอย่างก็ไปหาเพราะมีเรื่องสำคัญนี่นา”
เย่ชิงชิงพูดไม่ออกนางหันหน้าไปทางอื่นแล้วเอ่ยว่า “พวกเราคงรบกวนผู้อื่นไปตลอดไม่ได้เจ้าค่ะ...”
ดังคำที่ว่า‘กินข้าวเขาปากก็อ่อน รับของเขาข้อมือก็สั้น [1]’ หากติดค้างบุญคุณมากเกินไปจะชดใช้คืนได้อย่างไรเล่า? นางไม่อยากให้วันหนึ่งต้องเสียเปรียบแล้วจะไม่มีปากเสียงพอจะต่อว่าผู้ใด
เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาวนางซูอดไม่ได้ที่จะมองนางด้วยความประหลาดใจ “พวกเจ้าคงไม่ได้ทะเลาะกันใช่หรือไม่?”
“ใช่ที่ไหนกันเจ้าคะ พวกเราต่างก็เป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยทะเลาะกันง่ายๆท่านคิดว่าพวกเราเป็นเด็กเล็กหรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงยักไหล่เพื่อปัดเป่าความสงสัยของมารดา
ทว่านางซูก็ยังไม่วางใจนางจ้องมองบุตรสาวอยู่สามวินาที ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อยราวกับเพิ่งตระหนักได้ “โตขึ้นแล้วจริงๆ สินะ...”
เย่ชิงชิงมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ
นางซูดึงมือบุตรสาวมากอบกุมแล้วลูบหัวด้วยความรักใคร่ “ด้วยรูปโฉมและคุณสมบัติอันโดดเด่นของคุณชายเจ้าของห้างไม่แปลกเลยที่สาวน้อยมากมายในเมืองสืออันจะตกหลุมรักเขา”
อะไรนะ?เย่ชิงชิงตะลึงไปชั่วขณะ สาวน้อยมากมายตกหลุมรักเขา? เหตุใดนางได้ยินความหมายของคำพูดนี้ว่า...
“เพียงแต่พวกเราคงไม่อาจเอื้อมถึงเจ้าเป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เล็กการที่เจ้ารู้จักรักษาระยะห่างจากเขาเพื่อควบคุมหัวใจของตัวเองนั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่องยิ่งนัก...”นางซูถอนหายใจยาวอีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร ชั่วครู่หนึ่งนางก็หัวเราะเบาๆ “หากพูดถึงความเหมาะสมข้าว่าเกาเฟิงก็ไม่เลว เจ้า...”
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรกัน!” เย่ชิงชิงได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าไร้สาระจึงขมวดคิ้วแล้วขัดจังหวะทันที
นางซูยิ้มแล้วใช้นิ้วจิ้มปลายจมูกของนาง“อยู่ต่อหน้าแม่ ไม่จำเป็นต้องเขินอายหรอกนะ”
“ท่านคิดว่าข้าชอบเผยรุ่นจือหรือเจ้าคะ?” เย่ชิงชิงเลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า“ท่านแม่คงเข้าใจผิดแล้ว”
แม้เขาจะหล่อเหลาไร้ที่ติแต่การชอบใครสักคนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาที่งดงามอีกอย่างนางกับเผยรุ่นจือก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากขนาดนั้นแถมร่างนี้ก็ยังเป็นไม่โตเท่าไหร่อยู่เลย
มารดาหารู้ไม่ว่าเย่ชิงชิงได้เตรียมใจที่จะใช้ชีวิตเพียงลำพังมานานแล้วนางมาจากยุคใหม่ สิ่งที่นางได้ประสบพบเจอมานั้นแตกต่างจากคนในยุคนี้เป็นอย่างมากมุมมองที่นางเคยเห็นก็ไม่มีใครเข้าใจ หากไม่มีทัศนคติที่ตรงกันในอนาคตจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าหลบเขาทำไม?” นางซูมองบุตรสาวด้วยท่าทางไม่เชื่อ
เย่ชิงชิงมุมปากกระตุกเล็กน้อยนี่มันสายตาอะไรกัน ท่านไม่ใช่แม่แท้ๆ ของข้าหรืออย่างไร!“การรักษาระยะห่างมันไม่ดีหรือเจ้าคะ? ข้าไม่ได้คิดเกินเลยกับเขาแถมยังต้องมากลัวว่าเขาจะคิดไม่ซื่อกับข้าเสียอีก!” ฮึ!
“ฮู่ว คำพูดไม่รู้จักอายเช่นนี้ อย่าให้ใครได้ยินเข้าเชียว!” นางซูปิดปากบุตรสาวพลางหัวเราะ “เขาจะมาชอบสาวชาวนาอย่างพวกเราได้อย่างไรกัน?”
“ท่านไม่เชื่อหรือ?” เย่ชิงชิงเบะปาก พอดีเลยนางก็ไม่เชื่อเหมือนกัน
เรื่องนี้ทั้งสองคนก็ปล่อยผ่านไปราวกับเป็นเพียงเรื่องตลกแต่คำพูดของนางซูที่กล่าวถึงเกาเฟิง ทำให้เย่ชิงชิงรู้สึกหวั่นใจ
ดูท่าว่าเมื่ออายุมากขึ้นก็คงต้องรักษาระยะห่างจากชายทุกประเภทแล้วนางไม่อยากให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกจับคู่แต่งงานอย่างไร้เหตุผลคำกล่าวที่ว่า ‘พ่อแม่เป็นผู้จัดหาคู่ครองแม่สื่อเป็นผู้เจรจา’ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
นางซูก็ไม่อยากจะรบกวนผู้อื่นไปเสียทุกเรื่องแต่หลังจากถั่วหมักถูกขโมยไปอีกครั้ง นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงให้เย่จื้อเฟิงไปเชิญคุณชายเจ้าของห้างมาช่วยเหลือ
บ่ายวันหนึ่งเผยรุ่นจือก็ปรากฏตัวตรงหน้านางอย่างกะทันหันพร้อมรอยยิ้มแสนอบอุ่นในขณะที่เย่ชิงชิงยังไม่ทันได้เตรียมใจเลยแม้แต่น้อย
“เสี่ยวชิงชิง ไม่ได้พบกันนานเลยนะ เจ้าหลบหน้าข้าหรือ?”
เย่ชิงชิงยากจะปกปิดความประหลาดใจนางขบเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ “คุณชายเจ้าของห้างพูดเล่นแล้วเจ้าค่ะไม่มีเรื่องอะไร ข้าจะหลบหน้าท่านไปทำไมกัน?”
“ก็จริง” เผยรุ่นจือยิ้มพลางเดินเข้าไปในร้านด้วยท่าทางสบายๆก่อนจะโน้มตัวกระซิบข้างหูนาง “ข้านึกว่าเจ้าคิดถึงเรื่องก่อนหน้านี้เสียอีก...”
ข้าคิดถึงน้องสาวของท่านต่างหากเล่า!
ดูท่าทางสำคัญตัวเช่นนี้สิ!เย่ชิงชิงอดกลั้นความอยากที่จะสบถ แล้วคว้าตัวเขามาอย่างดุดัน“เราออกไปคุยกันข้างนอกดีกว่าเจ้าค่ะ คุณชายเจ้าของห้าง!”
“หึ” เผยรุ่นจือเหล่มองมือที่จับเขาอยู่พลางกางพัดอย่างสง่างาม แล้วผายมือเชื้อเชิญ “เชิญ”
เย่ชิงชิงจ้องเขาเขม็งเดินย่องเข้าไปในสวนหลังบ้านราวกับกำลังทำเรื่องลับๆ ล่อๆแล้วยังไม่วายปิดประตูแน่นหนา
เผยรุ่นจือมองการกระทำทุกอย่างของนางอย่างใจเย็นแล้วจึงเอ่ยเตือน พร้อมกับยิ้มไม่น่าไว้ใจ “เสี่ยวชิงชิงการปิดประตูแบบนี้มันออกจะดูมีลับลมคมในเกินไปหน่อยนะ เจ้าจะทำอะไรกับข้ากัน?”
“ข้าต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายถามท่าน!” เย่ชิงชิงยกแขนขึ้นกอดอก“วันนั้นท่านหมายความว่าอย่างไร? เรามาพูดกันตรงๆดีกว่า อย่าได้อ้อมค้อมเลย”
ใครจะไปคิดว่าเขาแค่ถอนหายใจออกมาเบาๆถอยหลังไปครึ่งก้าว แล้วประสานมือคารวะ “ขออภัยข้าเองที่เสียมารยาทไป”
เย่ชิงชิงพยักหน้ารอให้เขาอธิบาย แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาจากปาก นางจึงเร่งเร้า“...แล้วอย่างไรต่อ?”
“วันเทศกาลชีซี คู่รักมารวมตัวกัน ช่างน่าอิจฉาเสียนี่กระไร~” เผยรุ่นจือเลี่ยงคำตอบ กลับพูดจาอ้อมค้อมพลางรำพึงขึ้นมา
อีกทั้งยังกล่าวต่อไปว่า“สหายนามว่าเกาเฟิงของเจ้าผู้นั้นไม่ได้ชวนเจ้าไปเดินเที่ยวเล่นในตลาดบ้างหรือ?”
เย่ชิงชิงสีหน้าไร้อารมณ์“ไม่เจ้าค่ะ ท่านอย่าเปลี่ยนเรื่อง”
“เช่นนั้นก็น่าเสียดายเหลือเกิน...” เผยรุ่นจือยิ้มแบบเดาไม่ออกแล้วเอื้อมมือไปเปิดกลอนประตู ก่อนจะเดินนำออกไปก่อน
พอดีกับที่นางซูเดินเข้ามาในสวนหลังบ้านจึงไม่เห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของทั้งสอง หากนางเข้ามาเห็นตอนที่ปิดประตูลงกลอนพูดไปอย่างไรก็คงไม่พ้นข้อกล่าวหา
หยางหลิ่วได้รับความไว้วางใจอย่างลึกซึ้งตอนนี้กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด นางซูจึงมอบสวนเล็กๆ ให้นางดูแลส่วนตนเองก็รีบเข้าไปในเมืองเพื่อสืบข่าว
“คุณชายเจ้าของห้าง คราวนี้คงต้องรบกวนท่านจริงๆ แล้วเจ้าค่ะ!” นางซูเห็นเขาแล้วก็เหมือนเห็นฟางเส้นสุดท้าย รีบเดินเข้ามาพลางกล่าวว่า“ข้าได้ยินมาว่าคุณชายเช่นท่านคบหากับคนในยุทธภพมากมายทั้งสามัญชนและขุนนางก็มีทั้งหมด เรื่องวิชาตัวเบายิ่งไม่ต้องพูดถึง...”
“ท่านป้าซูใจเย็นลงก่อน” เผยรุ่นจือโบกมือปลอบใจแล้วอธิบายเรื่องสกุลลิ่งให้นางฟังอย่างละเอียด
เชิงอรรถ
[*]กินข้าวเขาปากก็อ่อน รับของเขาข้อมือก็สั้น หมายถึงเมื่อรับของของผู้อื่นมาแล้ว ต่อไปก็ยากจะปฏิเสธเมื่ออีกฝ่ายมีเรื่องร้องขอ