สายลมยามบ่ายพัดผ่านผืนธงสีแดงเืที่โบกสะบัดอยู่เหนือกำแพงหินสูง ยิ่งเดินเข้าใกล้ พรรคมาราาโลหิตก็ยิ่งเผยให้เห็นความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมผ่านกาลเวลา กำแพงหินที่เคยสูงเพียงแค่พอป้องกันสัตว์ร้าย บัดนี้กลับตระหง่านเสียจนมองไม่เห็นปลาย หอคอยเฝ้ายามทั้งสี่มุมมีศิษย์ในชุดดำแดงเดินตรวจตราด้วยท่าทีองอาจ ลู่เอินเงยหน้ามองปราการที่ครั้งหนึ่งนางเป็คนร่วมสร้างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
"...สร้างได้ดี" นางพึมพำกับตัวเอง
ต่างจากหญิงสาวที่ดูสุขุม ชิงอวี่กลับยิ่งเดินยิ่งตัวสั่น เด็กสาวก้มหน้าจนคางชิดอก กลัวว่าหากสบตาใครเข้าจะถูกไล่ออกไปหรือถูกทารุณเหมือนที่ผ่านมา "ทะ...ท่าน... ถ้าพวกเขาไม่ให้พวกเราเข้า... พวกเราจะทำอย่างไรหรือเ้าคะ?"
ลู่เอินหัวเราะเบา ๆ ราวกับเื่นี้เป็เพียงธุระปะปังเล็กน้อย "ก็หาทางอื่น"
คำตอบที่เรียบง่ายแต่ไร้ความกังวลของลู่เอินทำให้ชิงอวี่ถึงกับพูดไม่ออก นางไม่เข้าใจว่าหญิงสาวตรงหน้าเอาความมั่นใจมาจากไหน
เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ ศิษย์เฝ้าประตูสองคนก็ก้าวออกมาขวางเอาไว้ ทั้งคู่ยังอายุน้อย ดูแล้วไม่น่าจะเกินยี่สิบปี ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นหลังจากวันที่ลู่เอินจากไปนานแล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่ไม่มีใครจดจำใบหน้าของอดีตประมุขได้
"หยุด!" ศิษย์คนหนึ่งประกาศเสียงดัง "ที่นี่คือพรรคมาราาโลหิต ผู้ใดมีธุระ?"
ลู่เอินมองใบหน้าคนทั้งสองด้วยแววตาเรียบเฉย "ข้ามาหางานทำ"
ศิษย์ทั้งสองสบตากันด้วยความประหลาดใจ "หางาน?"
"ใช่ ได้ยินว่าพรรคมารรับคนอยู่เสมอ"
ศิษย์หนุ่มพยักหน้า "จริงอยู่ แต่่นี้เราเปิดรับเฉพาะคนงานทั่วไป หากเ้าคิดจะมาสมัครเป็ศิษย์เพื่อฝึกยุทธ์... คงต้องผิดหวัง"
ลู่เอินส่ายหน้าอย่างไม่ลังเล "ข้าไม่คิดจะเป็ศิษย์ ขอเพียงมีที่ซุกหัวนอนกับอาหารวันละสามมื้อก็พอ"
ข้อเสนอที่เรียบง่ายเกินคาดทำให้ศิษย์เฝ้าประตูยิ้มออกมา "อย่างนั้นก็ตามข้ามา จะพาไปหาท่านพ่อบ้าน"
เมื่อก้าวผ่านประตูใหญ่เข้ามา ชิงอวี่ถึงกับแทบลืมหายใจ ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเมืองเล็ก ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยชีวิต ถนนหินทอดยาวทอดผ่านเรือนไม้ที่ตั้งเรียงราย เสียงหัวเราะของเด็กน้อยที่วิ่งเล่นกันในสนามฝึก เสียงตีเหล็กที่ดังก้องกังวาน และกลิ่นอายของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มันไม่มีร่องรอยของความโหดร้ายที่นางเคยหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ลู่เอินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทุกตารางนิ้วในที่แห่งนี้คือความทรงจำ โรงครัวที่เคยเป็เพิงไม้เล็ก ๆ บัดนี้กลายเป็โรงครัวใหญ่ที่คึกคัก ลานฝึกที่เคยว่างเปล่ากลับเต็มไปด้วยเรือนพัก สายตาของนางหยุดลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง... ต้นไม้ที่นางปลูกไว้กับมือเมื่อสิบปีก่อนเพราะอยากให้มีร่มเงาในวันที่แดดร้อนจัด บัดนี้มันเติบโตจนแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปทั่วลาน
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ "...ยังไม่ตัดทิ้งอีกหรือ"
ระหว่างทาง ชายชราคนหนึ่งที่กำลังกวาดใบไม้อยู่เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลู่เอินเพียงชั่วครู่ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น "แปลก..." เขาพึมพำกับตัวเอง "หน้าตาคุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน"
แต่เพียงครู่เดียว ชายชราก็ส่ายหัวอย่างรวดเร็ว—เป็ไปไม่ได้ ท่านประมุขลู่เอินเสียชีวิตไปนานสิบปีแล้ว เขาคงแก่จนตาฝาดไปเอง ลู่เอินเหลือบมองชายชราด้วยความอ่อนโยน นางจำเขาได้ดี เขาคือยอดฝีมือที่นางเคยช่วยไว้ในอดีต และบัดนี้เขายังคงอยู่ที่นี่... ในบ้านหลังเดิมที่นางจากไป
"ถึงแล้ว" ศิษย์เฝ้าประตูกล่าวเมื่อหยุดอยู่หน้าเรือนไม้หลังใหญ่ที่มีป้ายสลักว่า 'เรือนจัดการงานภายใน'
ชายวัยกลางคนร่างท้วมที่ดูใจดีเดินออกมาต้อนรับ "มีอะไรหรือ?"
"พ่อบ้านขอรับ มีคนมาสมัครงาน"
พ่อบ้านกวาดสายตามองลู่เอินและชิงอวี่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ "ทั้งสองคนเลยหรือ?"
"ใช่" ลู่เอินตอบ
"พรรคเรากำลังขาดคนพอดี โดยเฉพาะ... งานสาวใช้" พ่อบ้านหันไปมองชิงอวี่
ทันทีที่ได้ยินคำนั้น ชิงอวี่ก็สะดุ้งตัวโยนและก้มหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ความทรงจำที่ขมขื่นของคำว่า 'สาวใช้' ย้อนกลับมาทำร้ายนางอีกครั้ง ลู่เอินสังเกตเห็นทุกอย่างแต่นางยังคงสงบนิ่ง นางรู้ดีว่าาแในใจของชิงอวี่ไม่อาจรักษาได้ด้วยคำพูด แต่ต้องใช้เวลาและการกระทำเป็เครื่องพิสูจน์
"เข้ามาก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัดที่พักให้" พ่อบ้านเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม
ลู่เอินก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป หัวใจของนางสั่นไหวอย่างรุนแรง ในที่สุด... นางก็ได้กลับเข้ามาใน 'บ้าน' ของตนเองอีกครั้ง แม้จะเป็ในฐานะคนงานคนหนึ่ง และแม้จะไม่มีใครจดจำเ้าของบ้านตัวจริงได้ก็ตาม