เย่เฉินก้าวเดินบนเส้นทางูเาแห้งแล้ง... ทางเข้าสู่เชิงเขาเมฆาคราม
ผืนดินเต็มไปด้วยฝุ่นและกรวดหิน ร่างกายมิได้เหน็ดเหนื่อยเฉกเช่นคนทั่วไป เขาใช้ "การหายใจ" จากคัมภีร์ควบคุมพลังงานให้หมุนเวียน... เสริมกำลังขาให้รวดเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว
ฟู่... ครืด...
ลมหายใจสม่ำเสมอทำให้เขารักษาระดับความเร็วไว้อย่างต่อเนื่อง
ทว่า... ทุกครั้งหยุดพักในซอกหินเพื่อสังเกตการณ์ สัญชาตญาณเทพอสูรจะส่งสัญญาณเตือนอย่างต่อเนื่อง ราวเข็มเล่มเล็กทิ่มแทงอยู่กลางหลัง
เขาไม่โง่... เขารู้สึกถึง "สายตาสะกดรอยตาม" มาั้แ่เมืองอัสดง
‘พวกเขาตามข้ามาเพื่ออะไรกันแน่? เงินทุน หรือพลังที่ข้ามี?’
เย่เฉินแกล้งทำเป็เดินช้าลง เหลือบมองไปยังยอดหิน้า
ทันใดนั้น "แสงสะท้อนจากโลหะ" วาบหนึ่งปรากฏขึ้นจางๆ ระหว่างพุ่มไม้แห้ง
‘มีมากกว่าหนึ่งคน!’
เย่เฉินเตรียมพร้อมรับมือ รวบรวมพละกำลังทั้งหมดไว้ที่หมัดขวา แต่ก็ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่รีบร้อน
ฉัวะ!
เสียงอากาศฉีกขาดดังขึ้นพร้อมร่างสองร่างะโลงมาจากหน้าผาหินสูงชัน! พวกเขาลงมายืนประจันหน้าเย่เฉินอย่างสง่างาม ตัดเส้นทางไว้
คนหนึ่งร่างกำยำ สวมชุดนักรบลายเมฆสีเทา คือ หลินมู่
อีกคนหนึ่งมีใบหน้าเยาะเย้ย คือ เว่ยเฟิง คู่หูของเขา
"ฮ่าๆๆ! ดูเหมือนความอดทนของเ้าจะหมดลงแล้วสินะ" เว่ยเฟิงยิ้มเยาะ "เด็กบ้านนอกจากโรงเตี๊ยม... ยังกล้าเดินคนเดียว? กลิ่นเืเ้าหอมเกินไป ข้าต้องมาดูให้ชัด ๆ"
หลินมู่เงียบขรึมกว่า จ้องมองเย่เฉินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความสงสัย เขาไม่สนใจคำพูดเพื่อน สนใจเพียงกลิ่นอายพลังอันเย่เฉินปกปิดไว้
"เ้า..." หลินมู่กล่าวเสียงเรียบ "พลังที่เ้ามีมันผิดธรรมชาติ และกลิ่นของมันรบกวนเส้นทางของเรา"
เขาชักกระบี่สั้นออกจากฝักช้าๆ แสงแดดสะท้อนคมมีดวาววับ
"ให้ข้า… ทดสอบ มันก่อน"
หลินมู่เก็บกระบี่สั้นเข้าฝัก พลางย่อตัวลงอย่างเชื่องช้า เขารู้ว่าการใช้กระบี่กับเด็กหนุ่มผู้มีกลิ่นอายประหลาดอาจเป็อันตรายต่ออาวุธหากประมาท
ฟุ่บ!
หลินมู่พุ่งเข้าใส่เย่เฉินด้วย "ท่วงท่าเท้าเหินหาว" อันได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี การเคลื่อนไหวแม่นยำและไร้เสียง กรงเล็บสวมอยู่ที่มือพุ่งตรงไปยังจุดชีพจรสำคัญ
เย่เฉินตอบโต้ด้วยสัญชาตญาณ เขาไม่สนใจท่วงท่า รวบรวม แรงกายอันป่าเถื่อน ทั้งหมดเข้าสู่หมัด... หมัดหนักแน่นรุนแรงราวค้อนั์ทุบลงมาบนพื้นศิลา
ปัง! ปัง!
หลินมู่มิปะทะตรง... กลับใช้ "ก้าวเฉียง" และ "วิชาผ่อนแรง" อันพลิกแพลงน่าเหลือเชื่อ เขาหลบหมัดรุนแรงของเย่เฉินได้อย่างง่ายดาย ราวกับกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางพายุ
"ช้า! ช้าเกินไป!" เว่ยเฟิงะโหัวเราะเยาะจากด้านข้าง
เย่เฉินรู้สึกหงุดหงิด เขาคิดว่าพลังมหาศาลจะบดขยี้ทักษะดูบอบบางได้ แต่หลินมู่กลับไม่ให้โอกาสใช้กำลังเต็มที่เลยแม้แต่น้อย ร่างกายอีกฝ่ายลื่นไหลราวงูเลื้อย
ทันใดนั้น หลินมู่ก็เห็นช่องโหว่ในการป้องกันเปิดกว้าง! เขาเปลี่ยนจากการหลบเป็การโจมตี!
ฉัวะ!
หลินมู่ใช้ทักษะ "ลมปราณตัดสั้น" เพียงเสี้ยววินาที พลังปราณถูกฝึกฝนมาอย่างดีรวมเข้ากับกำปั้น... ฟันเข้าบริเวณสีข้างเย่เฉินอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านิั ก่อนความเ็ปร้อนผ่าวจะปะทุขึ้นราวถูกไฟนาบ! เืสีสดไหลซึมออกมาจากาแ!
เย่เฉินกัดฟันแน่น นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเ็ปรุนแรงจากการโจมตีของมนุษย์!
"เห็นไหม!" เว่ยเฟิงหัวเราะ "กำลังควายป่าไม่ใช่ทุกอย่าง! เ้าขาดทักษะ!"
‘ข้าแพ้... ข้าแพ้ในเชิงทักษะ!’
เย่เฉินตระหนักได้ทันที ร่างกายแข็งแกร่งดุจภูผาแต่ไร้ซึ่งวิชาปกป้อง... ก็ไม่ต่างจากเป้าซ้อมขนาดใหญ่!
ในวินาทีเย่เฉินเสียหลัก เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังขึ้นในห้วงสำนึก:
"ยืมพลังข้า… แล้วฆ่ามันซะ!"
เย่เฉินกำหมัดแน่น เขาเข้าใจความหมายของคัมภีร์ แต่เขาเลือกที่จะฝืนใจไม่ใช้พลังนั้น เขาต้องจบเื่นี้ด้วยกำลังของตนเอง!
เขาใช้ "จิตที่มั่นคง" ควบคุมพลังทั้งหมดเหลืออยู่ ทุ่มใส่หมัดเดียว! หมัดนั้นถูกปล่อยออกไปโดยไร้ท่วงท่า แต่เต็มไปด้วย แรงอัดกระแทกบริสุทธิ์ บีบอัดจนถึงขีดสุด
ปัง!!!
หมัดเย่เฉินปะทะเข้ากับไหล่หลินมู่อย่างจัง!
แม้หลินมู่จะพยายามผ่อนแรง แต่พลังจาก "กายาเทพอสูร" นั้นมหาศาลเกินกว่าจะต้านทาน ร่างหลินมู่กระเด็นชนต้นไม้ใหญ่ด้านหลังอย่างรุนแรง! เขากระอักเืออกมาคำโต และทรุดลงกับพื้นทันที
เย่เฉินยืนหอบหายใจหนัก ร่างกายยังคงาเ็สาหัส แต่เขารู้แล้วว่า... ชัยชนะครั้งนี้... เป็ชัยชนะที่ไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง
เว่ยเฟิงตกตะลึงกับภาพตรงหน้า เขารีบวิ่งเข้าไปประคองหลินมู่ผู้ตัวสั่นเทาจากการถูกพลังหมัดเย่เฉินกระแทกจนซี่โครงร้าว เืไหลซึมจากมุมปาก
"หลินมู่! ท่านเป็อย่างไรบ้าง! เด็กคนนี้..." เว่ยเฟิงกล่าวอย่างใ เขาไม่เคยเห็นหลินมู่ถูกทำร้ายรุนแรงถึงเพียงนี้มาก่อน
หลินมู่ยกมือขึ้นห้ามปรามสัญญาณให้เงียบ เขาหอบหายใจยากลำบาก ใช้ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายจ้องมองไปยังเย่เฉิน
"เ้า... ไม่ใช่คนธรรมดา" หลินมู่พูดด้วยเสียงแหบแห้งและสั่นเครือ "พลังของเ้ามัน... ป่าเถื่อนเกินไป"
เขากัดฟันระงับความเ็ป ก่อนจะส่งคำเตือนสุดท้ายดังก้องอยู่ในอากาศ
"จำไว้... ถ้าเ้ากล้าก้าวเท้าเข้าสำนักเมฆาคราม... ข้าจะเป็คนฆ่าเ้าด้วยมือของข้าเอง!"
เว่ยเฟิงรีบประคองหลินมู่หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว หายลับเข้าไปในซอกหินเพื่อเยียวยาาแ
เย่เฉินมองตามหลังพวกเขาไป ขาขวาขยับเล็กน้อยคล้ายจะพุ่งตาม แต่ความเ็ปแล่นแปลบขึ้นมาจากแผลสีข้างจนต้องชะงัก
‘อย่าตาม...’ เย่เฉินสั่งตัวเองในใจ ‘เืข้าไหลไม่หยุด และข้าไม่รู้ว่าในป่าข้างหน้ามีกับดักอะไรอีก การรักษาชีวิตไว้สำคัญที่สุด’
เขาทรุดตัวลงพิงก้อนหินใหญ่ข้างทาง ยกมือปาดเืไหลซึมออกมา ความเ็ปนั้นคมชัดและเป็ของจริงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
‘ข้าชนะ... แต่ข้าก็แพ้’
เขาทบทวนการต่อสู้ทั้งหมด: เขาชนะหลินมู่ด้วย พละกำลังมหาศาล มาจากคัมภีร์และแก่นิญญาโลหิต แต่เขาาเ็จาก "ลมปราณตัดสั้น" เพียงครั้งเดียว!
‘ภูผาหินของข้าแข็งแกร่ง...’ เย่เฉินคิดในใจ ‘แต่ข้าไม่มีวิชาดาบที่จะใช้มันเพื่อป้องกันและตอบโต้... มนุษย์พวกนี้—แกร่งกว่าอสูรไร้สติสัมปชัญญะเสียอีก!’
เขารู้สึกขอบคุณที่สติยังคงอยู่ทำให้เขาไม่ใช้พลังอสูรในการสังหาร แต่ความจริงอันโหดร้ายก็คือ ถ้าเขาไม่มีร่างกายทนทานผิดมนุษย์ เขาคงถูกสังหารไปแล้วด้วยทักษะของหลินมู่
เย่เฉินเก็บเอาถุงเสบียงและกระบี่สั้นเก่าๆ ที่หลินมู่ทำตกไว้... สัญลักษณ์แห่ง "ชัยชนะที่ไม่สมบูรณ์"
เขากัดฟันและให้คำมั่นกับตัวเองอีกครั้งอย่างหนักแน่น:
"ข้าต้องหาวิชา... ข้าต้องมีวิชาของมนุษย์เช่นกัน"
เย่เฉินลุกขึ้นยืนตรง แม้จะเ็ป แต่จิตใจเต็มไปด้วยความเด็ดขาดเพิ่งได้รับจากการต่อสู้ครั้งแรกกับมนุษย์ผู้แข็งแกร่ง
เย่เฉินเดินทางต่อไปอย่างไม่รีบร้อน แม้ร่างกายจะยังคงมีรอยฟกช้ำ แต่ความรู้สึกได้รับจากการต่อสู้กับหลินมู่ ทำให้จิตใจตื่นตัวและมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิม
เขาใช้เวลาอีกหลายวันในการเดินทางจนกระทั่งมาถึงเชิงเขาของ สำนักยุทธ์เมฆาคราม
ภาพเบื้องหน้าคืออาณาเขตยิ่งใหญ่ตระการตาเกินกว่าหมู่บ้านสกุลหลิวจะจินตนาการได้หลายเท่า
สำนักตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า มีเมฆหมอกสีขาวลอยวนพันรอบแนวเขาราวผืนแพรไหม ประตูทางเข้าสำนักเป็ ประตูหินสีดำทมิฬขนาดมหึมา สูงกว่า 30 เมตร แกะสลักรูปัฟ้าหินสองตัวกำลังเลื้อยพันเสา ดวงตาัดูเหมือนจะจ้องมองลงมายังผู้คนเบื้องล่าง ปล่อยแรงกดดันมองไม่เห็นออกมาตลอดเวลา
ผู้คนมากมายเดินเข้าออก ล้วนแต่เป็ศิษย์ในชุดสีครามดูสง่างาม แต่สำหรับผู้มาใหม่ยืนอยู่หน้าประตู หลายคนเริ่มหายใจติดขัด บางคนถึงกับหน้าซีดเผือดจากแรงกดดันอันศักดิ์สิทธิ์ของประตูค่ายกลนี้
แต่เย่เฉินกลับยืนนิ่ง... ร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย มิใช่เพราะความกลัว แต่เพราะ "เือสูร" ในกายมันกำลังเดือดพล่าน ตอบสนองต่อแรงกดดันนั้นด้วยความท้าทาย
เย่เฉินกลืนลมหายใจเข้าลึก เขาไม่เคยเห็นพลังปราณเข้มข้นและบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้มาก่อน
เขาเดินเข้าไปใกล้ และพบว่าบริเวณลานกว้างเบื้องหน้าประตูเต็มไปด้วยผู้คนหลายร้อยที่เข้าคิวรอเพื่อเข้ารับการทดสอบ เสียงซุบซิบและเสียงทบทวนเคล็ดวิชาดังระงมไปทั่วบริเวณ
‘ที่นี่... คือโลกที่แท้จริง’
เขายืนมองเหล่าศิษย์ผู้สมัครสอบด้วยสายตาสงบนิ่ง แต่แฝงความหนักแน่น เขาได้ยินเสียงซุบซิบของผู้คน
"ปีนี้การทดสอบหนักขึ้นนะ ได้ข่าวว่ามีคนหายตัวไปหลายคนจากการบุกรุกของอสูรในหุบเขาด้านหลัง..."
"ข้าว่าน่ากลัวกว่านั้นคือการแข่งขันต่างหาก ผู้มีพร์มารวมตัวกันที่นี่ทั้งหมด!"
เย่เฉินกวาดสายตาไปยังผู้เข้าคิว พวกเขามองเขาด้วยความสงสัยและเหยียดหยาม ในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มดูต่ำต้อยที่สุดในกลุ่ม แถมยังมีคราบเืแห้งกรังติดอยู่ตามชายเสื้อ
เย่เฉินรู้ดี... เมื่อเขาเข้าสู่การทดสอบ ศิลาจะแสดงผลออกมาเป็ "ศูนย์" อีกครั้ง และเขาจะถูกเหยียดหยามเหมือนเดิม
เขายืนในแถวสมัครสอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่ามกลางประตูั์ข่มขวัญผู้คน ร่างเล็กๆ ของเขาดูเหมือนมดปลวกที่อาจถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ
‘พวกมันจะวัดข้าด้วยพลังปราณอีกครั้ง... พวกมันจะเห็นระดับ 0...’
‘แต่พลังที่จะบดขยี้พวกมัน... พลังกายาแกร่งดุจเหล็กไหล... และจิตอสูรอ่านความเคลื่อนไหวได้... ข้าจะซ่อนมันไว้ข้างใน!’
เย่เฉินเดินเข้าสู่แถวสมัครสอบด้วยความมั่นใจแฝงความอำมหิตอย่างที่สุด... การเดินทางเพื่อวิชาของมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
[จบตอนที่ 22]