แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้ของโรงซักล้างตระกูลหลี่ ไม่ได้เพียงแต่ปลุกให้เมืองชิงหยวนตื่นจากการหลับใหล แต่ยังเป็จุดเริ่มต้นของแผนการที่ซับซ้อนของหลินเฟิง หลี่ซูที่บัดนี้ดูเปล่งปลั่งราวกับดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างยามเช้า คอยปรนนิบัติเขาด้วยความรักใคร่ที่เปี่ยมล้น นางเล่าถึงโครงสร้างอำนาจในเมืองนี้ให้เขาฟังอย่างละเอียดมากขึ้นในขณะที่ช่วยเขาแต่งกาย
"ท่านหลิน... เมืองชิงหยวนแห่งนี้ แม้จะดูสงบสุขทว่าเื้ักลับเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง" หลี่ซูกระซิบพลางจัดปกเสื้อให้เขา "ท่านขุนนางซุนนั้น แม้จะเป็ผู้มั่งคั่งที่สุด แต่เขาก็ต้องส่งส่วยมหาศาลให้กับ 'เ้าเมืองอู๋' ผู้ซึ่งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เ้าเมืองผู้นี้มีนิสัยโลภและมักจะใช้กฎหมายเป็เครื่องมือในการรีดไถพ่อค้าที่ไม่มีเส้นสาย"
หลี่ซูหยุดพักสักครู่ ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล "เ้าเมืองอู๋มีบุตรชายชื่อ 'อู๋เหวิน' ที่ขึ้นชื่อเื่ความเสเพลและโหดร้าย เขามักจะใช้อำนาจของบิดาข่มเหงชาวบ้าน และมีข่าวลือว่าเขาเคยทำร้ายสาวใช้ในคฤหาสน์จนเสียชีวิตหลายคน แต่ไม่มีใครกล้าฟ้องร้องเพราะกลัวการแก้แค้น"
หลินเฟิงรับฟังพลางวิเคราะห์ข้อมูลในใจ เมืองชิงหยวนไม่ใช่เพียงเมืองการค้าธรรมดา แต่มันคือ 'บ่อเงินบ่อทอง' ที่ขุนนางท้องถิ่นใช้หล่อเลี้ยงอำนาจของตนเองก่อนจะส่งต่อไปยังเมืองหลวง การที่ตระกูลซุนประสบปัญหาเื่ผ้าไหมเน่าเสีย จึงไม่ใช่แค่เื่การขาดทุนของพ่อค้า แต่มันคือวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบไปถึงความมั่นคงของเ้าเมืองอู๋ด้วย หากตระกูลซุนล้มเหลวในการส่งส่วยผ้าไหมคุณภาพสูงไปยังราชสำนัก เ้าเมืองอู๋ย่อมต้องเดือดร้อน
"แล้วเื่คุณหนูซุนซือซือล่ะ?" หลินเฟิงถามหยั่งเชิง ดวงตาของเขาเรียวคมขึ้นเล็กน้อย
หลี่ซูถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเห็นใจ "น่าสงสารนางนักเ้าค่ะ นางถูกบังคับให้หมั้นหมายกับ 'อู๋เหวิน' บุตรชายของเ้าเมืองอู๋ เพื่อเป็การการันตีว่าตระกูลซุนจะยังคงได้รับการคุ้มครอง แต่อู๋เหวินผู้นั้น... ขึ้นชื่อเื่ความเสเพลและโหดร้าย มีข่าวลือว่าเขามักจะทุบตีบ่าวไพ่และมักมากในกามราคะอย่างที่สุด"
นางหยุดพักสักครู่ ก่อนจะเล่าต่อด้วยเสียงที่เศร้าโศก "คุณหนูซุนซือซือเป็หญิงสาวที่ฉลาดและมีความคิดเป็ของตัวเอง นางไม่เคยยอมรับการจัดการแต่งงานนี้ แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเป็เื่ของความอยู่รอดของตระกูล ข้าเคยเห็นนางร้องไห้อยู่คนเดียวในสวนหลังบ้านหลายครั้ง และมีรอยแดงจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งข้าสงสัยว่าเป็รอยจากการที่นางพยายามทำร้ายตัวเอง"
ข้อมูลนี้ทำให้หลินเฟิงยิ้มมุมปาก ความขัดแย้งระหว่างความกตัญญูต่อตระกูลและความปรารถนาส่วนตัวของซุนซือซือ คือช่องว่างที่กว้างพอจะให้จิ้งจอกอย่างเขาแทรกซึมเข้าไปได้ นี่คือโอกาสทองที่เขารอคอย
เขาตัดสินใจสร้างตัวตนในฐานะ 'บัณฑิตเร้นกาย' ผู้มีความรู้ล้ำลึกแต่รักความสันโดษ เขาเลือกสวมชุดผ้าป่านเนื้อละเอียดสีขาวนวลที่หลี่ซูตั้งใจซักและรีดจนเรียบกริบ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิที่ติดมากับผ้าช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดูสะอาดสะอ้านและน่าเชื่อถือ หลินเฟิงสั่งให้ไป๋เอ๋อร์แปลงกายเป็สาวใช้ผู้ติดตามที่ดูเรียบร้อยทว่าแฝงไปด้วยความลึกลับ
ก่อนจะออกจากโรงซักล้าง หลินเฟิงใช้เวลา่สั้นๆ ในการ "ปรุงแต่ง" กลิ่นอายอสูรของเขาให้เบาบางลงจนเกือบจะกลายเป็กลิ่นอายของมนุษย์ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เขาไม่ได้้าให้ใครหวาดกลัว แต่เขา้าให้ทุกคน "เกรงใจ" และ "หลงใหล" ในความสง่างามที่หาได้ยากยิ่งในเมืองชายแดนแห่งนี้
เมื่อหลินเฟิงเดินทางมาถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลซุนที่โอ่อ่า เขาไม่ได้มุ่งตรงไปที่ประตูหน้าเพื่อขอพบท่านขุนนางซุนในทันที แต่เขาเลือกที่จะเดินอ้อมไปยังบริเวณโกดังเก็บสินค้าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก เขาใช้โสตอสูรและเนตรสิเน่หา (ที่ปรับโหมดเป็การตรวจจับพลังงาน) สังเกตการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
บ่าวไพ่จำนวนมากกำลังลำเลียงม้วนผ้าไหมที่ขึ้นราออกมาตากแดด ทว่าใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง หลินเฟิงสังเกตเห็นว่าผ้าไหมเ่าั้มีกลิ่นอับชื้นที่ผิดปกติ และมีจุดสีเขียวปนน้ำเงินกระจายอยู่ตามผืนผ้า มันไม่ใช่เพียงแค่ความชื้นธรรมดา
"มันไม่ใช่แค่ความชื้น..." หลินเฟิงพึมพำกับตัวเอง
เขาเดินเข้าไปใกล้รถม้าขนส่งคันหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากเส้นทางป่าหมอก เขาแสร้งทำเป็หยิบเศษดินที่ติดอยู่กับล้อรถม้าขึ้นมาพิจารณา ทว่าในความเป็จริง เขาใช้ปราณอสูรตรวจพบร่องรอยของ 'เชื้อราอสูรสีนิล' ซึ่งเป็สิ่งมีชีวิตกึ่งิญญาที่มักจะเกาะกินพลังงานจากวัตถุที่มีความละเอียดอ่อนอย่างผ้าไหม เชื้อราพวกนี้จะไม่ตายด้วยการตากแดดธรรมดา แต่มันจะยิ่งขยายพันธุ์เมื่อได้รับความร้อนที่พอเหมาะ
หลินเฟิงยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ นี่คือโอกาสที่สมบูรณ์แบบที่จะแสดงความสามารถและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง เขาจงใจเดินเข้าไปใกล้กลุ่มบ่าวไพ่ที่กำลังตากผ้าไหมด้วยความสิ้นหวัง
"พี่ชายทั้งหลาย ผ้าไหมเหล่านี้ดูเหมือนจะมีปัญหาใหญ่นะ" หลินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ
หัวหน้าคนงานชายแก่หันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "ท่านเป็ใครหรือครับ? นี่เป็เื่ของตระกูลซุน คนนอกไม่ควรเข้ามาแส่"
"ข้าเป็เพียงนักเดินทางที่ผ่านมา" หลินเฟิงตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่่อนโยน "แต่ข้าเห็นว่าปัญหานี้อาจไม่ใช่เื่ของสภาพอากาศอย่างที่ทุกคนคิด"
หัวหน้าคนงานเลิกคิ้วขึ้น ความสนใจเริ่มปรากฏในดวงตาที่เหนื่อยล้า "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
หลินเฟิงเดินเข้าไปใกล้ม้วนผ้าไหมที่เน่าเสียที่สุด เขาใช้ปลายนิ้วััเบาๆ กับผืนผ้า แล้วยกขึ้นมาดมกลิ่นอย่างระมัดระวัง "กลิ่นนี้... มันไม่ใช่กลิ่นของความชื้นธรรมดา มันมีกลิ่นคาวคล้ายเื และมีพลังงานแปลกๆ แฝงอยู่"
เขาหันไปมองหัวหน้าคนงานด้วยสายตาที่จริงจัง "ผ้าไหมเหล่านี้ถูกขนส่งผ่านป่าหมอกใช่หรือไม่? และเมื่อไหร่ที่พวกท่านเริ่มสังเกตเห็นการเน่าเสียครั้งแรก?"
"ใช่ครับ ผ้าไหมชุดนี้เพิ่งมาถึงเมื่อสามวันก่อน หลังจากเดินทางผ่านป่าหมอกมาจากเมืองเซียงหยาง" หัวหน้าคนงานตอบด้วยความกังวล "ตอนแรกมันดูปกติดี แต่พอเอามาเก็บไว้ในโกดัง มันก็เริ่มเน่าเสียอย่างรวดเร็ว เราเลยเอามาตากแดดเพื่อให้แห้ง แต่มันกลับยิ่งเน่าเร็วขึ้น"
หลินเฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ "นั่นแหละปัญหา การตากแดดทำให้เชื้อราเหล่านี้เติบโตเร็วขึ้น ไม่ใช่ช่วยรักษา"
"เชื้อรา?" หัวหน้าคนงานถามด้วยความแปลกใจ
"เชื้อราอสูรสีนิล" หลินเฟิงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ "มันเป็ปรสิตที่อาศัยอยู่ในป่าหมอกลึก มักจะติดมากับสินค้าที่ผ่านเส้นทางนั้น เชื้อราชนิดนี้จะกินพลังงานจากเส้นใยธรรมชาติ โดยเฉพาะผ้าไหมที่มีคุณภาพสูง"
เขาชี้ไปที่จุดสีเขียวปนน้ำเงินบนผืนผ้า "ดูจุดเหล่านี้สิ มันไม่ใช่รา แต่เป็ร่องรอยของการที่เชื้อราอสูรดูดกินพลังงานจากเส้นใย ถ้าปล่อยไว้อีก มันจะแพร่กระจายไปทั้งโกดัง"
หัวหน้าคนงานหน้าซีดเผือด "แล้วจะแก้ไขอย่างไรดีครับ? ถ้าผ้าไหมชุดนี้เสียหมด ตระกูลซุนจะล้มละลายแน่นอน"
หลินเฟิงยิ้มลึกลับ "มีวิธีแก้ไข แต่มันต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง ข้าคิดว่าท่านขุนนางซุนน่าจะสนใจที่จะฟังคำแนะนำของข้า"
เมื่อหลินเฟิงได้รับอนุญาตให้เข้าพบท่านขุนนางซุน ภายในห้องโถงรับรองที่ตกแต่งด้วยไม้ชิงชันและเครื่องลายครามจากราชสำนัก บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด ท่านขุนนางซุนในวัยห้าสิบเศษนั่งกุมขมับอยู่บนเก้าอี้ประธาน ใบหน้าของเขาดูซูบเซียวและเต็มไปด้วยความกังวล
รอบๆ ห้องมีข้าราชการและที่ปรึกษาหลายคนนั่งอยู่ ทุกคนต่างมีสีหน้าเศร้าหมอง บนโต๊ะวางเอกสารและตัวอย่างผ้าไหมที่เน่าเสียกองเป็ูเา กลิ่นอับชื้นและเหม็นหืนแพร่กระจายไปทั่วห้อง
"ท่านขุนนางซุน ข้าน้อยหลินเฟิง บัณฑิตพเนจร มีเื่สำคัญจะเรียนให้ท่านทราบเกี่ยวกับวิกฤตผ้าไหมของท่าน" หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลทว่าทรงพลัง พร้อมกับประสานมือไหว้อย่างสุภาพ
ท่านขุนนางซุนเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความแปลกใจ ในตอนแรกเขาคิดจะไล่ตะเพิดบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ออกไป เพราะเขาเหนื่อยล้าจากการรับฟังคำแนะนำที่ไร้ประโยชน์จากที่ปรึกษาต่างๆ ทว่ารัศมีบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวหลินเฟิงทำให้เขาต้องชะงัก
"ท่านรู้เื่ผ้าไหมของข้าได้อย่างไร?" ท่านขุนนางซุนถามด้วยเสียงที่เหนื่อยล้า "และท่านคิดว่าตัวเองสามารถแก้ปัญหาที่แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองหลวงยังทำไม่ได้หรือ?"
หลินเฟิงไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่เขาหยิบเศษดินที่เขาเก็บมาจากล้อรถม้าวางลงบนโต๊ะ "ปัญหาของท่านไม่ได้อยู่ที่สภาพอากาศ แต่อยู่ที่ 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' จากป่าหมอก เชื้อราที่เกาะกินผ้าของท่านคือเชื้อราอสูรสีนิล การตากแดดที่ท่านกำลังทำอยู่ คือการเร่งให้พวกมันเติบโตเร็วขึ้น"
คำพูดของหลินเฟิงเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจท่านขุนนางซุน เพราะสิ่งที่หลินเฟิงพูดตรงกับรายงานของหัวหน้าคนงานที่บอกว่าผ้าที่นำไปตากแดดกลับยิ่งเน่าเสียเร็วขึ้น
"ท่านพูดจริงหรือ?" ที่ปรึกษาคนหนึ่งถามด้วยความสงสัย "เชื้อราอสูรสีนิลที่ท่านพูดถึง ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"
หลินเฟิงหันไปมองที่ปรึกษาผู้นั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "นั่นเป็เพราะท่านไม่เคยศึกษาตำราโบราณเื่ปรสิตอสูรในป่าลึก เชื้อราชนิดนี้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์ 'ปรสิตพิศวง' ของนักปราชญ์หลี่ซื่อเจิน เมื่อสามร้อยปีก่อน"
เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังโกดังที่บ่าวไพ่กำลังตากผ้าไหมอยู่ "เชื้อราอสูรสีนิลมีลักษณะพิเศษคือมันจะดูดกินพลังงานจากเส้นใยธรรมชาติ โดยเฉพาะผ้าไหมที่มีคุณภาพสูง มันจะเริ่มจากการสร้างจุดสีเขียวปนน้ำเงินเล็กๆ แล้วค่อยๆ แพร่กระจายออกไป"
หลินเฟิงหันกลับมาหาท่านขุนนางซุน "ที่สำคัญที่สุดคือ เชื้อราชนิดนี้จะไม่ตายด้วยแสงแดดหรือความร้อนธรรมดา ตรงกันข้าม มันจะใช้พลังงานจากความร้อนในการขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น"
ท่านขุนนางซุนลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้น "แล้วจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง? ท่านมีวิธีหรือไม่?"
หลินเฟิงยิ้มอย่างมั่นใจ "มีครับ แต่มันต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนและต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง"
เขาเริ่มอธิบายถึงวิธีการแก้ไขโดยใช้ความรู้เื่ 'การรมควันด้วยกำมะถันและสมุนไพรฤทธิ์เย็น' ผสมผสานกับเทคนิคการจัดเก็บแบบ 'สุญญากาศเบื้องต้น' (การใช้ผ้าอาบน้ำมันหุ้มมิดชิด) ซึ่งเป็เทคนิคที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยนี้มาก
"ขั้นตอนแรก เราต้องหยุดการตากแดดทันที แล้วนำผ้าไหมทั้งหมดเข้าไปในห้องที่มืดและเย็น" หลินเฟิงอธิบายอย่างละเอียด "จากนั้นเราจะใช้ควันจากการเผากำมะถันผสมกับใบไผ่แห้งและรากขิงป่า เพื่อฆ่าเชื้อราอสูร"
เขาหยุดพักสักครู่ ก่อนจะอธิบายต่อ "แต่ที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น เราต้องใช้น้ำแข็งจากูเาสูงมาวางรอบๆ ห้อง และใช้พัดลมไผ่เพื่อให้อากาศหมุนเวียน"
ท่านขุนนางซุนฟังจนตาค้าง "ศาสตร์ที่ท่านกล่าวมา... ข้าไม่เคยได้ยินจากที่ใดมาก่อน แต่มันกลับฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง!"
"นั่นเป็เพราะความรู้เหล่านี้ถูกบันทึกไว้ในตำราโบราณที่หายากมาก" หลินเฟิงตอบด้วยความถ่อมตัว "ข้าได้ศึกษามาจากอาจารย์เร้นกายในป่าลึก ท่านสอนให้ข้ารู้จักวิธีการต่อสู้กับปรสิตอสูรต่างๆ"
เขาเดินไปใกล้ท่านขุนนางซุนมากขึ้น "หากท่านไว้วางใจ ข้าน้อยยินดีจะช่วยกำกับดูแลการชำระล้างโกดังในคืนนี้ แต่ข้า้าความร่วมมือจากทุกคนในคฤหาสน์ และต้องเตรียมวัสดุอุปกรณ์ตามที่ข้าระบุ"
ท่านขุนนางซุนไม่ลังเลเลย "หากท่านสามารถช่วยกอบกู้ผ้าไหมชุดนี้ได้ ท่านคือผู้มีพระคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลซุน! ข้าจะจัดหาทุกสิ่งที่ท่าน้า"

ในขณะที่การสนทนาระหว่างหลินเฟิงและท่านขุนนางซุนกำลังดำเนินไปอย่างออกรส ประตูไม้แกะสลักลวดลายหงส์คู่ที่อยู่ด้านหลังห้องโถงก็ถูกเปิดออกเบาๆ พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกล้วยไม้ที่ลอยนำมาก่อนตัว
หญิงสาวสองนางเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยกิริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนแรกคือ 'ซุนซือซือ' คุณหนูใหญ่ผู้มีใบหน้าสวยสง่าทว่าแฝงด้วยความเ็าและเศร้าสร้อย นางสวมชุดสีม่วงลาเวนเดอร์ที่ขับเน้นผิวขาวเนียนละเอียด ผมยาวสีดำเก็บเป็มวยสูงด้วยกิ๊บทองคำประดับมุกน้อย ดวงตาของนางคมกริบและดูฉลาดเฉลียว ทว่าเมื่อนางมองเห็นหลินเฟิง แววตาของนางกลับสั่นไหวไปชั่วครู่
หลินเฟิงสังเกตเห็นทันทีว่าซุนซือซือมี 'ปราณหยิน' ที่หนาแน่นและบริสุทธิ์กว่าหลี่ซูหลายเท่า แต่มันกลับถูกกดทับด้วยความเครียดและภาระทางใจ รอยแดงจางๆ ที่ข้อมือของนางที่หลี่ซูเคยบอก บัดนี้เขาเห็นมันชัดเจนขึ้น... มันไม่ใช่รอยเชือก แต่มันคือรอยจากการบีบคั้นทางอารมณ์ที่นางต้องแบกรับในฐานะเครื่องมือทางการเมือง
ตามมาด้วย 'ซุนเหมยเหมย' น้องสาวคนเล็กที่ดูสดใสและร่าเริง นางสวมชุดสีชมพูกลีบบัว ผมยาวปล่อยลงมาถึงเอว ประดับด้วยโบว์สีขาวเล็กๆ ดวงตากลมโตของนางจ้องมองหลินเฟิงด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างเปิดเผย ความหล่อเหลาที่ไร้ที่ติและบรรยากาศที่ดูสูงส่งของหลินเฟิงทำให้นางถึงกับลืมกิริยาสำรวมและเผลออุทานออกมาเบาๆ
"ท่านพ่อ... แขกผู้นี้คือใครกันหรือเ้าคะ? เหตุใดจึงดู... สง่างามเช่นนี้" เหมยเหมยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ แก้มของนางแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อยเมื่อสบตากับหลินเฟิง
ท่านขุนนางซุนหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี บรรยากาศในห้องดูผ่อนคลายลงจากความตึงเครียดเมื่อครู่ "นี่คือท่านหลินเฟิง บัณฑิตผู้ทรงความรู้ที่จะมาช่วยตระกูลเรา ซือซือ เหมยเหมย มาทำความรู้จักกับท่านหลินเสียสิ"
หลินเฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าของเขาดูนุ่มนวลราวกับสายน้ำทว่ามั่นคงราวกับขุนเขา เขาประสานมือคารวะคุณหนูทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่ถูกคำนวณมาอย่างดี "เป็เกียรติของข้าน้อยที่ได้พบคุณหนูทั้งสอง ความงามของพวกท่านทำให้ข้าน้อยรู้สึกว่า เมืองชิงหยวนแห่งนี้ช่างเป็สถานที่ที่ได้รับพรจาก์จริงๆ"
สายตาของหลินเฟิงจับจ้องไปที่ซุนซือซือเพียงครู่เดียว แต่มันเป็สายตาที่แฝงไปด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ซึ่งทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับชายใดมาก่อน แม้แต่อู๋เหวินคู่หมั้นของนางก็ไม่เคยมีสายตาที่มองลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของิญญาเช่นนี้
"ท่านหลินเฟิง... ยินดีที่ได้รู้จักเ้าค่ะ" ซือซือกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความนิ่งสงบ ทว่านิ้วมือของนางกลับจิกเข้าหากันแน่น เป็สัญญาณของความประหม่าที่นางพยายามปกปิด
"ข้าน้อยก็ยินดีเช่นกัน คุณหนูซุน" หลินเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่มั่นใจ "ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูเป็ผู้มีความรู้ด้านศิลปะและวรรณกรรม หากมีโอกาส ข้าอยากจะขอคำแนะนำจากคุณหนูบ้าง"
คำพูดของหลินเฟิงทำให้ซุนซือซือต้องแปลกใจ เพราะไม่เคยมีชายใดให้ความสนใจในความรู้ของนาง ส่วนใหญ่จะสนใจเพียงความงามและสถานะของนางเท่านั้น
ในมื้ออาหารค่ำที่ท่านขุนนางซุนจัดขึ้นเพื่อต้อนรับหลินเฟิง บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ โต๊ะอาหารถูกจัดวางด้วยอาหารรสเลิศจากเชฟฝีมือดีของตระกูลซุน มีทั้งปลาน้ำจืดนึ่งซีอิ๊ว เป็ดย่างน้ำผึ้ง ซุปเจ๋อฮื่อ และขนมหวานต่างๆ มากมาย
หลินเฟิงใช้โอกาสนี้ในการแสดงวาทศิลป์ที่เหนือชั้น เขาเล่าเื่ราวการเดินทาง (ที่แต่งขึ้น) และสอดแทรกปรัชญาการใช้ชีวิตที่ทำให้ซุนซือซือต้องทึ่งในความคิดของเขา
"ท่านหลิน ท่านเคยเดินทางไปที่ไหนมากที่สุดเ้าคะ?" ซุนซือซือถามด้วยความสนใจ
"ข้าเคยไปถึงเมืองเซียงหยางทางเหนือ และเมืองหนานจิงทางใต้" หลินเฟิงตอบพลางจิบชาอย่างสง่างาม "แต่ที่ประทับใจที่สุดคือการได้เรียนรู้จากผู้คนในแต่ละท้องถิ่น ความรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในประสบการณ์ชีวิต"
เขาหันไปมองซุนซือซือ "เช่นเดียวกับคุณหนู ข้าเชื่อว่าคุณหนูมีความรู้และประสบการณ์มากมายที่น่าสนใจ"
ซุนซือซือรู้สึกอบอุ่นใจกับคำพูดของเขา เป็ครั้งแรกที่มีคนให้ความสำคัญกับความคิดของนาง ไม่ใช่เพียงแค่มองนางเป็เครื่องมือทางการเมือง
ในขณะที่เหมยเหมยก็คอยซักถามเื่ราวแปลกๆ ด้วยความตื่นเต้น "ท่านหลิน ท่านเคยเจอสิ่งแปลกประหลาดอะไรในการเดินทางบ้างเ้าคะ?"
หลินเฟิงยิ้มลึกลับ "มีมากมายเลย เช่นป่าที่ต้นไม้เรืองแสงในเวลากลางคืน หรือลำธารที่น้ำไหลขึ้นเขาแทนที่จะไหลลง แต่สิ่งที่แปลกที่สุดคือการได้พบกับผู้คนดีๆ เช่นตระกูลซุน"
คำตอบของเขาทำให้ทุกคนในโต๊ะหัวเราะอย่างอบอุ่น บรรยากาศในคฤหาสน์ดูสดใสขึ้นมากจากเมื่อเช้า
หลินเฟิงรู้ดีว่าหมากกระดานนี้เพิ่งเริ่มต้น เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะเข้าหาใครเป็พิเศษ แต่เขากำลังสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" และ "ความน่าเชื่อถือ" ให้กับตัวเองในใจของทุกคน โดยเฉพาะซุนซือซือที่ดูเหมือนจะเริ่มเปิดใจรับฟังเขามากกว่าใคร
เมื่อมื้อค่ำใกล้จะสิ้นสุด ท่านขุนนางซุนเอ่ยปากชวนในที่สุด "ท่านหลิน... ท่านจะพักอยู่ที่คฤหาสน์ของเราสักระยะได้หรือไม่? ข้าอยากให้ท่านช่วยดูแลเื่โกดังจนกว่าผ้าไหมชุดนี้จะถูกส่งออกไป และหากท่านไม่รังเกียจ ข้าอยากให้ท่านเป็ที่ปรึกษาของตระกูลเราด้วย"
"หากท่านขุนนางไม่รังเกียจ ข้าน้อยก็ยินดีเ้าค่ะ" หลินเฟิงตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ซ่อนความนัยไว้ภายใต้ใบหน้าที่แสนดี "ข้าหวังว่าจะได้เรียนรู้และแบ่งปันความรู้กับทุกท่านในตระกูล"
ซุนซือซือรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นเมื่อรู้ว่าหลินเฟิงจะอยู่ที่คฤหาสน์ นางไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกตื่นเต้นเช่นนี้ แต่นางรู้ว่าการมีเขาอยู่ที่นี่ทำให้นางรู้สึกมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง
บัดนี้ จิ้งจอกสามหางได้ก้าวเข้าสู่ใจกลางอำนาจของตระกูลซุนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และแผนการขั้นต่อไปที่จะสั่นะเืทั้งคฤหาสน์และเมืองชิงหยวนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า