หลังจากจิ่งเยี่ยนกุยพูดคุยกับจ้าวเหม่ยหลิงด้วยความสุภาพแล้ว ก็ได้นัดแนะกันว่ารอให้ฉินตงเฉียงกลับมาค่อยช่วยเขียนจดหมายแนะนำให้ แล้วเธอจะกลับมารับในตอนเย็น
หลังจากจิ่งเยี่ยนกุยจากไปไม่นาน ฉินตงเฉียงก็กลับมาพร้อมกับจอบที่แบกไว้บนบ่า จ้าวเหม่ยหลิงเล่าเรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยมาขอให้เขาออกจดหมายแนะนำตัวให้ฟัง และยังกล่าวจากความรู้สึกว่า “คนในหมู่บ้านชอบพูดว่าจิ่งเยี่ยนกุยอกตัญญู ไม่รู้จักความ และเป็นคนเนรคุณ แต่ฉันว่าเธอดูไม่เหมือนคนแบบนั้นนะ”
ฉินตงเฉียงจ้องหน้าเธอแล้วพูดว่า “อย่าไปฟังพวกผู้หญิงปากพล่อยในหมู่บ้านที่ชอบพูดจาเหลวไหลเลย หลิวชุนฮวาทำกับจิ่งเยี่ยนกุยยังไงแล้วทำกับลูกแท้ๆ ของตัวเองยังไง คนที่ตาไม่บอดก็คงมองออก”
“เด็กๆ สี่คนของบ้านใหญ่ตระกูลจิ่ง ถ้าให้ฉันดูแล้ว นอกจากจิ่งเยี่ยนกุยที่ดูมีอนาคต อีกสามคนที่เหลือถูกเลี้ยงมาอย่างเสียคน เอาแต่ใจตัวเองไปคนละทิศละทาง ส่วนหลิวชุนฮวาก็ยังเป็นแม่ที่ขี้เกียจด้วย”
“เมื่อก่อนที่ดินของบ้านจิ่งทั้งหมดก็มีจิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนดูแล ถึงแม้จะมีบางครั้งที่เธอยุ่งจนทำไม่ทัน แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ที่ดินแห้งแล้งหรือมีหญ้ารก ตอนที่ฉันเพิ่งกลับมาเห็นที่ดินเหล่านั้นของบ้านจิ่ง สภาพหลังจากปลูกต้นกล้าเสร็จจะไม่มีใครมาดูแลอีกเลย นาข้าวไม่มีน้ำจนดินแห้งแตกหมดแล้ว”
ปกติเขาจะไม่ค่อยพูดเรื่องเหล่านี้ แต่ในฐานะชาวนา สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือการทารุณกรรมพืชผล วันนี้ตอนเขากลับมาเห็นนาข้าวของบ้านตระกูลจิ่งที่เพิ่งเพาะปลูกได้ไม่นานดินแตกระแหง มันเป็นเรื่องที่เขาทนไม่ได้จริงๆ
จ้าวเหม่ยหลิงงงไปเล็กน้อย “มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”
“ฉันจำเป็นต้องโกหกเรื่องนี้ไหม?” ฉินตงเฉียงพูดอย่างหงุดหงิด “ต่อไปเวลาเธอออกไปข้างนอกก็อย่าไปฟังพวกที่ชอบนินทาพูดจาเหลวไหลอะไรนัก มีอะไรก็ใช้ตาดูเอาเอง บ้านตระกูลจิ่งเป็นแบบนี้ ฉันกล้าพูดได้เลยว่าต่อไปจะยิ่งแย่ลงทุกปี”
เขาพูดถึงตรงนี้ก็เห็นเนื้อบนโต๊ะ จึงพูดต่อไปว่า “จิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนตรงไปตรงมาและฉลาด หลังจากที่เธอออกจากบ้านตระกูลจิ่งก็ยิ่งเห็นได้ชัด เธอใช้ชีวิตอยู่กับคนแก่สองคนของบ้านจิ่งก็ถือว่าไม่ง่ายเลย ทำไมถึงยังไปรับเนื้อคนอื่นไว้อีก!”
จ้าวเหม่ยหลิงถูกตำหนิจนรู้สึกกระดากใจ “ก็เธอเอาเนื้อมาให้เอง ทั้งยังพูดจาดีด้วย บอกให้ฉันเอาเนื้อไปทำหมูอบให้เอ้อร์ตั้นกิน ฉันก็เลยปฏิเสธไม่ได้”
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยมาก็พูดจาสุภาพ ไม่เย่อหยิ่ง และแต่ละคำพูดก็ทำให้จ้าวเหม่ยหลิงรู้สึกสบายใจ
อีกทั้งจ้าวเหม่ยหลิงก็เป็นคนใจง่ายด้วย จึงไม่ได้คิดที่จะไม่รับเนื้อชิ้นนั้น ในใจของเธอแค่รู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยเป็นคนรู้จักเอาอกเอาใจคน
ฉินตงเฉียงจ้องหน้าเธอแล้วพูดว่า “ฉันจะไม่รู้ความคิดของเธอได้ยังไง ก็แค่ใจง่ายอยากได้เนื้อของคนอื่นนั่นแหละ!”
จ้าวเหม่ยหลิงถูกพูดจนรู้สึกเสียหน้า ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เธอมาขอให้คุณช่วยทำธุระ ฉันรับเนื้อเธอแค่ชิ้นเดียวมันผิดตรงไหน? ถ้าวันนั้นคุณไม่พูดออกมา เธออาจจะยังไม่ได้แยกตัวออกจากบ้านจิ่งและยังถูกหลิวชุนฮวาข่มเหงอยู่ก็ได้”
ฉินตงเฉียงพลันกรุ่นโกรธ “ฉันเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ควรจะต้องรับใช้คนในหมู่บ้านอยู่แล้ว หล่อนจะออกไปข้างนอก ฉันก็แค่เขียนจดหมายแนะนำให้ มันเป็นเรื่องปกติ! ส่วนเรื่องที่หล่อนแยกตัวออกจากบ้านจิ่ง ถ้าไม่มีฉันหล่อนก็แยกออกมาได้อยู่ดี!”
“หล่อนสู้กับหลิวชุนฮวามาตั้งหลายครั้ง เธอยังไม่รู้อีกหรือว่าหล่อนไม่เคยเสียเปรียบเลยสักครั้ง?”
จ้าวเหม่ยหลิงชะงักงันไปเล็กน้อย ฉินตงเฉียงยังพูดต่อว่า “เมื่อก่อนตอนที่หล่อนถูกหลิวชุนฮวาควบคุมจนไม่อาจกระดิกตัวได้ ตอนนี้นอกจากจะแสดงท่าทีดุดันกับหลิวชุนฮวา หล่อนก็นอบน้อมต่อทุกคน ยังได้ยินมาว่าเธอรับคำสั่งซื้อยาจากในเมือง คนในหมู่บ้านก็เข้าไปในเมืองบ่อยๆ แล้วทำไมถึงไม่เห็นมีใครได้คำสั่งซื้อกลับมาบ้าง?”
จ้าวเหม่ยหลิงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ “ก็เป็นเพราะบ้านตระกูลฟางช่วยเธอไว้ไม่ใช่เหรอ”
“ต่อให้บ้านตระกูลฟางช่วยก็เถอะ!” ฉินตงเฉียงพูดอย่างเย็นชา “ในหมู่บ้านมีเด็กผู้หญิงตั้งมาก แล้วทำไมฟางเสียนจือถึงมาสนใจหล่อน? หลังจากที่ฟางเสียนจือสนใจหล่อนแล้ว เจียงอี่โหลวและฟางชิงสือก็ไม่ได้คัดค้านเรื่องการแต่งงานนี้ คิดจริงๆ เหรอว่าคนอย่างบ้านตระกูลฟาง หากไม่ใช่เพราะหล่อนดีจริง พวกเขาจะสนใจหล่อนงั้นเหรอ?”
ตอนนี้จ้าวเหม่ยหลิงเข้าใจแล้ว สีหน้าของเธอจึงดูประดักประเดิด ฉินตงเฉียงยังพูดต่อไปว่า “อย่าดูถูกคนหนุ่มสาวที่ยากจน ตอนนี้หล่อนอาจจะลำบาก แต่ถ้าช่วยได้ก็ควรจะช่วยให้ได้มากที่สุด”
จ้าวเหม่ยหลิงรู้สึกว่าเขาพูดมีเหตุผล จึงมองเนื้อบนโต๊ะแล้วพูดว่า “แล้วตอนนี้ฉันควรจะเอาเนื้อไปคืนดีไหม?”
“ถ้าเอาไปคืนตอนนี้ก็ดูจงใจเกินไป และเหมือนเป็นการตบหน้าตัวเอง” ฉินตงเฉียงคิดเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ต่อไปอย่ารับของคนอื่นมั่วซั่วอีก อีกเดี๋ยวพอฉันเขียนจดหมายแนะนำตัวเสร็จแล้ว เธอเอาไปให้หล่อนเองเลย ไม่ต้องให้ใครมารับ”
จ้าวเหม่ยหลิงรับคำ พร้อมกับคิดถึงเรื่องของจิ่งเยี่ยนกุยอยู่ในใจ เมื่อก่อนเธอฟังพวกผู้หญิงปากมากในหมู่บ้านพูดกันมากเกินไป แม้จะไม่ถึงขั้นดูถูกจิ่งเยี่ยนกุย แต่ก็มีอคติต่อหล่อนอยู่บ้าง
วันนี้ที่ฉินตงเฉียงมาอธิบายเรื่องต่างๆ ให้เธอฟัง เธอจึงรู้สึกว่าตัวเองถูกพวกผู้หญิงที่ปากไม่อยู่สุขในหมู่บ้านหลอกเอาเสียแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เรื่องที่จิ่งเยี่ยนกุยหมั้นกับฟางเสียนจือนั่นละ แบบนั้นชีวิตของจิ่งเยี่ยนกุยจะไม่มีทางแย่ลงแน่นอน
หลานชายคนโตของบ้านเราก็อยากเข้าเรียนที่โรงเรียนของฟางชิงสือ ตอนนี้ถ้าดูตามเกณฑ์การรับเข้าเรียนของปีที่แล้ว หลานชายคนโตของเธอก็ยังคะแนนไม่ถึง ถ้าถึงตอนนั้นก็อาจจะต้องขอให้ฟางชิงสือชี้แนะลู่ทางได้ ตอนนี้ถ้าทำดีกับจิ่งเยี่ยนกุยเล็กๆ น้อยๆ ไว้ ภายหน้าจะได้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
หลังจากที่จ้าวเหม่ยหลิงคิดได้แล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองตาถั่วไปจริงๆ ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยสักนิด
ดังนั้นตอนที่เธอเอาจดหมายแนะนำไปให้จิ่งเยี่ยนกุย เธอจึงสุภาพมากขึ้น แน่นอนว่าจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ล่วงรู้ถึงความคิดของจ้าวเหม่ยหลิง เพียงแค่ยิ้มและกล่าวขอบคุณ
หลังจากที่จิ่งเยี่ยนกุยได้รับจดหมายแนะนำแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นก็ขี่จักรยานตามถนนไปยังเมืองเอกของมณฑล
เธอยังไม่ทันถึงเมืองเอกเลยด้วยซ้ำ แต่ทางบ้านตระกูลจิ่งก็มีแขกมาเยือนเสียแล้ว
อาหญิงใหญ่จิ่งมาถึงบ้านพร้อมกับของฝากมากมาย หลิวชุนฮวารู้ดีว่าอาหญิงใหญ่เป็นคนแบบไหน ปกติเวลาที่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่ ก็จะเอาขนมมาแค่สองห่อพร้อมเหล้าหนึ่งขวดตามธรรมเนียม ไม่เหมือนครั้งนี้ที่หอบของมาพะรุงพะรัง เมื่อดูคร่าวๆ แล้ว ของพวกนี้ต้องใช้เงินถึงสิบกว่าหยวน
จิ่งหลิวหยางเห็นของกินเหล่านั้นแล้วก็แทบไม่ขยับเขยื้อนตัวไปไหน อีกทั้งยังไม่ได้เกรงใจอาหญิงใหญ่เลยสักนิด ทันทีที่รับของไปก็คิดจะแกะห่อทันที
“ทำไมไม่เห็นเยี่ยนกุย?” หลังจากที่วางของแล้ว อาหญิงใหญ่จิ่งก็เอ่ยถาม เมื่อเห็นท่าทางไม่มีการอบรมสั่งสอนของจิ่งหลิวหยางก็ขมวดคิ้วแล้วตีมือเขา “พวกนี้เป็นของพี่สาวแก!”
อาหญิงใหญ่จิ่งไม่ชอบจิ่งหลิวหยางเลยสักนิด เด็กคนนี้ดูท่าจะเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจจนเสียคน ได้ยินว่าหลังจากที่มีลูกสาวสองคนแล้วถึงได้มีจิ่งหลิวหยาง หลิวชุนฮวาดีใจมาก บอกว่าลูกชายของเธอเป็นเด็กฉลาด ภายหน้าจะต้องสมชื่อหลิวหยาง (ไปอยู่ต่างประเทศ) ซึ่งนี่คือที่มาของชื่อ
หลิวชุนฮวายังไม่ได้ตอบ จิ่งหลิวหยางก็พูดขึ้นมาว่า “อาหญิงใหญ่ใจแคบจัง ไหนๆ เอาของมาบ้านผม มันก็ต้องเป็นของผมอยู่แล้ว! ของพี่สาวผมก็เป็นของผมอยู่ดี แกะดูหน่อยจะเป็นอะไรไป ยังไงผมก็เหลือไว้ให้พวกเขาอยู่แล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น อาหญิงใหญ่จิ่งก็อยากจะตบจิ่งหลิวหยางสักฉาด นี่เด็กบ้าอะไรกัน!