ระบบแลกเปลี่ยนไขมัน

    บทที่ 40 พบกับการดูถูกอีกครั้ง

    บทที่ 40 

    พบกับการดูถูกอีกครั้ง 


    ในเย็นวันนั้น ดวงตะวันคล้อยต่ำค่อยๆลับขอบโลก ทิ้งไว้เพียงแสงสีแดงที่อาบเส้นขอบฟ้าเป็นช่วงสุดท้ายก่อนจะลาหายและกลายเป็นราตรี 


    ที่มุมหนึ่งของทะเลสาบเล็กบริเวณหลังมหาวิทยาลัย  ตงหลิง ดาวหางสีแดงก็ได้ตกลงมาจากฟากฟ้าสีเข้ม


    *ตู้ม!*


    หากนี่เป็นอุกกาบาตล่ะก็ แรงปะทะของมันคงจะมากพอที่จะทำให้เกิดพายุและซัดเอาสถานที่บริเวณนี้ให้กระเด็นออกไปเป็นแน่แท้ 


    ฝุ่นควันที่คละคลุ้งนั้นค่อยๆกระจายออกไป เผยให้เห็นเกราะสีแดงชาดที่พาดผ่านด้วยแสงของอาทิตย์อัสดงจนสวยงามยามเพลานี้ 


    แต่ไม่นานนัก สีของเกราะนั้นก็ค่อยๆจางหาย รวมไปถึงตัวเกราะเองก็ค่อยๆหายไปด้วย รูปร่างของมันค่อยๆเลือนรางและในท้ายที่สุดก็หายไปเลย 


    “ในที่สุดก็จบสักที ตามที่คำนวณเป๊ะ...”


    เสียงหายใจหอบดังขึ้นจากลำคอของอู๋ตี้ 


    หลังจากที่ออกมาจากชานเมืองทางใต้พร้อมกับเอ้อซีซีในอ้อมกอดแล้ว เขาก็กระโดดข้ามผ่านตึกสูงมากมายเพื่อมุ่งหน้ากลับมายังมหาวิทยาลัยด้วยความเร็วสูงสุด 


    เพื่อลดความโดดเด่นลง เขาจำเป็นต้องหลบออกไปนอกตัวเมืองรวมถึงย่านธุรกิจหลายๆย่าน เพราะงั้นมันเลยใช้เวลามากกว่าปกติอีกนิดหน่อย 


    เรื่องเวลานั้นเป็นอะไรที่อู๋ตี้กังวลมากๆ นั่นก็เพราะว่า เขาจำได้เกี่ยวกับผลของการใช้เกราะนี้ ซึ่งตัวมันเองอยู่ได้แค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น 


    ถ้าหากเขาใช้มันเกิน 1 ชั่วโมงแล้วตอนนั้นดันกำลังอยู่ระหว่างการกระโดดข้ามตึกล่ะก็ หายนะแน่ๆ 


    แต่โชคยังดีที่เรื่องร้ายๆแบบนั้นยังไม่เกิดขึ้น เขาสามารถพาเอ้อซีซีกลับมายังมหาวิทยาลัยได้ก่อนที่เกราะเทพเจ้าสงคราม A จะหายไปเสียอีก 


    ทะเลสาบแห่งนี้ยังคงสะอาดและเงียบสงบโดยปราศจากคนอื่นเช่นเดิม 


    อู๋ตี้ค่อยๆวางเอ้อซีซีลงอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาจึงทิ้งตัวลงนอนหอบใหญ่เลย 


    เพราะถึงแม้ว่าตัวเขาจะได้พลังของเกราะเทพเจ้าสงครามมาช่วย แต่กระนั้นเขาก็ยังใช้แรงของตัวเองไปมหาศาลเช่นกัน และดูท่ามันจะถึงลิมิตของเขาแล้ว

    เอ้อซีซีที่ถูกห่อด้วยผ้าห่มนั้นยังคงยืนอยู่และมองมายังชายที่นอนอยู่บนพื้นตรงหน้าเธอนั้น


    ชายคนนี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตา แต่เธอไม่คิดว่าเธอจะรู้จักเขา 


    ดังนั้นแล้วเธอจึงพูดออกมาด้วยความระมัดระวัง “ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆที่ช่วยฉันไว้ ได้โปรดบอกฉันเถอะนะคะว่าคุณเป็นใคร? แล้วทำไมคุณถึงไปช่วยฉัน?”


    เธอนั้นงุนงงสุดๆ และดูเหมือนว่าเธอจะจำไม่ได้ว่าชายตรงหน้าเธอนี้ก็คืออู๋ตี้นั่นแหละ 


    ได้ยินดังนั้นอู๋ตี้ที่นอนอยู่บนพื้นเองก็ชะงักไปเหมือนกัน แต่เขาก็เข้าใจได้ในทันที 


    นั่นก็เพราะเขาเพิ่งจะใช้น้ำหนักกว่า 30 กิโลกรัมเพื่อแลกเปลี่ยนไป ดังนั้นแล้วหากเอ้อซีซีจะจำเขาไม่ได้มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก 


    อู๋ตี้ค่อยๆคุกเข่าและกลับมานั่งดีๆ เขามองเอ้อซีซีก่อนจะลังเลว่าจะบอกเธออย่างไรดี 


    เขาควรจะบอกเธอไปตรงๆเกี่ยวกับระบบลึกลับนี่เหรอ? แบบนั้นเธอจะเชื่อหรือไง?


    แต่ถ้ายังปกปิดต่อไป เขาจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยังไง? เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี่มันไม่เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์เอาซะเลย พอคิดไปคิดมาก็เริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมาซะแล้ว… 


    เอาเถอะ ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นมาจริงๆ จะปิดไปก็ใช่เรื่อง 


    ท้ายสุดแล้ว อู๋ตี้ก็กัดฟันแน่นและตัดสินใจอย่างเด็ดขาดก่อนจะยิ้มออกมา 


    “เอ้อซีซี ฉันเอง อู๋ตี้”


    “เอ๊ะ?“

    หญิงสาวตาโตขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าปกติเธอก็จะเป็นคนตาโตอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มันมากกว่าเดิมอีก ตอนนี้เธอนั้นเหมือนตัวการ์ตูน 2D ไม่มีผิดเลย 


    ความตกใจนั้นทำให้เธอต้องปิดปากเอาไว้และเงียบไปพักใหญ่ๆเลย 


    หลังจากที่มองอู๋ตี้อยู่นาน ภาพของอู๋ตี้ในหัวของเธอก็ค่อยๆซ้อนทับกับคนตรงหน้า คิ้วของพวกเขานั้นมันบรรจบกันได้พอดิบพอดีเป๊ะๆจนเธอเองก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง 


    ด้วยความตกใจนี้มันทำเอาหัวของเอ้อซีซีนั้นเหมือนโดนไฟช็อตและมันทำให้เธอพูดตะกุกตะกักออกไปด้วย “ล-แล้วอะไรทำให้นายเป็นแบบนี้ได้น่ะ!?”


    อู๋ตี้หัวเราะอีกครั้งก่อนจะยืนขึ้น 


    ในการที่จะฟื้นฟูสภาพร่างกายนั้น โชคยังดีที่เกราะเทพเจ้าสงครามนี้ไม่ได้มีผลข้างเคียงอะไรหลังใช้งานเหมือนยาเพิ่มสมรรถนะ และนั่นทำให้เพียงแค่นอนพักนิดหน่อย กำลังกายเขาก็กลับมาบ้างแล้ว


    “มันอาจจะเป็นเรื่องที่ฟังดูโอเวอร์นะ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เธออยากจะฟังมันไหม?”


    ไม่ต้องพูดให้มากความ เอ้อซีซีพยักหน้าโดยไม่ลังเลเลย 


    จากนั้นอู๋ตี้ก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะพูดเกี่ยวกับเรื่องระบบวิเศษนี้ 


    ไม่นานนักหลังจากที่เริ่มเล่า ดวงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปจนหมด อู๋ตี้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงนี้ไปจนหมด 


    ตั้งแต่ต้นจนจบ เอ้อซีซีนั้นไม่มีตรงไหนที่จะไม่งงเลย เอาจริงๆจะบอกว่าเธอไม่อยากจะเชื่อเลยก็ว่าได้ 


    แต่ด้วยน้ำเสียงและท่าทีของอู๋ตี้นั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ซึ่งเธอที่เป็นผู้รับฟังนั้นสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน 


    “รู้อย่างนี้แล้ว เธอช่วยเก็บมันเป็นความลับด้วยได้ไหม? พอเอาเข้าจริงแล้วตัวฉันเองก็แทบจะไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน ทุกอย่างมันเหมือนความฝันไปหมด” หลังจากเล่าจบแล้วเขาก็ถามเธออีกครั้ง 


    เอ้อซีซีพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ “แน่นอน ฉันเข้าใจนะว่าถ้าเรื่องแบบนี้มันถึงหูคนอื่น นายคงจะมีปัญหาตามมาแน่ๆ”


    อู๋ตี้พยักหน้าให้กับสิ่งที่เธอพูด เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่เขากำลังกลัว 


    เธอนั้นตอบรับเขาด้วยความเชื่อใจแบบสุดๆ เพราะงั้นเขาจึงกล้าเล่าทุกๆอย่างให้เธอฟังได้ 


    “ถ้ายังไงเดี๋ยวฉันกลับก่อนนะ”


    นี่มันก็เริ่มมืดแล้ว เอ้อซีซีกระชับผ้าห่มที่คลุมตัวเธอไว้ให้แน่นขึ้น และเมื่อเธอระลึกได้ว่าตัวเธอเองนั้นนอกจากชั้นในแล้วก็ไม่มีอะไรเลย เธอก็เกิดเขินและอายขึ้นมาครู่หนึ่งเลย

    ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ยังยืนคุยกันได้ตั้งนานโดยที่ไม่ได้รู้สึกเขินเลยแท้ๆ แต่พอคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ทั้งคู่ก็ต่างพากันเขินอายขึ้นมาซะงั้น 


    ใบหน้าของอู๋ตี้นั้นเริ่มจะแดงขึ้นมานิดหน่อยขณะที่มองเอ้อซีซีหันหน้าเพื่อจะกลับหอของเธอ และทันใดนั้น ปากของเขามันก็ตะโกนออกไปแบบไม่รู้ตัว 


    “เดี๋ยวฉันไปส่งเธอเอง”


    เอ้อซีซีได้ยินดังนั้นเธอก็หยุดก่อนจะหันหน้ามาพยักหน้าให้อู๋ตี้


    เมื่อเห็นเธอพยักหน้า อู๋ตี้ก็มีความสุขมากๆ เขาเดินไปอยู่เคียงข้างเธอด้วยความรู้สึกนุ่มละมุนในใจพร้อมๆกับความตื่นเต้นจนอธิบายไม่ถูก 


    ตลอดทางที่เดินมาด้วยกัน อู๋ตี้นั้นเหลือบมองเธอมาตลอดด้วยหางตา 


    เอ้อซีซีเองก็ก้มหัวลงต่ำนิดหน่อย ใบหน้าแดงๆของเธอนั้นดูจะเขินอายขึ้นมาแล้ว การที่ได้มาเดินอยู่ข้างๆเธอแบบนี้ มันทำให้อู๋ตี้นั้นรู้สึกถึงความหวานแหววและความสุขก่อตัวขึ้นมาในใจของเขาอย่างมากเลย



    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เอ้อซีซีนั้นถูกห่อไว้ด้วยผ้าห่ม ซึ่งนั่นมันก็เรียกให้ใครหลายคนต่างจับจ้องมาด้วยสายตาที่อิจฉาตาร้อนแม้จะเป็นวันในเดือนมิถุนายนก็ตาม 


    ยิ่งพวกเขาเข้าใกล้หอพักหญิงเท่าไหร่ สายตาที่จ้องมองมาก็มากยิ่งขึ้น และยิ่งมีคนมองมาก ก็ยิ่งมีเสียงกระซิบกระซาบหลุดลอยมาให้ได้ยินมากขึ้น


    “ดูสิๆ เธอคิดว่าสองคนนั้นไปทำอะไรกันมา? ทำไมถึงห่มผ้าห่มมาแบบนั้นน้า~”


    “ฮ่าๆๆ ไม่ต้องบอกเธอก็น่าจะรู้น่า ไปทำเรื่องอัศจรรย์กันมาแหงๆ”


    “เธอๆ เดาซิว่าทำไมพวกเขาอยู่ในสภาพนั้นกัน? เธอคิดว่ายัยคนนั้นใส่อะไรอยู่ข้างในปะ ฮ่ะๆๆ”


    “ฉันรู้นะว่าเธอคิดอะไร เพราะฉันก็คิดเหมือนกัน ไม่งั้นแล้วจะมีเหตุผลอะไรอีกให้ต้องห่มผ้าห่มมาน่ะ? มันต้องเป็นเรื่องบัดสีบัดเถลิงอยู่แล้ว เพราะแบบนี้ไงพระเจ้าเลยลงโทษให้กลับมาสภาพนั้น หน้าไม่อายซะจริง”


    “อ่า ต้องเป็นแบบนั้นแหละ แล้วเธอดูนั่น เห็นปะ ชุดของผู้ชายอ่ะ มันดูใหญ่กว่าตัวอยู่นะ คงไปซื้อมาจากแผงลอยล่ะสิ เป็นไอ้หนุ่มยากจนจากไหนล่ะมั้ง”


    “โห พูดงี้แล้วเธอคนนั้นดูกระจอกไปเลยอ่ะ ดูๆไปก็สวยนะ แต่ไม่น่าไปยุ่งกับไอ้ขี้แพ้นั่นเลย อ๋า เข้าใจละ เธอคงจะไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าเหมือนกันสินะถึงต้องวิ่งร่อนเข้าหาคนแบบนั้นน่ะ”


    …..


    หลากหลายถ้อยคำที่เข้าหูมานั้นมันสื่อความหมายไปในทางเดียวกัน และบางคนก็เลือกที่จะไม่กระซิบ แต่พูดดังๆให้พวกเขาได้ยินไปด้วย 


    อู๋ตี้นั้นขมวดคิ้ว คนเหล่านี้นี่ขี้เหยียดจริงๆ เห็นอะไรก็เดาไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้มีความถูกต้องอะไรเลย แถมถ้อยคำที่พูดออกมาก็มีแต่คำดูถูกและเหยียดหยามอีกด้วย 


    ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งพูด ยิ่งได้พวกเพิ่ม ก็ยิ่งเผยสันดานออกมา พวกเธอพูดถึงเอ้อซีซีและอู๋ตี้ราวกับว่าพวกเธอนั้นสูงส่งกว่าพวกเขาเป็นไหนๆ 


    มองไปยังเอ้อซีซีที่อยู่ด้านข้าง ซึ่งตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงจนจะกลายเป็นหยดเลือดอยู่แล้ว เธอหดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ความรู้สึกน่าละอายนั้นมันหนาขึ้นจนเธอไม่กล้าที่จะแหงนหน้ามองเลย 


    “เอ้อซีซี ฉันว่าจะไม่ไปมากกว่านี้แล้ว”


    ทันใดนั้น อู๋ตี้ก็หยุดเท้าลงและรั้งเอ้อซีซีไว้ 

    “เอ๊ะ?”


    เอ้อซีซีนั้นเข้าใจว่าอู๋ตี้นั้นคงไม่อยากจะเดินไปกับเธอแล้ว แววตาของเธอแสดงออกถึงความผิดหวัง แต่ไม่นานนักเธอก็เผยท่าทีว่าเข้าใจออกมาซึ่งนั่นทำให้อู๋ตี้รู้สึกทุกข์ใจแทน 


    “อ-อื้ม นายไปก่อนเลย”


    อู๋ตี้รู้ดีว่าเธอนั้นเข้าใจเขาผิดแน่ๆ เพราะงั้นจึงรีบพูด “ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หมายถึงแบบนั้น สิ่งที่ฉันหมายถึงคือ ฉันจะพาเธอไปดินเนอร์”


    “เอ๊ะ?”


    ครั้งนี้เอ้อซีซีตอบกลับอะไรไม่ถูกเลย นี่จะให้ไปดินเนอร์สภาพนี้งั้นเหรอ? จะไม่ให้ฉันหาเสื้อผ้าใส่ก่อนเหรอ? 


    แต่กระนั้นอู๋ตี้กลับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เขาหยิบเอาโทรศัพท์ขึ้นมาและกดเบอร์อย่างรวดเร็ว 


    “สวัสดีครับ ใช่ผู้จัดการซี่ของภัตตาคารมิคกี้เวสเทิร์นไหมครับ?”


    “อ่า ครับ ใช่ครับ ผมคือคนที่คุณมาส่งที่มหาวิทยาลัยตงหลิงเมื่อตอนนั้นแหละครับ”


    “พอจะมีเวลาไหม? ผมอยากจะจองห้อง VIP เอ่อ แล้วก็ขอรบกวนคุณนิดหน่อย พอดีว่าอยากจะขอให้ซื้อชุดของผู้หญิงที่ช็อปของชาเนลน่ะครับ แล้วก็ช่วยมารับพวกเราด้วย ถ้ายังไงเดี๋ยวจะรอที่ด้านล่างของหอพักหญิงด้านในเลย”


    “มาตรฐานเหรอครับ? ฮ่ะๆๆ ไม่ต้องหรอกครับ เอาที่แพงที่สุดแล้วก็ดีที่สุดทั้งเสื้อทั้งรองเท้าเลย เดี๋ยวผมจะโอนเงินไปให้ก่อน 1 ล้านหยวน แล้วจะส่งไซส์ไปให้อีกที ส่วนเงินที่เหลือก็เพิ่มมันลงไปใน บัตร VIP ของผมก็ได้ครับ”


    “โอเครับ ขอบคุณมากๆ ถ้างั้นพวกเรารอที่นี่นะครับ”


    พูดจบอู๋ตี้ก็วางโทรศัพท์ลง ทุกๆคนที่อยู่ละแวกนั้นต่างตกใจไปตามๆกัน มันทำให้ที่แห่งนั้นเงียบไปจนน่าตกใจเลยครู่หนึ่ง 


    และทันใดนั้น 1 ในสาวๆที่อยู่ในหอก็หัวเราะออกมาและชี้มายังอู๋ตี้ 


    “ฮ่าๆๆๆ! ไอ้อ้วนขี้แพ้นี่คิดจะข่มพวกเราเหรอ? ไอ้หมอนี่มันไม่ได้โทรศัพท์จริงๆหรอก ก็แค่ทำเป็นหน้าใหญ่ใจโต ไหนจะชาเนล ไหนจะมิคกี้เวสเทิร์น แล้วอะไรอีกนะ? เติมเงินเข้าบัตร VIP? อ้อๆๆ แล้วก็ให้ผู้จัดการร้านมารับพวกแกด้วยเหรอ? ฮ่าๆๆๆ ฉันล่ะเวทนาแกจริงๆ กลัวว่าแกจะเข้าไม่ได้แม้แต่ประตูร้านมิคกี้เวสเทิร์นด้วยซ้ำ!”


    คล้ายกับเรื่องระบบแลกเปลี่ยนไขมัน ที่คุณอ่าน